หน้าแรก คอลัมนิสต์ ยุทธศาสตร์ของ...

ยุทธศาสตร์ของกองทัพกับการเลือกตั้งในพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

20.01.23 | 13:47 น.

การเลือกตั้งในพม่างวดเข้ามาทุกขณะ แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะมีข่าวว่าคณะรัฐประหารจะจัดให้มีการเลือกตั้งมานานพอสมควรแล้ว แต่ก็ไม่มีใครอยากพูดถึงการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่น่าจะจัดขึ้น ในช่วงกลางปีนี้อย่างแน่นอน อำนาจการตัดสินใจและเลือกวันเลือกตั้งเป็นของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำกองทัพและผู้นำคณะรัฐประหารแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่บอกก็คงเดากันได้ว่ามาตรฐานการเลือกวันเลือกตั้งแบบพม่าๆ ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของโชคลาง หรือฤกษ์ยามมากกว่าสิ่งอื่น

ไม่ต้องกังวลไปนะคะ การเลือกตั้งในพม่าเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะฝ่ายที่ทำรัฐประหารเขาก็รอเวลานี้มานาน มิน อ่อง ลายเองก็ต้องการขึ้นไปเป็นประธานาธิบดีเต็มทีแล้ว ดังนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นเพียงเครื่องมือ หรือทางผ่านที่ช่วยให้เหตุผลของรัฐประหาร 2021 สมบูรณ์ขึ้น คือกองทัพสามารถกุมอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และกำจัดขวากหนามทางการเมืองทั้งหมด โดยเฉพาะรัฐบาลพลเรือนภายใต้พรรค NLD ที่เป็นพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นที่มีบารมีสูงกว่ากองทัพ หลังรัฐประหาร คณะรัฐประหารประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อจับกุมและควบคุมตัวฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รวมทั้งออกคำสั่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองไปแล้วหลายคน

ในบทสัมภาษณ์ของมิน อ่อง ลายที่ปรากฏใน RIA สื่อดังของรัสเซีย ผู้นำกองทัพให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสงบ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (จากการระบาดของโควิด-19) และความมั่นคงในประเทศ และในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ 4 มกราคม มิน อ่อง ลายก็พูดไปในทำนองเดียวกันว่าจะจัดการเลือกตั้งและถ่ายโอนอำนาจไปให้พรรคที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2008 (ที่กองทัพเป็นผู้ร่างขึ้นมา) และการเลือกตั้งจะมีขึ้นหลังกฎอัยการศึกสิ้นสุด (มกราคม 2023)

การเลือกตั้งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่กองทัพนำมาใช้เพื่อลดความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการสู้รบอย่างหนักระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลพลเรือนในยุคอู นุก็เคยจัดการเลือกตั้งถึง 3 ครั้งระหว่างปี 1951 และ 1952 เพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐบาล และเพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลในยุคที่เกิดการสู้รบในสงครามกลางเมืองอย่างเข้มข้น

ที่ผ่านมา กฎหมายเลือกตั้งของพม่าไม่ได้กำหนดว่า กกต.จะต้องประกาศวันเลือกตั้งล่วงหน้ากี่วันก่อนการเลือกตั้ง มีกำหนดแค่ว่าจะต้องมีการประกาศเขตเลือกตั้ง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมาในการเลือกตั้ง 4 ครั้งหลังสุด นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารในยุค SLORC ต่อมาถึง SPDC และรัฐบาลของประธานาธิบดีเตง เส่ง ประกาศวันเลือกตั้ง 3-6 เดือนก่อนการเลือกตั้งจริง เมื่อกฎอัยการศึกสิ้นสุดลง คณะรัฐประหารจำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 6 เดือน จึงคาดการณ์กันว่าคณะรัฐประหารจะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนเมษายน หรืออย่างช้าที่สุดก็ในเดือนพฤษภาคม และการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นก่อนหน้าฝน คือไม่เกินเดือนพฤษภาคม

