
100 ปีตึกเรา
“มิวเซียมสยาม”
มิวเซียมสยาม เป็นพิพิธภัณฑ์ “แนวใหม่” ที่เป็นของทางราชการ แต่ไม่ได้อยู่กับกรมศิลปากร หากแต่อยู่ในสังกัดสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ที่ก่อตั้งขึ้นในยุคของนายกฯ ทักษิณ
แม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมในปี 2550 หากตัวตึกของมิวเซียมสยาม ที่ถนนมหาไชย ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT “มหาไชย” กลางย่านเมืองเก่ากรุงรัตนโกสินทร์ กลับมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่านั้นมาก
เริ่มแรกคืออาคารที่ทำการกระทรวงพาณิชย์ ก่อสร้างเสร็จและเริ่มใช้งานมาในปี 2465 ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ปี 2565 จึงเป็นวาระครบ 100 ปี ทางมิวเซียมสยามในฐานะผู้ครอบครองใช้งานตึกรายล่าสุด จึงเฉลิมฉลองด้วยการจัดงาน “100 ปีตึกเรา” หลากหลายรูปแบบตลอดปีที่ผ่านมา มีทั้งด้านความบันเทิงอย่างการแสดงดนตรีและละคร กับในแง่วิชาการ เช่น นิทรรศการ การบรรยาย การนำชมตัวตึกในบริเวณต่างๆ ที่ตามปรกติไม่ได้เปิดให้เข้าชม เช่น ห้องใต้หลังคา
รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้ผ่านหนังสือชุดสามเล่มที่เตรียมการล่วงหน้า ค้นคว้าเรียบเรียงขึ้นใหม่เป็นพิเศษ เพื่อ “รับขวัญ” ในโอกาสที่ตึกหลังนี้มีอายุครบหนึ่งศตวรรษ
เล่มแรกคือ โบราณคดีมิวเซียมสยาม (2563) โดย รศ. ดร. กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ “นักโบราณคดีเมือง” คนสำคัญของเมืองไทย จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
หนังสือเล่มนี้เป็นการสรุปผล “โครงการศึกษา ขุดค้น และขุดแต่งทางโบราณคดีภายในพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย” ระหว่างปี 2549-2550 โดยภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อันนับเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเขตกรุงเทพฯ
ผลการขุดค้น พบหลักฐานที่แสดงว่ามีคนอยู่อาศัยและใช้งานพื้นที่ตรงนี้ เรื่อยมาตั้งแต่ก่อนหน้ายุคกรุงเทพฯ เช่น พบแนวอิฐฐานราก ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของป้อม วิไชยเยนทร์ หรือป้อมเมืองบางกอก สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงหลักฐานของกลุ่มวังท้ายวัดพระเชตุพน วังขนาดเล็กห้าวังซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จนถึงยุครัชกาลที่ 6 ก่อนหน้าการสร้างอาคารกระทรวงพาณิชย์
ถัดมาเป็น สถาปัตยกรรมมิวเซียมสยาม (2564) โดย ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง นักวิชาการชั้นนำด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หนังสือเล่มนี้ถือเป็นการศึกษาอาคารกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) จากแง่มุมด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอย่างละเอียดลออและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา เริ่มต้นจากบริบทที่ตั้งและบริบททางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ รวมถึงบริบทด้านสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 ลักษณะและสไตล์ ตลอดจนงานวิศวกรรมของตัวอาคาร รวมถึงการอนุรักษ์ เพื่อปรับใช้เป็น “มิวเซียมสยาม”
