ผมรู้สึกแปลกใจที่เรื่องเกี่ยวกับความตายหลายเรื่องที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อนจึงสื่อสารมาถึงผมอย่างประจวบเหมาะในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ผมนิมนต์เจ้าอาวาสวัดสินทองวนาวาสมาฉันอาหารเช้า ท่านเล่าว่าท่านเพิ่งมีประสบการณ์เฉียดตาย คือมีไข้สูงแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าได้ตายไปในช่วงเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ท่านเล่าว่าในช่วงเวลานั้นความรู้สึกหรือจิตได้ออกจากร่าง แต่ไม่มีความทุกข์ทรมานใด ๆ กลับรู้สึกสบาย แล้วความรู้สึกก็กลับมาที่ร่างกายใหม่ ไข้ได้ลดลงสู่ปกติ ท่านจึงสรุปว่า ความตายไม่น่ากลัวเลย ความตายจะมาเมื่อไรท่านก็พร้อมแล้ว ผมไม่มีโอกาสสอบถามรายละเอียดจากท่าน เพราะยังไม่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ ต่อมารู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสสัมภาษณ์เพื่อขอทราบประสบการณ์เฉียดตายของท่านให้มากกว่านี้
งามศุกร์ รัตนเสถียรผู้หมั่นอุปถัมภ์การเขียนบทความของผม ไม่เฉพาะการช่วยอ่านและแก้ไขข้อผิดพลาด ยังช่วยส่งหนังสือที่น่าสนใจมาให้อ่านเป็นประจำ และช่วยให้ผมได้เก็บความมาเล่าในบทความได้หลายเรื่อง คราวนี้ผมได้รับหนังสือชื่อ “บทเรียนสุดท้ายที่ผู้ตายไม่ได้บอก” เขียนโดย คิมแซบยอลและชอนแอวอน แปลโดยวณิชชา จินศิริวานิชย์ ผมได้อ่านอย่างรวดเร็วและจะขอนำเกร็ดของบทเรียนจากผู้ตายมาเล่าในตอนท้ายของบทความนี้
ขอเรียงลำดับเหตุการณ์ต่อไปก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นชาวเกาะกอร์ซิกาของฝรั่งเศสได้ไปเที่ยวด้วยกันที่เขาใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอเล่าให้ฟังถึงงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตาย ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า Near Death Experience (NDE) และประสบการณ์นอกกาย (Out-of-Body Experience หรือ OBE) ผมจึงเรียนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นที่สนใจในวงวิชาการหลายสาขามาหลายสิบปีแล้ว ต่อจากนั้นเธอก็ส่งบทความมาให้อ่าน พร้อมคำอธิบายของเธอเอง
เมื่อสามวันก่อน ชาญชัย ลิมปิยากร เพื่อนตั้งแต่สมัยอยู่จุฬาฯ ผู้ฝึกการเจริญสติตามแนวทางหลวงพ่อเทียนมาอย่างยอดเยี่ยมแล้ว ได้ส่งข้อความมาทาง Line บอกเล่างานวิจัยทางประสาทวิทยาเกี่ยวกับกระบวนการในวาระสุดท้ายของชีวิต เหมือนเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ NDE และ OBE ในแง่มุมหนึ่ง ผมเลยมีเรื่องจะนำมาเล่าต่อในบทความนี้อีกเรื่องหนึ่ง
