เห็นในรัฐธรรมนูญมีคำว่ายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นคำใหม่สำหรับสังคมไทย ในคราวนี้จึงจะขอย่อยุทธศาสตร์ชาติของสหรัฐจัดทำโดยสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ชาติ ของมหาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรสหรัฐฯผู้เรียบเรียงคือ R.D.Hooker, Jr. ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นแบบของยุทธศาสตร์ชาติประเทศต่างๆในยุคใหม่
ยุทธศาสตร์ชาติสหรัฐมีชื่อว่า The Grand Strategy of the United States ล่าสุดคือปี 2014 มีเนื้อหาว่า รากฐานที่มาของยุทธศาสตร์ชาติสหรัฐนับได้ตั้งแต่สงครามประกาศอิสรภาพ ตอนนั้นใช้ทหารบ้านเอาชนะอังกฤษ ต่อมาได้พัฒนาเป็นกำลังประจำการที่เป็นทหารอาชีพเพื่อพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลพลเรือนเมื่อได้รับการร้องขอ ในยุคแรกสหรัฐปลอดภัยจากการคุกคามเพราะมีมหาสมุทรเป็นกำแพงธรรมชาติทั้งสองฝั่ง
ในศตวรรษที่ ๒๐ ทุกอย่างเปลี่ยนไป ในต้นศตวรรษมีสงครามโลกสองครั้งที่ใช้ฐานของอุตสาหกรรมในการเคลื่อนย้ายกำลัง การข้ามฝั่งไปช่วยฝรั่งเศสในสงครามโลกทำให้สหรัฐฯเป็นมหาอำนาจสืบต่อมา ชัยชนะต่อนาซีและญี่ปุ่นเกิดจากความเหนือกว่าด้านทรัพยากรของสหรัฐฯเป็นตัวชี้ขาด ทั้งการสร้าง การขนส่งยานพาหนะ กระสุน อาหาร การส่งกำลังบำรุงและน้ำมัน ชัยชนะเกิดจากความง่าย (simplicity) ความสอดคล้องและความมีประสิทธิผล โดยมีเครื่องบินมากกว่า ๓.๗ แสนลำ ยานเกราะ ๑ แสนคัน เรือรบ ๗,๐๐๐ ลำ จากนั้นเข้าสู่ยุคสงครามเย็นได้แก่ สงครามเกาหลี เวียดนาม ทำให้ความเหนือกว่าของกำลังทางอากาศและทางเรือของสหรัฐฯไม่อาจทำได้ ต้องเผชิญหน้ากับสงครามยืดเยื้อที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่
หลังยุโรปตะวันออกล่มสลายเกิดการปฏิวัติของข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารเหนือเรื่องของเขตแดนและอธิปไตยของแต่ละชาติ เกิดความขัดแย้งใหม่ๆได้แก่ อาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย สิ่งแวดล้อมถดถอย การอพยพและการลี้ภัยครั้งใหญ่ การขัดแย้งจากเชื้อชาติ ศาสนา และการเกิดรัฐล้มเหลว การมีตัวแสดงในเวทีโลกมากขึ้นทั้งระดับบุคคล ระดับรัฐ องค์กรเอกชนและองค์กรโลกบาล
กำลังทหารสหรัฐฯจึงปรับตัวลดขนาดลงและมีเทคโนโลยีสูงขึ้น ตั้งเป้าลดกำลังทหารลงร้อยละ ๔๕ ค่าใช้จ่ายทางทหารลดลงร้อยละ ๔๐ แม้ว่าหลังเหตุการณ์ ๙๑๑ ทำให้จำเป็นต้องปรับเพิ่มอีกร้อยละ ๒๕ ก็ตาม งบประมาณส่วนใหญ่ปรับมาสู่ระบบการควบคุม บังคับบัญชา การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน มีการยิงที่แม่นยำ อาวุธหนักยังคงมีแต่ลดขนาดลงและแม่นยำขึ้น งบประมาณกระทรวงกลาโหมลดลงร้อยละ ๑๐ ต่อปี โดยต้องพร้อมต่อภัยคุกคามใหม่ๆตลอดเวลา
สิ่งแวดล้อมด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯประเมินได้แก่ การเป็นโลกระบบพหุขั้วทั้งเศรษฐกิจและการทหารแต่ไม่ทรงพลังเช่นก่อน โดยสหรัฐฯ จีน อินเดีย รัสเซียมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจแต่อำนาจทางทหารในยุโรปลดลง เกิดความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลางทั้งจากนิกายซุหนี่และชิอะห์ที่ปะทะกัน อาหรับกับอิสราเอล รัฐล้มเหลวในอาฟริกา ตะวันออกกลาง และรัสเซีย มีองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรโลกบาลและตัวแสดงที่มิใช่รัฐแสดงบทบาทมากขึ้น ส่วนองค์กรก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติเข้มแข้งขึ้นจากการไหลเวียนของข่าวสารและการสื่อสาร โดยภาพรวมแล้วโลกปลอดภัยขึ้นจากสงครามนิวเคลียร์และการทำลายล้างสูง แต่ยังมีความขัดแย้งระดับต่ำและสงครามอสมมาตรอยู่ทั่วไปแต่ก็ไม่ควรขยายความจนน่าตื่นตกใจเกินไป
ผลประโยชน์ของสหรัฐฯยังคงอยู่ที่การปกป้องดินแดนอเมริกันและพันธมิตร ปกป้องพลเมืองอเมริกันทั้งในและนอกประเทศ สนับสนุนและปกป้องค่านิยมรัฐธรรมนูญและรูปแบบการปกครองของสหรัฐฯ ส่งเสริมและรักษาเศรษฐกิจและมาตรฐานการดำรงชีวิตของสหรัฐฯ
ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯคือ การแพร่กระจายของอาวุธทำลายล้างสูง ปัญหาเศรษฐกิจจากสงครามที่เกิดในที่ต่างๆรวมถึงการโจมตีทั้งทางกายภาพและทางไซเบอร์ การเกิดขึ้นของคู่แข่งอันตรายได้แก่จีนที่สามารถครอบครองเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการทหารที่มีความประสงค์ในการขยายอำนาจจนอาจจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯได้ การท้าทายโดยตรงต่อพันธมิตรเช่น นาโต้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่สหรัฐฯต้องปกป้องด้วยปฏิบัติการที่เฉียบพลันและเด็ดขาด นอกนั้นเป็นภัยคุกคามอื่นๆ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในต่างแดน การติดตามวิกฤติการณ์ในยุโรปเช่นยูเครน รัฐล้มเหลวในตะวันออกกลาง อาฟริกาและการเกิดขึ้นของ ISIS ประการสำคัญคือ พลังอำนาจของอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารต้องถูกใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น
แนวทางของยุทธศาสตร์ชาติคือ เข้าดำเนินการกับภัยคุกคามให้ห่างจากดินแดนให้มากที่สุด ซึ่งหมายถึงการสร้างฐานทัพ การวางกำลัง การมีคลังสำรองสงครามและอาวุธกระสุนวางไว้ทุกแห่งในโลก สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ การฝึกร่วม สนธิสัญญา การประกอบกำลังตามที่ต้องการหรือร่วมกับพันธมิตร และยังคงอาวุธนิวเคลียร์ที่แม่นยำและเพียงพอที่จะป้องปรามฝ่ายตรงกันข้ามอย่างได้ผล
การดำเนินการ มีการใช้เครื่องมืออย่างหลากหลายได้แก่ การข่าวกรอง การทูต การแสดงตัว อำนาจทางเศรษฐกิจและกำลังสำรอง โดยที่เทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯยังไม่มีใครเทียบได้ ต้องคงกำลังทหารไว้ให้ไกลจากดินแดนอเมริกันให้มากที่สุด การต่อสู้กับภัยคุกคามจะต้องร่วมกันพันธมิตร หุ้นส่วนหรือรัฐที่มีแนวทางเดียวกัน ผ่านองค์กรระหว่างประเทศได้แก่ สหประชาชาติและนาโต้ ดำเนินการใช้กำลังเอาชนะเสียก่อนจะขยายตัวเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามไม่ปิดโอกาสที่สหรัฐฯจะเข้าดำเนินการเอง ชัยชนะด้านการทหารจะมาจากความเหนือกว่าด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯเอง แนวทางการทำสงครามคือ การยุทธร่วมและผสม มีปริมาณมาก อำนาจการยิงและเทคโนโลยีเหนือกว่า โดยมีประชาชนให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง และเจาะจงต่อผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนและเด็ดขาด
ในอนาคตจะมีการบูรณาการระหว่างพลเรือน(รัฐบาล)และทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการข่าวกรอง ไซเบอร์ การจัดซื้อ การส่งกำลังบำรุงและการบริหารแบบไม่ตายตัวเพราะความมั่นคงไม่ชัดเจน เทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลและภัยคุกคามใหม่ๆที่สามารถโจมตีเข้ามาจากที่ห่างไกลได้ กำลังทหารและมิใช่ทหารมีการทำงานที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม โดยที่สิ่งแวดล้อมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมีความเป็นอนาธิปไตยและไม่แน่นอน ตราบใดที่อำนาจของแต่ละรัฐยังสำคัญกว่าองค์กรโลกบาลและแม้แต่ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐก็มีความสำคัญอยู่เช่นนี้ ความขัดแย้งจะยังคงมีอยู่ต่อไป
การใช้กำลังทหารพึงใช้อย่างมีสติ มีการวิเคราะห์โดยรัฐบาลอย่างดี มีความตั้งใจจริงจากสังคมทุกภาคส่วนจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เมื่อใดที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯถูกคุกคาม สหรัฐฯต้องใช้กำลังที่มีอยู่ดำเนินการจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ชาติของสหรัฐฯจะตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักคิดเช่นนี้ตลอดไป
หวังว่าผู้อ่านจะสามารถแกะความคิดและเข้าใจสหรัฐฯได้ดียิ่งขึ้น คำๆเดียวอาจมีความหมายสำคัญได้หากเข้าใจบริบทต่างๆดีพอ แนวทางนี้จะถูกขยายความละเอียดขึ้นในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ ที่น่าสังเกตคือ สหรัฐฯจะมีความชัดเจนในทิศทางและกรอบการดำเนินการ ไม่พูดอะไรกว้างๆ หลวมๆที่ไร้สาระ แบบที่คนไทยเรานิยมทำกัน เหตุผลก็เพื่อรัฐบาลจะได้จัดสรรงบประมาณได้ถูกต้อง ชาวอเมริกันทราบว่ารัฐบาลและทหารของเขา จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าประชาชนไม่พอใจก็จะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเขาคือผู้เสียภาษีนั่นเอง