เล่มล่าสุดคือ 100 ปีตึกเรา หนึ่งศตวรรษประวัติศาสตร์ตึกมิวเซียมสยาม (2565) โดย ศรัณย์ ทองปาน กองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายของหนังสือชุดนี้ เพิ่งจัดพิมพ์เสร็จเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมานี้เอง จึงจะขอแนะนำเนื้อหาบางส่วนไว้สำหรับผู้สนใจ
100 ปีตึกเรา
นับแต่แรกสร้าง ตึกหลังนี้ถูกใช้เป็นที่ทำการกระทรวงพาณิชย์ต่อเนื่องมานานกว่า 80 ปี ก่อนถูกปล่อยทิ้งร้างไปเมื่อหน่วยราชการในกระทรวงทยอยย้ายไปยังสำนักงานแห่งใหม่ที่ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี จากนั้นจึงมาผ่านกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมกับที่ได้รับการอนุรักษ์และบูรณะ ปรับปรุงเป็นมิวเซียมสยาม เมื่อไม่ถึง 20 ปีมานี้เอง
ดังนั้น “ประวัติศาสตร์” หรือ “ชีวิต” ส่วนใหญ่ของตึก จึงเกี่ยวพันกับกระทรวงพาณิชย์อย่างแยกไม่ออก
ผู้เขียนอธิบายในคำนำว่า สิ่งที่ต้องการจะกระทำคือการประกอบสร้าง “ประวัติศาสตร์สังคม” ของตึกหลังนี้ขึ้นมาใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นความพยายามที่จะต่อเติม “เรา” อันหมายถึงชีวิตของผู้คนที่เคยแวะเวียนอยู่กับตึกนี้ กลับเข้าไปในช่วงเวลาของอดีต ตามชื่องานของมิวเซียมสยาม คือ “100 ปีตึกเรา”
ในการนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงด้วยวิธีการแบ่งซอยเนื้อหาเป็นบทสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า ต่อเนื่องกันไปนับร้อยหัวข้อ ไล่ลำดับไปตามช่วงเวลา โดยครึ่งแรกของหนังสือเป็นการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ข้อมูลที่ผู้เขียนใช้มีที่มาหลากหลาย ทั้งเอกสารราชการอย่าง ราชกิจจานุเบกษา ข้อมูลในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หนังสือที่ระลึกของกระทรวงพาณิชย์ และข้อมูลอีกสารพัดสารพันเท่าที่จะค้นหามาได้ เพื่อใช้เติมเต็ม สร้างเรื่องราว เช่น หนังสือพิมพ์รายวัน บันทึกความทรงจำ ประวัติครอบครัว อัตชีวประวัติ หนังสืองานศพ ไกด์บุ๊ค ฯลฯ
แม้แต่วรรณกรรม เช่นเรื่องสั้นและนิยาย (เรื่องเก่าของบ้านเกิด ของ ครูเหม เวชกร และ หัวใจชายหนุ่ม ของ รามจิตติ ฯลฯ)
ประเด็นที่น่าสนใจคือการเกิดขึ้นของกระทรวงพาณิชย์ นับแต่ยังเป็นกรมสถิติพยากรณ์ และกรมพาณิชย์แลสถิติพยากรณ์ ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ถือเป็นหน่วยงาน “ใหม่ถอดด้าม” ในระบบราชการของสยาม ทว่าเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความทะเยอทะยาน มุ่งไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดนานัปการ
“ครั้งแรก” ของสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นที่นี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลรวบรวมสร้างฐานข้อมูลสถิติ การเปิดสอบคัดเลือกเข้ารับราชการโดยยึดคะแนนจากผลการสอบเป็นเกณฑ์ การแจกจ่ายแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลภาวะเศรษฐกิจทั่วราชอาณาจักร การบุกเบิกกิจการสหกรณ์ การเกิดขึ้นของ “มิวเซียมพาณิชย์” การริเริ่มจัดพิมพ์จดหมายข่าวสองภาษาที่รายงานถึงโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจการค้า การเกิดห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์กลางของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งการออกเดินทางสำรวจตรวจตราพรรณไม้ทั่วราชอาณาจักร เพื่อเสาะแสวงหาสินค้าใหม่ไปป้อนตลาดโลก