ในเรื่องประสบการณ์เฉียดตาย (NDE) งานวิจัยทั้งหลายสอดคล้องกันว่าส่วนใหญ่เป็นประสบการณ์บวกเหมือนที่เจ้าอาวาสประสบมา ประสบการณ์ลบ เช่น เจอยมบาล เห็นภาพกรรมเก่าที่เคยทำร้ายผู้อื่น ก็มีบ้างเป็นส่วนน้อย จากการสัมภาษณ์ผู้เฉียดตาย 62 คน นักวิจัยชาวดัตช์ชื่อ van Lommel และคณะสรุปเหตุการณ์ที่ประสบและความถี่ของเหตุการณ์นั้นเป็นตารางดังนี้

มีรายงานประสบการณ์เฉียดตายที่เล่าเป็นลำดับเหตุการณ์พอสรุปได้ดังนี้
1.ความรู้สึกสงบ
2.การออกจากร่างกาย
3.การเข้าสู่ความมืด
4.การเห็นแสง
5.การเข้าสู่ภพใหม่ (สัมปรายภพ) ผ่านทางแสง
มีรูปวาดรูปหนึ่งที่วาดโดย ฮีเยโรนีมึส โบส (Bosch) จิตรกรชาวดัตช์ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์เฉียดตายในวัฒนธรรมชาวคริสต์ จึงขอนำมาแสดงข้างล่างนี้

ในวัฒนธรรมชาวพุทธ กรณีศึกษาเป็นเวลาต่อเนื่องสามปีกรณีหนึ่งพบว่า ผู้ปฏิบัติภาวนาสามารถชักนำให้เกิดประสบการณ์เฉียดตาย ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ ผู้มีประสบการณ์เช่นนี้สามารถควบคุมเนื้อหาและระยะเวลาของการมีประสบการณ์ NDE ได้ด้วย องค์ทะไลลามะยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติภาวนาที่ช่ำชองสามารถชักนำให้เกิด NDE ระหว่างการภาวนาได้
นักวิจัยเรื่องประสบการณ์เฉียดตายหลายคนเชื่อว่า NDE มีเนื้อหาที่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมโดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนา เช่น คนไทยอาจจะมีจินตนาการระหว่างประสบการณ์เฉียดตายที่เกี่ยวกับนรก-ยมบาล หรือสวรรค์-พระอินทร์ ฯลฯ เพราะคุ้นเคยกับคัมภีร์พระมาลัยที่พาท่องนรกและสวรรค์ หรือได้ฟังการสวดพระมาลัย (ปัจจุบันไม่สวดกันแล้ว) รวมทั้งประสบการณ์เกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษตามคำสอนของศาสนาพุทธ ขณะที่ชาวคริสต์อาจมีจินตนาการระหว่าง NDE เกี่ยวกับนรก-สวรรค์ตามศิลปกรรมและวรรณกรรมที่ตนคุ้นเคย ขณะเดียวกัน นักวิจัยเรื่องประสบการณ์เฉียดตายหลายคนเชื่อว่า NDE มีเนื้อหาที่เป็นสากล ไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ แต่ก็มีนักวิจัยอีกหลายคนที่แบ่งรับแบ่งสู้ มองว่าเนื้อหาของ NDE แม้จะมีลักษณะโดยรวมที่เป็นสากล แต่มีบางส่วนที่สืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้มีประสบการณ์ NDE ด้วย
เข้าใจว่าประสบการณ์เฉียดตาย (NDE) มีนิยามที่กว้าง คือรวมถึงประสบการณ์นอกกาย (OBE) ด้วย OBE มีนิยามว่าเป็นปรากฏการณ์ที่บุคคลคนหนึ่งรับรู้โลกจากตำแหน่งที่อยู่นอกร่างทางกายภาพ คำว่าเฉียดตายในความหมายเคร่งครัด คือการที่บุคคลคนหนึ่งเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีอุบัติเหตุ ที่อาจถึงตายได้ เช่น หัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ หมดสติระหว่างการถูกวางยาสลบ เกิดอาการช็อก สมองถูกกระทบกระเทือน ฯลฯ ส่วนประสบการณ์นอกกายอาจเกิดแก่คนที่ไม่ป่วยไข้ ไม่เสี่ยงตาย ก็ได้ เช่น เกิดขณะนั่งภาวนา เกิดเมื่อเศร้ามาก ๆ เกิดเมื่อเป็นลม เกิดเมื่อครึ่งหลับครึ่งตื่น ฯลฯ ผู้มีประสบการณ์ NDE อาจมีประสบการณ์ OBE ด้วย แต่ไม่เสมอไป จากตารางของ ฟาน ลอมแมล ข้างต้น ผู้มีประสบการณ์เฉียดตาย 24 % มีประสบการณ์การออกจากร่างกาย

