เจ๊งแล้วครับ เจ๊งไม่มีเจ๊า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กฎหมายสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษากำลังเป็นหมัน ไม่มีทางเข็นออกมาใช้บังคับได้สำเร็จอย่างที่ผมมองโลกสวยมาตลอด
เนื้อหาทั้งสิ้น 110 มาตรา ที่ประชุมรัฐสภาใช้เวลาพิจารณาไปได้ 2 วัน วันที่ 10-11 มกราคมที่ผ่านมา ผ่านไปได้แค่ 8 มาตรา อภิปรายกันยืดยาว ซ้ำซากจนน่าเบื่อหน่ายรำคาญ
ที่แสบสันก็คือ เวลาจะลงมติแต่ละครั้งประธานที่ประชุมกดสัญญาณให้สมาชิกแสดงตัวเพื่อเป็นองค์ประชุมให้ครบจำนวนตามกฎเกณฑ์ รอแล้วรอเล่าเป็นเวลานาน เห็นภาพแล้วน่าสลดหดหู่ใจแทน
พอครบองค์ประชุม จะลงมติ จำนวนผู้ลงคะแนนทั้ง ส.ส.และ ส.ว.กลับออกมาน้อยกว่าองค์ประชุมที่ต้องมี สุดท้ายประธานต้องสั่งปิดประชุม สภาล่มซ้ำซากเพราะองค์ประชุมไม่ครบ
ถ้าสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้นัดประชุมกันวันไหนต่อ ขณะที่วันปิดสมัยประชุมกำลังจะมาถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ โอกาสที่จะผ่านออกมาจึงเป็นศูนย์ไปแล้วอย่างแน่นอน
ความเสียหาย สูญเปล่า อันเกิดจากความไม่รับผิดชอบ ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ได้ทำลายโอกาสและอนาคตของนักเรียนและระบบการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศตัวเป็นเจ้าภาพปฏิรูปการศึกษา ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพราะเป็นกฎหมายปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่เมื่อถึงเวลาต้องออกแรงเต็มที่เพื่อผลักดันออกมาให้ได้ กลับไม่สนใจเท่าที่ควร
ปล่อยเลยตามเลย อ้างเป็นความรับผิดชอบของรัฐสภาต้องดำเนินการต่อไป รัฐบาลผลักภาระพ้นตัวไปแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นพรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภา มีอีกช่องทาง ขอร้อง อ้อนวอนผ่านวุฒิสมาชิกฐานเสียงสำคัญ แต่ก็ไม่ดำเนินการ ทำให้ผู้เข้าประชุมไม่ครบครั้งแล้วครั้งเล่า สังคมไม่มีโอกาสรับรู้ ใครไปทำอะไรกันอยู่ที่ไหน หน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกรัฐสภาอยู่ตรงไหน
โศกนาฏกรรมทางการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรงก่อนใครเพื่อน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณาตัวเองได้แล้ว
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่เป็นต้นเหตุทำให้ร่างกฎหมายนี้ถูกลากยาว ถ่วงไว้จนเป็นหมันไปในที่สุด เพราะท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ เพ่งแต่พฤกษ์ไม่เห็นไพร มองเห็นแต่ต้นไม้จนไม่เห็นป่า เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าแห่งตนจากคะแนนนิยมของผู้ประกาศตนว่าเป็นครู แต่ก็คิดถึงประโยชน์ของครูมากกว่าของนักเรียน
ทั้งๆ ที่กฎหมายมีข้อดีมากมายกว่าข้อเสีย เพียงแค่สองเรื่องใหญ่คือการทำให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการทั้ง 4 ด้านสำคัญของการจัดการศึกษา กับการเกิดกลไกและกระบวนการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปครูทั้งระบบ ทั้งครูประจำการที่สอนอยู่ในปัจจุบัน และนักศึกษาครูที่กำลังจะเป็นบัณฑิตก้าวเข้าสู่วิชาชีพครู ผ่านการหล่อหลอมให้เกิดจิตวิญญาณอีกครั้ง
สองเรื่องใหญ่สำคัญกลับพ่ายแพ้ต่ออำนาจ สิทธิประโยชน์ของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ในพื้นที่จนถึงเจ้านายในส่วนกลางอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นแรกที่กลุ่มผู้ใช้นามว่าสมาพันธ์ครูฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประกาศเชิญชวนผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารการศึกษา ครู ฯลฯ ออกมาแต่งชุดดำต่อต้าน หยิบยกเหตุผลว่าเป็นกฎหมายที่มุ่งการรวมศูนย์อำนาจมากกว่ากระจายอำนาจ มีลักษณะแบบซิงเกิลคอมมานด์ ไม่ตอบโจทย์ของวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
พอรับฟังได้ แต่ก็เป็นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของท่านทั้งหลายเป็นหลัก เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ มาก่อนการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนและพฤติกรรมของคน
เหตุจากเนื้อหาในมาตรา 106 ที่เขียนไว้ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดระเบียบบริหารราชการ ให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ทั้งนี้ ให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ตรงจุดนี้แหละครับ บรรดาหัวหน้าแท่งทั้งหลายซึ่งปัจจุบันฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซี 11 เท่ากัน ต้องกลับมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงศึกษาธิการอย่างในอดีต จึงรับไม่ได้
เพราะคิดล่วงหน้าว่าจะส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่จนถึงหัวหน้าหน่วยงานที่เคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตัว
ครูและผู้บริหารในสังกัดเลยพากันช่วยกดดัน ส.ส.ในพื้นที่ ต่อรองให้คว่ำ หรือทำหมันร่างกฎหมายนี้ให้ได้
อนาคตของเด็ก ของโรงเรียน ของระบบการศึกษาในภาพรวมทั้งหมด จึงต้องเผชิญชะตากรรมความถดถอยต่อไปอีกนาน