ขณะเดียวกัน สังคมสยามยุคนั้น คือตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2450 ต่อต้นทศวรรษ 2460 ก็อยู่ในบรรยากาศแบบเดียวกัน คือการมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าแบบ “สากลนิยม” ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ทั้งการประกาศสงคราม เข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรใน “มหายุทธสงคราม” (The Great War) หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 การเปลี่ยนการนับเวลา ให้เริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป การเปลี่ยนธงชาติจากรูปช้างเผือกบนพื้นแดงให้เป็นธงไตรรงค์ (2460) ผลจากการส่งทหารอาสาเข้าร่วมงานพระราชสงคราม ณ ทวีปยุโรป ได้เป็นฝ่ายชนะร่วมกับประเทศมหาอำนาจ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา (2461) สยามจึงกลายเป็น “สมาชิกผู้ก่อตั้ง” สันนิบาตชาติ (League of Nations) การเชื่อมต่อรถไฟหลวงสายใต้ข้ามพรมแดนไปสู่หัวเมืองมลายู (2461) การประกาศใช้เวลาอัตราสำหรับกรุงสยามทั่วพระราชอาณาจักร เป็น 7 ชั่วโมงก่อนเวลากรีนิชในอังกฤษ (2463) ฯลฯ
นั่นคือ สยามซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นอาณาจักรแห่งวัดและช้าง เป็นดินแดนตะวันออกเร้นลับ สาวเท้าก้าวเคลื่อนเข้ามาอยู่ร่วมโลกแห่งความก้าวหน้าของศตวรรษที่ 20 เช่นเดียวกับอารยประเทศอื่นๆ แล้ว
ตึกกระทรวงพาณิชย์เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางสังคมแบบนี้ และตึกหลังนี้เองคือรูปปรากฏแห่งความเปลี่ยนแปลงในสังคมสยาม ไม่ใช่เฉพาะการมาถึงของรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน หรือการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก หากแต่ทั้งหมดทั้งมวล การเกิดขึ้นของหน่วยงานใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดความรู้สึกอย่างใหม่ ความเจริญก้าวหน้า พลังขับเคลื่อนสังคม ทุกอย่างผสมผเส ตกผลึก จนกลายเป็นตัวสถาปัตยกรรม
ข้อมูลใหม่
เนื้อหาครึ่งแรกของหนังสือจึงอยู่ที่ประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดกระทรวงพาณิชย์ อันเป็นเหมือน “ปูม” หรือ “ภูมิหลัง” ของการก่อกำเนิดของตึกนั่นเอง และหลายเรื่องก็นับได้ว่าเป็น “ความรู้ใหม่” หรือ “ข้อมูลใหม่”
ตัวอย่าง “ข้อมูลใหม่” ที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ เช่นหากเป็นข้อมูลประวัติของกระทรวงพาณิชย์โดยทั่วไป จะตั้งต้นเมื่อมีการตั้งหน่วยงานชื่อ “กรมสถิติพยากรณ์” ขึ้น หากแต่กว่าจะมาถึงการตั้งกรมสถิติพยากรณ์นั้น ก็ยังมีที่มาที่ไป หรือมีเบื้องหลังอีกมาก
เรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนแรกๆ ของแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในที่ประชุมเสนาบดีสภา มีการหยิบยกประเด็นว่ากระทรวงพระคลังมหาสมบัติควรต้องมีบทบาทในการหาลู่ทางสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่บ้านเมืองด้วย เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ คือกรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ขณะนั้นยังมีพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่น) ทรงชี้แจงว่า ยังขาดแคลนข้อมูลสำคัญคือ “สแตติสติค” (statistic หรือ “สถิติ” แต่ขณะนั้นยังไม่มีคำไทยใช้เรียก) จึงไม่อาจวางนโยบายอะไรได้ ที่ประชุมจึงมีมติให้จัดการงานด้านนี้ขึ้น
จากนั้นเมื่อจะเริ่มงานด้านนี้จริงๆ ในเวลาต่อมา ต้องไปขอยืมตัวผู้เชี่ยวชาญมาจากประเทศ “ไอยคุปต์” หรืออียิปต์
ถามว่าทำไมต้องเป็นอียิปต์?