ภาพวาดประสบการณ์ออกจากร่างกาย (OBE)
เพื่อนชาวฝรั่งเศสเล่าว่า เธอเคยไปฟังการบรรยายของชายหนุ่มชื่อ Nicolas FRAYSSE ที่เล่าว่าตั้งแต่เกิดมา เขาสามารถออกจากร่างกายได้ตามใจปรารถนา เธอจึงเชื่อว่าปรากฏการณ์ OBE แสดงให้เห็นว่า มีจิตสำนึกที่อยู่นอกสมอง นักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ ว่าร่างทางกายภาพประมวลผลข้อมูลข่าวสารที่ได้รับผ่านทางจิตสำนึกนอกกายได้ แต่ก็รับได้ภายในขอบเขตหนึ่ง และเชื่อว่าสมองก็ดี ร่างกายก็ดี มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ ทำให้สามารถรับรู้ข่าวสารที่มาจากจิตสำนึกภายนอกสมองได้มากขึ้น สามารถรับรู้ความเป็นจริงได้กว้างขวางขึ้น แง่มุมเชิงบวกเช่นนี้แสดงว่าธรรมชาติและมนุษย์มีวิวัฒนาการที่ช่วยเพิ่มการตระหนักรู้ถึงโลกทางวัตถุและพิภพดวงนี้ได้มากขึ้นตามลำดับ
ตามที่กล่าวข้างต้น ชาญชัยผู้เพียรปฏิบัติภาวนาได้ส่งข้อความถึงผมทาง Line ที่ให้คำอธิบายวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ซึ่งเป็นมุมมองทางวิทยาศาสตร์บวกกับประสบการณ์การภาวนา จึงขออนุญาตเผยแพร่บางส่วนของข้อความดังนี้
ทีมนักวิจัยจาก สหรัฐ แคนาดา และจีน รวม 13 คนได้การทดลองร่วมกัน พบว่า ก่อนและหลังหัวใจหยุดเต้น 30 วินาที สมองจะประมวลผลความทรงจำของชีวิตอีกครั้ง คนเราเมื่อใกล้เสียชีวิต จะระลึกถึงภาพความทรงจำเก่า ๆ ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบอัดข้อมูลในภพชาติปัจจุบัน เพื่อบันทึกเข้าสู่จุติจิต ก่อนที่กายหยาบจะสูญสลายไป ในตอนแรกของการทดลอง ไม่มีใครคิดว่า คนใกล้ตายจะมีสัญญาณของคลื่นสมองที่เหมือนกับคนกำลังทำสมาธิหรือฝันอยู่
ในทางพุทธบอกว่า ความทรงจำเหล่านั้น อาจเป็นการกระทำเก่า ๆ เช่น เคยฆ่าสัตว์ ภาพของสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าจะปรากฏอย่างชัดเจน หรือปรากฏในรูปสัญลักษณ์ เช่น เห็นมีด ปืน ที่ใช้ในการสร้างกรรม ส่วนบุญก็จะปรากฏตามที่สร้างมา ภาพของการถือศีล ทำทาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ปรากฏให้เห็น ดังนั้นภาพนิมิตที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามกรรมเก่าที่เคยทำ กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากภายในไม่กี่วินาที เนื่องจากจิตในขณะนั้นมีความไวสูง กระบวนการบันทึกกรรมจะเกิดขึ้นทันทีทันใด แม้เสียชีวิตแบบกะทันหัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการ download เรื่องราวของชีวิตทั้งหมด
