หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘รากแก้ว’ของค...

‘รากแก้ว’ของความเป็น‘มนุษย์’

28.01.23 | 09:19 น.
‘รากแก้ว’ของความเป็น‘มนุษย์’“รากแก้ว” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

‘รากแก้ว’ของความเป็น‘มนุษย์’

“รากแก้ว” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีความหมายคือ รากเดิม รากแรกที่รากหลักของพืช มักจะหยั่งลึกลงไปในดิน และมี “รากแขนง” ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแตกแยกออกมาจากรากแก้ว เช่น ต้นโพธิ์ ต้นสัก ต้นไม้ประดู่ เป็นต้น เล็กๆ จำนวนมากที่ออกจากโคนต้นและแผ่กระจายพบในพืชที่ไม่มีรากแก้ว เช่น ต้นข้าว หญ้า หอม

หากจะเปรียบ “รากแก้ว” ของความเป็นมนุษย์แล้วก็จะอนุมานได้ว่า “หลักที่มั่นคงแท้จริง” ของความเป็นมนุษย์ซึ่ง หลวงปู่มั่น ท่านระบุว่า “ทาน ศีล ภาวนา” คือ “รากแก้ว” ของความเป็นมนุษย์หรือ “แก่นแท้” ที่มนุษย์พึงมีและปฏิบัติให้ได้ด้วย “ศรัทธา” อย่างแท้จริง หากดำเนินชีวิตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โอวาท หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ระบุว่า

ทาน ศีล ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่เป็นนิสัยของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง

ผู้สนใจหาความรู้ความฉลาดเพื่อคุณงามความดีทั้งหลายที่โลกเขาปรารถนากัน เพราะคนจะอยู่จะไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันย่อมไม่ปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งภายนอกและภายใน เครื่องป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือ “หลักธรรม” มี “สติปัญญา” เป็นจุดสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้านเพราะมี “สติปัญญา” แฝงอยู่กับตัวทุกอิริยาบถ

Advertisement

จะคิด พูด ทำอะไรไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่คอยภายนอกและภายใน มีความเข้มแข็งอดทนมีความเพียรประกอบคุณงามความดีความอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจและเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย

การตำหนิติเตียนคนอื่นถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิคนอื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่ดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรองเป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตนงดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย “ความทุกข์” เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ทำไมพอใจสร้างขึ้น

เห็นคุณค่าของตัวเอง จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่นว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน อยู่มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจ “ศีล” คุ้มครองรักษาและสนับสนุนจึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ธรรมก็สั่งสมควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคงจะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน

เมื่อเกิดมาอาภัพ แล้วอย่าให้ใจอาภัพอีก ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพคิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตนให้ได้ทุกข์เป็นบาปกรรมอีกเลย

คนชั่วทำชั่วได้ง่าย และตัดใจไม่ออกลดละแก้ไขให้ดี คนดีทำดีได้ง่ายและตัดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป

เราต้องการคนดี คนดีก็จำต้องฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจะหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน

“ศีล” นั้นอยู่ที่ไหนมีตัวตนเป็นอย่างไรใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนี้เจตนาเป็นตัวศีล เจตนา คือ จิตใจ คนเราถ้าจิตไม่มีก็ไม่เรียกว่า “คน” มีแต่กายจะทำอะไรได้ “ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน” เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษจะเป็นปกติไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหาหลงขอ คนที่หาคนที่ขอต้องเป็นทุกข์ ขอเท่าไรยิ่งไม่มี ยิ่งอดอยากยากเข็ญ กายกับจิตได้มาแล้วมีอยู่แล้ว ได้มาจากบิดามารดาพร้อมบริบูรณ์จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เราแล้วรักษาได้ไม่มีหลง ได้ผลไม่มีหลง

ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุขผู้จักมั่งคั่งบริบูรณ์ไม่อดไม่อยากไม่จนก็เพราะรักษาศีลให้สมบูรณ์ “จิตดวงเดียวเป็นศีล” เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวรหมดภัย

“คุณธรรม” ผู้มีการเข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องระบือมีความฉลาดกว้างขวางในอุบายวิธีได้ดีดังแค้นจนมุม

“การปฏิบัติธรรม” เป็นการทำตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่อง “กาย วาจา จิต” มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฏิบัติฝึกหัดจิตใจให้เอา “จิต” พิจารณา “กาย” เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้าเรียกว่าธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอดีเดียว เมื่อพิจารณาจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง

การประกอบความพากเพียรทำจิตให้นิ่งเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน ความยิ่งใหญ่ คือ ความไม่ยั่งยืน ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือ ชีวิตที่อยู่ด้วย ทาน ศีล เมตตา และกตัญญู ชีวิตที่มีความดี อาจไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น วาสนานั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาลวาสนาก็อาจจะเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิตวาสนาก็เลื่อนขั้นเป็นบัณฑิต

ฉะนั้น บุคคลจะพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น

ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังไม่ถึง

ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นไว้เนือง ควรรีบทำเสีย

ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน

“จิต” เป็นสมบัติที่สำคัญมากในตัวเราควรรักการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต ยังเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตนวิธีที่ควรกับ “จิต” โดยเฉพาะ คือ “ภาวนา” ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไปจะได้ “ซ่อมสุขภาพจิต”

โดยนั่งพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง? มีสาระประโยชน์ไหม? คิดแส่หาเรื่องไหม? หาโทษ? ทุกข์มาเผาตัวเองอยู่นั้น พอรู้ผิดถูกของตัวเองบ้างไหม พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้น หรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่ หรือมีเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียที่พอจะทำได้ ตายไปแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำทั่วหน้ากัน

ฉันใดฉันนั้น หลวงปู่ท่านให้โอวาท ท้ายสุดว่า “ทาน ศีล ภาวนา” “ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์และรากเหง้าของพระศาสนา” ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัยของผู้จะมารวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง ไงเล่าครับ