ขณะนั้น อียิปต์ตกเป็น “รัฐในอารักขา” ของอังกฤษแล้ว และแม้เพิ่งเริ่มต้นเก็บข้อมูล “สแตติสติค” มาไม่นาน แต่ก็ประสบผลสำเร็จเป็นอันดี ทางกระทรวงพระคลังฯ ของสยามพิจารณาแล้ว เห็นว่าแนวทางของอียิปต์ซึ่งใช้งบประมาณไม่มาก น่าจะเหมาะสมกับสยาม จึงทำหนังสือไปขอยืมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มา เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครหน้าไหนในประเทศนี้ทำมาก่อน
สรุปว่าได้ตัวข้าราชการอียิปต์ ชาวอังกฤษ ชื่อนายเคเบิล (J. A. Cable) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของอียิปต์ นอกจากนั้นยังเป็น 1 ใน 4 ของคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ของอียิปต์ โอนย้ายมารับราชการที่เมืองไทย
นายเคเบิลคนนี้จึงเข้ามาเป็นอธิบดีคนแรกของหน่วยงานใหม่ของกระทรวงพระ คลังฯ ซึ่งมีภารกิจในการรวบรวมตัวเลขข้อมูลต่างๆ ที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ประมวลรวมเข้าด้วยกัน ในนาม “กรมสถิติพยากรณ์” ซึ่งผู้เขียนหนังสือยังเสนอด้วยว่า เอาเข้าจริงแล้ว เผลอๆ คำว่า “สถิติพยากรณ์” น่าจะเป็นศัพท์บัญญัติโดยกรมพระจันทบุรีนฤนาถเองด้วยซ้ำ เพราะทรงสำเร็จการศึกษาด้านบุรพคดีศึกษาจากอังกฤษ และทรงเชี่ยวชาญด้านภาษาบาลี-สันสกฤตเป็นพิเศษ
นายเคเบิลคนนี้เองยังมีส่วนสำคัญในการให้กำเนิดกิจการสหกรณ์ของสยามในเวลาต่อมาด้วย
ราคาตึกเรา
อีกตัวอย่างหนึ่งของ “ข้อมูลใหม่” ก็คือ มักมีคำถามจากผู้ที่ไปเยือนมิวเซียมสยามเสมอๆ ว่าตึกใหญ่โตสวยงามขนาดนี้ ราคาเท่าใด
หนังสือเล่มนี้ก็มีคำตอบ
แม้ยังค้นไม่พบตัวเลขจากเอกสารราชการในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แต่ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลทางอ้อม คือคำวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันยุคนั้น ที่กล่าวว่าตึกกระทรวงพาณิชย์ก่อสร้างด้วยราคาแพงมากถึง 4 แสนบาท
คำถามต่อมาที่จะเกิดขึ้นทันที คือเงิน 4 แสนบาท เมื่อ 100 ปีก่อน มัน “มากขนาดไหน”
ผู้เขียนจึงเทียบให้เห็นอีกว่า ถ้าพิจารณาจากราคาทองคำยุคนั้น คือประมาณน้ำหนักบาทละ 22.50 สตางค์ ทุกวันนี้ราคาทองอยู่ที่บาทละ 3 หมื่นบาทบวกลบ หรือเรียกได้ว่าราคาสูงกว่าสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ 1,500 เท่า
ดังนั้น ราคาตึกมิวเซียมสยามเมื่อแรกสร้าง เทียบแบบง่ายๆ คือเอา 4 แสน คูณด้วย 1,500 ตกประมาณ 600 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน
ความทรงจำ