หลังจากนั้นจะเกิด “คตินิมิต” ตามมา คือ ลักษณะของภพที่จะไปเกิดใหม่ปรากฏให้เห็น ผ่านทวารหก ทางใดทางหนึ่ง เช่นได้กลิ่นหอม เสียงอันไพเราะ ภาพวิมานแก้ว หรือ กลิ่นเหม็น เสียงโหยหวน เปลวเพลิง
นักวิจัยพบว่า หลังเสียชีวิต ยีนและดีเอ็นเอในร่างกายส่วนหนึ่ง กลับทำงานอย่างหนักขึ้นต่อไปอีก 24 ชั่วโมง ทั้งที่มันควรจะหยุดทำงานไปแล้วตั้งแต่สมองตาย และยังพบว่า ดีเอ็นเอมีความสามารถในการส่งต่อข้อมูลเข้าไปในมิติที่ห้าได้ หมายความว่า ขณะเสียชีวิต ร่างกายพยายามถ่ายทอดข้อมูลของชีวิต ผ่านทางดีเอ็นเอด้วย
ระหว่างมีชีวิตอยู่ ดีเอ็นเอนี่แหละคือตัว download พลังแห่งกรรมเข้ามาจากอีกมิติ และเหนี่ยวนำตัวเจ้าของดีเอ็นเอนั้นให้เกิดบุคลิกภาพ ความรู้สึก โรคภัยไข้เจ็บ ไปตามกรรมเก่าที่สะสมมา วิบากกรรมกับพันธุกรรม จึงมีความสัมพันธ์กันผ่านช่องทางนี้ ดีเอ็นเอส่วนที่ทำหน้าที่รับพลังแห่งวิบากกรรมคือ ส่วนที่ไม่ได้กลายเป็นยีน (Junk DNA)
นิมิตตอนใกล้เสียชีวิตแบ่งออกได้ เป็นสี่แบบคล้ายกับความฝัน คือ บุพพนิมิต จิตอาวรณ์ เทพสังหรณ์ และธาตุกำเริบ ซึ่งบุพพนิมิตกับเทพสังหรณ์ ถ้าเกิดขึ้นแก่ผู้ใด จะทำให้รู้ถึงภพภูมิที่จะไปหลังจากเสียชีวิต ส่วนจิตอาวรณ์ และ ธาตุกำเริบ เป็นเพียงภาพหลอน ที่เกิดจากความแปรปรวนของกายและจิต ขณะป่วยหนัก
คนที่ฝึกเจริญสติสมาธิ จนถึงในระดับที่คุมนิมิตได้ จะสามารถเลือกให้ภาพสุดท้ายก่อนเสียชีวิต เป็นไปตามที่ปรารถนา พระพุทธองค์จึงทรงบอกว่า ถ้ามีสติ กรรมเก่าก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นควรฝึกภาวนาด้วย นอกจากการทำบุญ ทำทาน ถือศีล
ความรู้สึกสุดท้ายก่อนเสียชีวิตสำคัญมาก แต่ถ้าไม่เคยฝึกสมาธิ เจริญสติมาเลย ยากที่จะคุมความรู้สึกในช่วงนี้ได้ เพราะขณะนั้นสภาพร่างกายอ่อนแอเต็มที ระบบร่างกายแปรปรวนด้วยฤทธิ์ยา มีความเจ็บปวด จิตใจว้าวุ่น สับสน ห่วงใย ไม่อยากตาย ต้องใช้กำลังสมาธิสติมากกว่าปกติหลายเท่า จึงจะคุมจิตอยู่
การฝึกนั่งสมาธิถึง ฌาน 2 ก็เห็นนิมิตแล้ว ทำบ่อย ๆ จนคุ้นเคยกับมัน ในที่สุดจะควบคุมมันได้ และไม่กลัวตายอีกเลย นั่นเพราะเราสามารถเลือกไปในภพภูมิใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ แม้ว่าจะเคยสร้างกรรมมาบ้างก็ตาม อย่างน้อย ขอไปเกิดในภพที่สูงไว้ก่อน ส่วนบุญจากการให้ทาน ถือศีล จะส่งผล หลังจากที่ได้ถือกำเนิดในภพใหม่แล้ว
ขณะที่มีชีวิตอยู่ เราน่าจะปฏิบัติตามบทเรียนจากชาญชัย คือการเพียรฝึกสมาธิให้ถึงฌาน 2 ให้เห็นนิมิต แต่ก็มีบทเรียนที่อาจปฏิบัติได้ง่ายกว่า คือบทเรียนที่อ่านได้จากหนังสือ “บทเรียนสุดท้ายที่ผู้ตายไม่ได้บอก” ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
