ผมของยกกรณีศึกษาวิถีผู้นำโลกประกาศลาออกในเวลาเกือบจะไล่เลี่ยกัน
ประธานาธิบดีเหวียน ซวนฟุก วัย 68 ปี ของเวียดนาม ลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด เพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำทางการเมือง ที่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนกระทำความผิดสมัยเหวียนเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2559-2564 ก่อนมาเป็นประธานาธิบดี
ก่อนหน้านี้ไม่นาน รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม 2 คน คือ ฝ่าม บิงห์ มิงห์ และ หวู ดึ๊ก ดาม ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในการกวาดล้างทุจริตในการรับมือโควิด-19 ที่เป็นเหตุให้
เจ้าหน้าที่ถูกจับกุมหลายคน สองรองนายกฯ เจอข้อหา “ละเมิดวินัยพรรค” เวียดนามปกครองในระบอบพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์ วินัยพรรคเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หลังจากนั้นประเทศในระบอบประชาธิปไตย จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 5 ปี โดยให้เหตุผลว่า “ฉันลาออกเพราะงานที่มีเกียรติเช่นนี้ มาพร้อมด้วยความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ความรับผิดชอบที่ต้องรู้ว่า เมื่อใดคุณคือคนที่ใช่ในการเป็นผู้นำ และเมื่อใดที่คุณไม่ใช่ด้วย”
กว่าห้าปีที่นั่งบริหารเธอต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งเหตุก่อการร้ายในประเทศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ การระบาดของโควิด และวิกฤตเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันเธอบริหารประเทศ มุ่งเน้นพัฒนาในเรื่องที่อยู่อาศัย แก้ปัญหาความยากจนในเด็ก
ในที่สุดเธอบอกว่า “หลังจาก 6 ปี แห่งความท้าทายครั้งใหญ่
เธอเองก็คือมนุษย์ นักการเมืองก็คือมนุษย์ เราให้ทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้ และสำหรับเธอแล้ว มันถึงเวลาแล้ว”
และเชื่อว่านิวซีแลนด์มีคนที่พร้อมและเหมาะสมกว่าเธออีกมากที่จะเข้ามารับหน้าที่นี้ต่อไป
จาซินดา อาร์เดิร์น ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2017 ด้วยวัยเพียง 37 ปี ในฐานะผู้นำที่อายุน้อยที่สุดของประเทศในรอบกว่าศตวรรษ ซึ่งเธอได้รับคำชมจากนานาชาติด้วย
นี่คือวิถีของผู้นำที่มีสปิริต ที่ไม่ยึดติดในอำนาจ ประเมินตัวเองได้ด้วยสามัญสำนึก ไม่ใช่ฟังคำยกยอปอปั้นจากคนรอบข้าง
ผู้นำที่คิดอย่างคนที่มีวิสัยทัศน์และคนมีสติปัญญา ต้องเชื่อมั่นในประเทศตัวเองว่ายังมีคนเก่งอีกมากที่เหมาะสมและพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมอย่างมากมาย
หากอยากรู้ว่าใต้พรมมีอะไรซุกไว้บ้างก็ลองไปฟัง ส.ว.ที่ตัวเองเซ็นตั้งมากับมือ คุณหญิงหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ออกมาสะท้อนปัญหาประเทศว่า ความนิ่งเฉยของนายก
ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายหน่วยงาน กรณีตู้ห่าวที่พลิกให้เห็นขยะใต้พรมตั้งแต่การแทรกซึมยึดแผ่นดินของคนต่างด้าวด้วยการทุจริตและด้วยความอ่อนแอของคนไทยทุกภาคส่วน เดิมทีคนพม่ายึดธุรกิจแผงลอยในตลาด และกิจการหลายอย่าง เราคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานที่ทะลักเข้ามาไม่ได้ ตามมาด้วยเรื่องคนจีนที่ก็ทะลักเข้ามาพร้อมการแทรกที่จุดโหว่ของระบบราชการไทยและคนไทย
กรณีการจ่ายส่วยในการเลื่อนตำแหน่งที่รู้กันว่ามีในหลายหน่วยงาน ขนาดจับเงินสดได้จำนวนมหาศาลยังทำอะไรไม่ได้
กรณีการใช้อำนาจเข้าตรวจค้นแล้วยักยอกเงินของกลางซึ่งมีมานานหัวหน้าล้วนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือร่วมกินด้วยเลย
กรณีการแก้ปัญหาในระบบราชการด้วยการย้ายไปแขวน ย้ายสลับที่ไม่เคยมีระบบให้สังคมได้ติดตามมีส่วนร่วม เมื่อมีข่าวอื่นแทรก ผู้คนเริ่มลืมคนเหล่านี้ก็กลับเข้าสู่ตำแหน่ง แต่อะไรก็ไม่เท่ากับย้ายคนสีเทาไปไว้ในหน่วยงานอื่น ทำให้บุคลากรดีๆ ต้องเสียขวัญเสียกำลังใจเพราะเป็นที่พักรอเวลา
ผู้คนในปัจจุบันไม่รักษาและไม่ศรัทธาธรรม ถูกพลังความชั่วฉุดให้ทำชั่วได้ง่าย รวมทั้งคนที่ไม่ได้ร่วมทำชั่วต่างเกรงและกลัวที่ออกมาจัดการ หรือต่อสู้ กลายเป็นฝ่ายหลบลี้หนีภัย ล้วนทำให้มีการแผ่อำนาจความชั่วร้ายเต็มไปหมด
เมื่อประเทศเราดำดิ่งมากว่า 8 ปี แต่ประเทศนี้กลับหาผู้นำที่มีสปิริตไม่ได้
คงถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่ต้องสร้างสปิริต ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นประเทศของคนรุ่นใหม่
เพราะนี่คือยุคสมัย “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”
พันธศักดิ์ รักพงษ์

