Rights หรือ ‘สิทธิ’ เป็นพื้นฐานของอารยธรรมในปัจจุบัน

25.01.23 | 12:31 น.

การปกครองหรือ Government นั้นต้องอาศัยกฎหมายเป็นหลักเพราะการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะบังคับ ควบคุมประชาชนให้ยอมรับกฎเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นกฎหมายจึงจำเป็นต้องมีอยู่ในทุกสังคมมนุษย์ ในยุคปัจจุบันนี้เท่าที่ยอมรับกัน (อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับกันโดยหลักการทั่วโลก) คือกฎหมายธรรมชาติ (natural law) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรีกยุคโบราณที่อ้างอิงกันมาร่วม 2,000 ปีมาแล้ว ทั้งนี้ อริสโตเติล นักปรัชญากรีกยุคโบราณนามกระเดื่องศิษย์ของเพลโตได้กล่าวว่า กฎหมายธรรมชาติเป็นพื้นฐานของระบบศีลธรรมและระบบกฎหมาย เนื่องจากสามารถชี้แจงเหตุผลได้ชัดแจ้งและซิเซโร นักปรัชญาชาวโรมันได้เขียนเรื่องกฎหมายธรรมชาติซึ่งแนวคิดเรื่องนี้ของเขามีความสำคัญในการพัฒนาระบบกฎหมายของโรมันซึ่งเป็นรากฐานของกฎหมายในโลกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

กฎหมายธรรมชาติ หมายถึง กฎแห่งธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและมีอำนาจบังคับตามกฎหมายธรรมชาติดังที่พูดกันทั่วไปว่าให้ธรรมชาติลงโทษและด้วยเหตุที่ธรรมชาติย่อมเป็นสิ่งสากล และอยู่เหนือมนุษย์ กฎหมายธรรมชาติอยู่เหนือกฎหมายมนุษย์ และใช้ได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ นอกจากนี้ กฎหมายธรรมชาติยังมีสิทธิธรรมชาติ (natural rights) อันเป็นสิทธิสากลทั่วโลก ในขณะที่สิทธิทางกฎหมายนั้นสัมพันธ์กับการเมืองและวัฒนธรรมของแต่ละสังคมเท่านั้น

สิทธิธรรมชาติ เป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนที่ไม่อาจแบ่งแยกหรือถ่ายโอนให้กันได้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปเป็นสากลว่าเป็นความจริงในตัวของมันเอง กล่าวคือสิทธิธรรมชาติของของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาเป็นบุคคลว่ามีสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพอันได้แก่เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการปกครองอีกด้วย นอกจากนี้ สิทธิยังรวมไปถึงสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการรักษาพยาบาลและการได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรม ซึ่งสิทธิเหล่านี้ถือกันว่าเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนและไม่สามารถถ่ายโอนให้กับใครได้ ดังนั้น หากใครฆ่าคน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ลักขโมย แย่งชิงปล้นเอาทรัพย์สินผู้อื่น รวมทั้งละเมิดสิทธิที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นไม่ได้ เพราะสิทธิธรรมชาติเหล่านี้ของบุคคลทุกคนย่อมได้รับการปกป้องคุ้มกันตามกฎหมายของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศทั้งสิ้น

กฎหมายธรรมชาติและสิทธิธรรมชาตินี้เองเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญของบรรดาประเทศที่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยทุกประเทศรวมทั้งประเทศเผด็จการหลายประเทศก็เอาไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศหากแต่ได้ล่วงละเมิดสิทธิธรรมชาติของประชาชนอย่างหน้าตาเฉยด้วยการสร้างเงื่อนไขในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ หรือบ่อยครั้งอ้างกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้อยู่เป็นนิตย์ที่ถูกเรียกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน (human rights) นั่นเอง

การนำกฎหมายธรรมชาติและสิทธิธรรมชาติมาใช้อ้างอิงในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในทวีปยุโรปที่ตรงกับสมัยที่ไทยเราเสียกรุงให้แก่พม่าเป็นครั้งแรก (..2112 เป็นต้นมา) โดยนักปราชญ์ชาวอังกฤษชื่อ จอห์น ล็อก (John Locke) ได้เสนอหลักการปกครองประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับผู้ปกครอง (กษัตริย์) ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้ปกครอง (ประชาชน)” ตีพิมพ์ลงหนังสือชื่อศาสตร์นิพนธ์สองบรรพว่าด้วยการปกครอง (Two Treaties of Government)” โดยจอห์น ล็อกเสนอว่า อำนาจไม่ควรตกอยู่คนเดียว และต้องสามารถตรวจสอบอำนาจของผู้มีอำนาจได้ ซึ่งได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหารและสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ ที่เขาอธิบายว่าประกอบไปด้วย ชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินนั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติอเมริกันที่ประกาศเอกราชแยกตัวออกเป็นอิสระจากอังกฤษและใช้หลักการของจอห์น ล็อกเป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและรัฐบาลอเมริกันมาจนปัจจุบัน 

Advertisement

จอห์น ล็อกจึงได้รับการขนานนามว่าบิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยและประเทศต่างๆ ในโลกนี้ก็มักอ้างตัวเองว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง

ในวันที่ 10 ธันวาคม พ..2491 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) เป็นเอกสารระหว่างประเทศที่เชิดชูสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ทั้งปวง เอกสารนี้ถือเป็นข้อความรากฐานในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ปฏิญญาฯ มีเนื้อหา 30 ข้อที่ลงรายละเอียดสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพมูลฐานของแต่ละบุคคล และยืนยันลักษณะสากลของสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ว่าเป็นสิทธิติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และใช้กับมนุษย์ทุกคน โดยผูกมัดประชาชาติให้รับรองมนุษย์ทุกคนว่าเกิดมามีอิสระและมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ถิ่นพำนัก เพศ ชาติหรือชาติพันธุ์กำเนิด สีผิว ศาสนา ภาษาหรือสถานภาพอื่นนับเป็นแรงบันดาลใจโดยตรงแก่การกำเนิดของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ดังนั้นเรื่องสิทธิมนุษยชนก็คือสิทธิ (Rights) ของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาเป็นบุคคลว่ามีสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพอันได้แก่เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการปกครองอีกด้วย นอกจากนี้ สิทธิยังรวมไปถึงสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการรักษาพยาบาลและการได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรม ซึ่งสิทธิเหล่านี้ถือกันว่าเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนและไม่สามารถถ่ายโอนให้กับใครได้ ดังนั้นหากใครฆ่าคน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ลักขโมย แย่งชิงปล้นเอาทรัพย์สินผู้อื่น รวมทั้งละเมิดสิทธิที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นไม่ได้เพราะสิทธิธรรมชาติเหล่านี้ของบุคคลทุกคนย่อมได้รับการปกป้องคุ้มกันตามกฎหมายของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศทั้งสิ้นโดยรับรองอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ..2560 ในหมวดที่ 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 25 ถึงมาตรา 48 โดยครบถ้วนแล้ว 

ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งที่แปลกปลอมในระบอบการปกครองของไทยเลยเพียงแต่ถูกละเลยในทางปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจังเท่านั้นเอง

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์