คิมแซบยอล หนึ่งในผู้เขียนได้เข้าสู่เส้นทางงานฌาปนกิจในวัยยี่สิบด้วยความประทับใจผู้ประกอบพิธีศพคนหนึ่งที่ทำหน้าที่อย่างเอาใจใส่ ต่อมาวันหนึ่งได้ไปช่วยงานเก็บกวาดข้าวของของผู้ล่วงลับโดยบังเอิญ จากนั้น เขาได้เก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุมามากกว่าพันครั้ง ก่อนก่อตั้งบริษัทไบโอฮาซาร์ด เพื่อทำงานความสะอาดเฉพาะทาง อย่างไรก็ดี คนเกาหลีโดยทั่วไปรังเกียจผู้ทำงานฌาปนกิจ รวมทั้งผู้เก็บกวาดฯด้วย
คนญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นที่เล่าชีวิตของผู้ประกอบอาชีพฌาปนกิจเพราะตกงาน แม้แต่ภรรยาก็ต้องปกปิดในตอนแรก จนความแตก อย่างไรก็ดี เขาเอาใจใส่ผู้ตาย ให้เกียรติ และมีบทบาทให้ญาติมิตรเห็นมิติบางมิติที่ดีงามของผู้ล่วงลับ สุดท้ายอาชีพนี้ก็เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น ยอมรับว่าเป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่ง ส่วนอาชีพเก็บกวาดข้าวของของผู้ล่วงลับก็เป็นที่รู้จักน้อยกว่าอาชีพฌาปนกิจเสียอีก
คิมแซบยอลได้เขียนหนังสือเล่มนี้คู่กับพนักงานของบริษัทอีกคนหนึ่ง เพื่อเผยแพร่งานของผู้เก็บกวาดข้าวของของผู้ล่วงลับให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น พร้อมทั้งถ่ายทอดความหมายของ “ชีวิตและความตาย” ผ่านทางสื่อต่าง ๆ และฝากข้อคิดว่า ผู้ล่วงลับมีเรื่องราวอันน่าปวดใจ หลายคนถวิลหากำลังใจจากความรักของคนในครอบครัว เพื่อก้าวผ่านความน่ากลัวของความตาย ดังนั้น สิ่งใดที่สามารถทำให้แก่คนสำคัญในครอบครัวได้ในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ จงทำมันเถอะ
ในหนังสือมีเรื่องเล่า 29 เรื่อง แบ่งเป็น 4 บท บทแรกมีคำโปรยว่า “คนเป็นลูกจะเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ได้อย่างไรเล่า แม้ผมจะเห็นความตายมานักต่อนัก แต่ผมแทบไม่เคยเห็นลูกร่ำไห้กอดพ่อแม่ที่จากไปเลย ทว่าพ่อแม่นั้น โอบกอดลูกเสมอ”
ส่วนบทที่สองมีบทเรียนจากผู้สูงอายุคนหนึ่ง “คุณยายเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้เอาไว้แล้ว … ท่านตื่นมาเก็บขยะขายตั้งแต่เช้ามืด ตกเย็นก็คัดลอกคัมภีร์ไบเบิล บางครั้งก็ไปเรียนพับกระดาษที่ศูนย์สวัสดิการชุมชน คุณยายใช้ชีวิตวันนี้อย่างเต็มที่เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันใหม่ … จู่ ๆ … ผมมองเห็นตัวเองที่ใช้วันพรุ่งนี้มาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่วันนี้จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิต สุดท้ายก็มาเสียดายกับเมื่อวานที่ผ่านพ้นไป … ไม่ว่าเราจะมีชีวิตแบบใด เราคือคนมีคุณค่า”
บทที่ 3 ตั้งชื่อว่า “ความหวังที่เบ่งบาน ณ จุดที่ต่ำสุด” มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เจ้าของบ้านเช่าเล่าว่า “หลังจากพบศพแล้ว มีการตามหาพ่อแม่ … ทั้งคู่ทะเลาะกันเสียงดัง ต่างคนต่างโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย … เนื่องจากเธอไม่ได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ จึงไม่รู้สาเหตุการฆ่าตัวตาย … แต่คาดเดาว่าคงเป็นเพราะไม่มีครอบครัวที่พอเป็นที่พึ่งให้เธอได้” ผู้เขียนเสนอคติสอนใจว่า “ความทุกข์หรือสุขต่างก็เป็นสิ่งที่เราได้ประสบพบเจอ เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ ชีวิตนั้นไม่อาจมีแต่ความสุข … ไม่อาจปราศจากความทุกข์ได้ … ความทุกข์ก็เปรียบเสมือนค่าเช่าที่ต้องจ่ายให้ชีวิตทุกเดือน แต่ความสุขที่มีมากกว่าความทุกข์นั้นมันจะมาหาเราเอง เพียงแค่เราไม่รู้ว่านั่นคือความสุข เพราะเรามองว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดา”
บทที่ 4 ตั้งชื่อว่า สิ่งที่หลงเหลือไว้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ผู้เขียนเล่าว่า “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในการทำงานจัดเก็บสิ่งของที่ผู้ล่วงลับต่างหวงแหนนั้น คือความหมายของคำพูดที่ว่า ‘ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้’ และความคิดที่ว่าหากผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะไม่ใช้ชีวิตสูญเปล่าไปกับสิ่งที่หมดประโยชน์ในที่สุด … ตอนนี้ผมไม่มีสิ่งของที่รู้สึกเสียดายจนทิ้งไม่ลงอีกแล้ว การเก็บสิ่งของไว้ทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะคิดว่าจะได้ใช้งานในสักวันหนึ่ง เพียงเพราะเป็นของใหม่ที่ใช้ไม่กี่ครั้ง หรือเพียงเพราะเป็นของราคาแพง มีแต่ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นเท่านั้น … ดังนั้น ผมจึงไม่มีสิ่งของที่กระวนกระวายเพราะความอยากได้ หรือเสียใจเมื่อไม่ได้มาเลยสักชิ้น … (เมื่อตาย) เราไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปหรือเหลืออะไรทิ้งไว้ได้ สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ มิใช่บ้าน ไม่ใช่การศึกษา ไม่ใช่เงิน แต่เป็นความทรงจำที่เราเคยได้รัก และได้รับความรักตอบกลับมา … ความทรงจำเหล่านั้นจะทำให้ซอกมุมหนึ่งของโลกใบนี้ อบอุ่นขึ้นมาได้”
ในภาคผนวก ผู้เขียนในฐานะพนักงานเก็บกวาดของของผู้ล่วงลับ ให้คำแนะนำเป็นบัญญัติ 7 ประการ ซึ่งรายละเอียดนั้น ขอให้อ่านจากหนังสือเล่มดังกล่าว ในที่นี้ ขอให้ไว้เพียงบัญญัติประการที่ 7 ดังนี้ “สิ่งที่เหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิต คือความทรงจำที่มีร่วมกับคนที่รัก จงสร้างความทรงจำที่งดงามไว้ให้มาก … สิ่งเหล่านี้จะช่วยโอบกอดคุณอย่างอบอุ่น ในวาระสุดท้ายของคุณ”
หรือจะโอบกอดคุณในสัมปรายภพด้วยหรือไม่ยังไม่รู้ แต่สิ่งที่ทำได้ในภพนี้ จงทำเถิด
โคทม อารียา