Advertisement

พฤษภาคมเป็นเดือนที่รัฐบาลเผด็จการทหารแทบทุกยุคเลือกเป็นวันเลือกตั้ง SLORC ในยุคนายพลซอ หม่อง ก็จัดการเลือกตั้งปี 1990 ในเดือนพฤษภาคม ผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นคือพรรค NLD ของด่อ ออง ซาน ซูจี ที่ลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งแรกได้คะแนนท่วมท้น จน SLORC ต้องประกาศให้การเลือกตั้งปี 1990 เป็นโมฆะดื้อๆ ในการลงประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2008 ก็จัดในพฤษภาคมอีกเช่นกัน หากจำกันได้ในตอนนั้นเพิ่งเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อพายุไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มพม่าตอนล่างจนเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตนับแสนคน แต่รัฐบาลทหารก็เร่งจัดให้มีประชามติจนได้ท่ามกลางเสียงประท้วงจากทั่วโลก และร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ก็กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่ยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ตั้งแต่เกิดรัฐประหารมา 2 ปี เราจะได้ยินชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (Union Election Commission) หรือ UEC เพิ่มขึ้น ในยุคที่ NLD เป็นรัฐบาล กกต.เป็นหน่วยงานที่เป็นที่เคารพรักจากประชาชน แต่เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น คณะกรรมการระดับสูงใน กกต.พม่า 3 คนถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยในการจัดการเลือกตั้งปี 2020 เพราะพรรค NLD ได้รับที่นั่งมากกว่าการเลือกตั้งในปี 2015 แม้แต่ในเขตที่ฐานเสียงหลักของกองทัพ จนทำให้พรรค USDP ได้รับที่นั่งในสภาทั้ง 2 สภา เพียง 33 ที่นั่ง เทียบกับ NLD ที่กวาดที่นั่งในสภาไปมากถึง 416 ที่นั่ง

หลังกำจัดคณะกรรมการ กกต.บางส่วนไปแล้ว คณะรัฐประหารก็แต่งตั้งคนของตนเองเข้าไป และเปลี่ยนกฎหมายการเลือกตั้งใหม่ พร้อมเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งใหม่ ที่แต่เดิมเป็นระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (first-pass-the-post) เป็นการเลือกตั้งระบบสัดส่วน (proportional representation) นอกจากการปรับเปลี่ยนกฎหมายเลือกตั้งบางข้อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคณะรัฐประหาร กองทัพ และพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคนอมินีของกองทัพโดยตรงแล้ว คณะรัฐประหารยังจัดให้มีการสำรวจประชากร (census) ด้วย

ทำไมเราต้องใส่ใจเรื่องการสำรวจสำมะโนประชากร? ในประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และเต็มไปด้วยความขัดแย้งทั้งในเชิงการเมืองและวัฒนธรรมอย่างพม่านั้น การทำสำมะโนประชากรเป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และโอกาสที่หน่วยงานที่จัดทำการสำรวจจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้แทบเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2014 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ โดยสหประชาชาติเข้ามาสนับสนุนและให้เงินช่วยเหลือพม่าในการนี้หลายสิบล้านเหรียญสหรัฐ ในการสำรวจครั้งนี้ สหประชาชาติก็พยายามเจรจาและขอเข้ามาช่วยเหลือพม่าอีกครั้ง แต่ด้วยปัญหาที่พม่าถูกนานาชาติคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก

ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นกว่าการสำรวจในปี 2014 คือในปีนี้ หลายพื้นที่ในพม่าคือพื้นที่การสู้รบระหว่างกองทัพกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ และกองกำลังประชาชาติ PDF ดังนั้น การเข้าไปสำรวจในพื้นที่เหล่านี้จึงยากกว่าเดิม อย่างไรก็ดี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการจัดทำสัมมะโนประชากรครั้งนี้แตกต่างออกไป ชื่อการสำรวจนี้แปลตรงตัวว่าการสำรวจรายชื่อประชากร (population register) และยังสำรวจโดยเปิดเผยรายชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกสำรวจ ต่างจากแต่เดิมที่รักษาความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างเต็มที่

เป้าหมายหลักของการจัดทำรายชื่อนี้คือการอัพเดตรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็คือการตรวจตราเพื่อไม่ให้มีกลุ่มผู้ต่อต้านคณะรัฐประหารซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรือนของประชาชน คำถามของผู้สำรวจจึงเป็นไปในแนวว่า “ผู้อาศัยในบ้านหลังนี้พักอาศัยอยู่จริงหรือไม่?”

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ใช่การเลือกตั้งเพื่อผลลัพธ์ทางการเมืองใดๆ เพราะผลที่ได้นั้นเรียกว่าแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นอกจากกองทัพจะได้ควบคุมการเมืองได้เบ็ดเสร็จแล้ว ยังได้สำมะโนประชากรชุดใหม่ขึ้นมาควบคุมประชาชนในประเทศได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย