ชะตากรรมร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำลังอยู่ระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวาน จะผ่านออกมาได้ หรือล้มไม่เป็นท่า เพราะเหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่าๆ สภาจะปิดสมัยประชุมแล้ว
จากสภาพทุลักทุเลของการประชุมรัฐสภาไปได้เพียงไม่กี่มาตรา องค์ประชุมไม่ครบต้องปิดลงท่ามกลางข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ล่าสุด ประธานสั่งให้เดินหน้าต่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา
ครับ เป็นความพยายามที่จะแสดงความรับผิดชอบในหน้าที่สมาชิกรัฐสภาเพื่อบัญญัติกฎหมายที่เป็นประโยชน์ออกมาให้มากที่สุด
แต่ความเป็นจริงผลจะออกมาตามความคาดหวังหรือไม่ ไม่มีหลักประกันใดๆ เพราะข้อตกลงร่วมที่จะเข้าประชุมให้ครบองค์ประชุมเป็นเพียงสัญญาใจ ไร้สภาพบังคับ ไม่มีบทกำหนดโทษใดๆ กับผู้ละเมิด
ท่านผู้ทรงเกียรติเลยไม่เกรงกลัว แม้แต่โทษทางการเมือง ถ้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรับรู้ว่า ใครอยู่ ใครเบี้ยว แล้วจดชื่อไว้ลงโทษในวันลงคะแนนเสียงเท่านั้น
ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนเอาข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุสภาล่มมาแฉโพยให้สังคมตำหนิประณาม บทลงโทษทางสังคมทำได้แค่นี้
ปรากฏว่าเพียงแค่เริ่มต้นยกสองก็ซัดกันนัวเสียแล้ว ระหว่าง ส.ว.กับ ส.ส. ใครเป็นต้นเหตุทำให้สภาล่ม
โยนความรับผิดชอบกันไปมาระหว่าง ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน กับวุฒิสมาชิก ใครควรเป็นฝ่ายที่จะต้องทำให้กฎหมายผ่าน
พรรคฝ่ายค้านประกาศจุดยืนแม้ยอมรับกฎหมายนี้เป็นกฎหมายสำคัญ ข้อดีมีมาก แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองไม่สามารถลงมติให้ผ่านได้ จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของ ส.ส.รัฐบาลกับวุฒิสมาชิกเป็นหลัก
กติกา มารยาททางการเมืองสำคัญกว่าการศึกษา ผลประโยชน์ของข้าฯ ของครู ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา มาก่อนอนาคตของเด็กอีกเช่นเดิม
เหตุการณ์ที่ถูกตั้งคำถามมากก็คือ เมื่อร่างกฎหมายนี้เป็นของรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพ แต่กลับมีคำสั่งการจากหน่วยงานบริหารการศึกษา ชักชวนครูและผู้บริหารสถานศึกษาแต่งชุดดำ รวมตัวประท้วงคัดค้าน ใช้ทรัพยากรของราชการอำนวยความสะดวก
มองด้านหนึ่งในมุมบวกเป็นการศึกษาแบบมีส่วนร่วม ร่างกฎหมายแบบมีส่วนร่วม
มองอีกด้านหนึ่งเป็นการต่อต้าน ไม่ยอมรับนโยบายฝ่ายการเมืองนั่นเอง
ยังมีคำถามอีกว่า ก่อนหน้านี้ในระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งในระดับรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ได้นำประเด็นข้อคัดค้านไปพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม จนเหลือจุดอ่อนน้อยที่สุดเลยหรือ
ประเด็นนี้ ถ้าร่างกฎหมายนี้มีอันเป็นไป ฝ่ายกำหนดนโยบายจึงต้องรับผิดชอบโดยตรง
ส่วนข้อคัดค้านขององค์กรเครือข่ายครูไทยหลากหลายมาตรา ที่ว่าเป็นกฎหมายในอุดมคติที่ปฏิบัติไม่ได้ในสภาพจริง
ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผมขอร่วมวิวาทะด้วยคน ทั้งในระดับหลักการใหญ่ ควรทบทวนกฎหมายแม่เพื่อเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาต่อไปหรือไม่ กฎหมายมีข้อดี หรือข้อด้อยมากกว่า
ประเด็นไม่ควรอยู่ตรงที่ว่าปฏิบัติไม่ได้ในสภาพจริง แต่น่าอยู่ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะปฏิบัติได้ ตรงนี้ต่างหาก
ควรร่วมกันปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน ขจัดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคขวากหนามการพัฒนาการศึกษา ไม่ใช่ล้มทั้งกระดานเพราะเสียผลประโยชน์
อีกทั้งแนวปฏิบัติในมาตราสำคัญ อาทิ การกำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นนิติบุคคล มีอิสระในการบริหารจัดการ
มาตรา 25 ความเป็นอิสระของสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษามีอิสระในการบริหารงานวิชาการ บริหารงบประมาณ บริหารงานบุคคลและบริหารทั่วไป… ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา หรือกรรมการกลุ่มสถานศึกษา ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอิสระที่ได้รับ
มาตรา 40 วรรคท้าย ให้คณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการกลุ่มสถานศึกษา สรรหาผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสูงให้แก่สถานศึกษา เพื่อเสนอให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตามกฎ ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และมติที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนด
วรรคท้ายนี้เป็นข้อดีอีกจุดหนึ่งของกฎหมายใหม่ เพื่อให้บทบาทกรรมการสถานศึกษาและกรรมการกลุ่มสถานศึกษาเป็นจริงในสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แค่ไม้ประดับ
บทบาทนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้มีอำนาจแต่งตั้งอีกช่องทางหนึ่ง อำนาจ ความรับผิดชอบในการตัดสินใจยังเป็นของผู้มีอำนาจตามเดิม
ความเป็นห่วงกังวลที่ว่า กรรมการสถานศึกษายังไม่พร้อม หรือไม่ก็จะเข้ามาแทรกแซงโรงเรียน เป็นเรื่องที่ควรรับฟังก็ตาม
แต่ถ้ายังคงมองมุมลบเป็นหลัก เมื่อไหร่ วันไหน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน กรรมการสถานศึกษาถึงจะพร้อม และเข้ามารับผิดชอบ อนาคตของลูกหลานและความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียนอย่างจริงจังเสียที