ขณะที่ส่วนครึ่งหลังของหนังสือก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ความทรงจำและปากคำของผู้คนมากมายที่เคยแวะเวียนข้องเกี่ยวกับตึกหลังนี้ ตั้งแต่อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์และจากหน่วยงานอื่นที่มาติดต่อราชการ นักข่าวผู้เคยประจำการทำข่าวที่นี่ สถาปนิกผู้สำรวจบูรณะ นักการเมืองและนักวิชาการซึ่งอยู่เบื้องหลังการวางแนวคิดของ “มิวเซียมสยาม” จนถึงพ่อค้าแม่ขายย่านท่าเตียน ช่วยปะติดปะต่อภาพของ “ตึกเรา” ให้รอบด้านยิ่งขึ้นไปอีก จากมุมมองของ “ผู้ใช้งาน” นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ในคำนำว่า
“แน่นอนว่างานนี้คงยังไม่จบสิ้น อาจยังมีข้อมูลอยู่ในซอกหลืบเร้นตาของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุเอกสารส่วนบุคคลที่ยังไม่เปิดเผย หรือหน้าหนังสือบางเล่มที่ถูกหลงลืมไปนาน สักวันหนึ่ง เราอาจมีรายละเอียดการก่อสร้างต่างๆ ที่วันนี้ยังค้นไม่พบ รวมถึงประวัติศาสตร์ ปากคำบอกเล่าของผู้คนนับพันนับหมื่นที่หมุนเวียนผ่านมาใช้งานตึกนี้ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีรายละเอียดให้เสริมเติมต่อไปได้อีกมาก…
ตึกเรา 100 ปี
“ณ วันนี้ ในวาระ ‘100 ปีตึกเรา’ หนังสือ 100 ปีตึกเรา หนึ่งศตวรรษประวัติศาสตร์ตึกมิวเซียมสยาม คือสิ่งที่ ‘เรา’ คนรุ่นปัจจุบัน ทำได้ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดของยุคสมัย แต่เชื่อแน่ว่าเมื่อถึงวาระ 150 หรือ 200 ปีของตึก ความรู้ความคิดที่จะเข้ามาเสริมเติมต่อความรู้ความเข้าใจของเราย่อมต้องแตกแขนงมากขึ้นเป็นทวีคูณ”
อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้ หากแต่เชื่อว่าคงอยู่ในแนวคิดของทางมิวเซียมสยาม นั่นคือหนังสือชุดสามเล่มในวาระ “100 ปีตึกเรา” ของมิวเซียมสยามนี้ คือ “การทดลอง” ที่ทำกับอาคารเก่าเพียงหลังเดียว ผ่านหลายแง่ หลายมุมมอง แนวทางนี้ยังน่าจะเป็น “ตัวอย่าง” ให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ให้หันมามองตึกเก่าในความครอบครองอย่างจริงจังบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้ารีดเอาข้อมูลจากเอกสาร หรือเก็บรวบรวมความทรงจำและปากคำของผู้คนรุ่นเก่าที่เคยใช้งาน
ซึ่งนับวันต่างทยอยล่วงลับลาหายกันไปทุกที…

100 ปีตึกเรา
หนึ่งศตวรรษประวัติศาสตร์ตึกมิวเซียมสยาม
208 หน้า พิมพ์ครั้งแรก 2565
ช่องทางการติดตาม
1.ห้องคลังความรู้ สามารถขออ่านได้ในรูปแบบ e-book
http://knowledge-center.museumsiam.org/book-detail/7954#.Y6VsEKSlYlQ
2. หน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่สนใจ ติดต่อได้ที่ [email protected] หรือ [email protected]
หรือ โทร. 0 2225 2777 ต่อ 432 (ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์)
3. สามารถซื้อได้ที่ร้านขายของที่ระลึก มิวเซียมสยาม ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป ราคาเล่มละ 390 บาท
https://www.museshop.org




