หน้าแรก คอลัมนิสต์ ตู้หนังสือ : ...

ตู้หนังสือ : เป็นจีนเพราะรู้สึก โลกาภิวัตน์แรกในสยาม

29.01.23 | 12:30 น.

ตู้หนังสือ : เป็นจีนเพราะรู้สึก
โลกาภิวัตน์แรกในสยาม

แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่ต้องไปไกลถึงตะวันตก ที่ไทยแทบจะเดินตามทุกฝีก้าว แถมยังเดินได้ไม่ดีเท่า เอาแค่เพื่อนบ้านตะวันออก ไทยก็เป็น “ตือเซียม” (หมูสยาม-Siamese Pork) ในความคิดของคนฮ่องกงมานานร่วมครึ่งศตวรรษ จากบรรดานักท่องเที่ยวไทยที่ไปจับจ่าย หรือไปให้พ่อค้าเถือ เป็นเงินนำเข้าหลักที่พอหดหายไปช่วง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” การท่องเที่ยวฮ่องกงต้องเร่งส่งคนมาประจำ สำรวจดูว่านักท่องเที่ยวไทยหายไปไหน ไม่แห่กันไปส่ง “ส่วย” เหมือนเคย

ในช่วงเวลาเดียวกัน ระหว่างยุคสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งหลัง ที่อเมริกันกลัวคอมมิวนิสต์หัวหด รายงานเมื่อหลายปีให้หลังบ่งว่า ไทยเป็น “สวรรค์ของจารชน” ทั่วทุกมุมโลกที่มาชุมนุมกัน ทั้งเพื่อหาข่าว และที่สำคัญคือ เป็นบ้านเมืองซึ่งอยู่กินกันได้สุขสำราญท่ามกลางผู้คนที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรแห่งนี้

เมืองไทยไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยกับใคร ผู้คนก็ไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีแค่คนจำนวนเดียว ที่เป็นพิษเป็นภัยกับคนไทยด้วยกัน นั่นคือข้าราชการการเมืองกับข้าราชการพลเรือน ซึ่งต้องทำงานเป็น “ข้า” รับใช้ประชาชน ทั้งโดยอาสาและเป็นข้าราชการ แต่ทำตรงกันข้าม ด้วยการวางอำนาจข่มเหงเป็น “นาย”

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงตกต่ำหนักหนาสาหัสที่สุด ใน “ศักดิ์” และ “ศรี” ของข้าราชการทั้งการเมืองและพลเรือน ฉ้อราษฎร์บังหลวง (หลายกรณีก็ไม่ต้องบัง) คดโกง รับใช้เงิน ใช้อำนาจหน้าที่ไปทางมิชอบในการแสวงอามิส เรียกรับสินบน จนอื้อฉาวเรื่องแล้วเรื่องเล่า เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายก็ชำระความไปตามน้ำ เพราะไม่เห็นฝ่ายนำกระตือรือร้นลงแรงแข็งขันแต่อย่างใด ต้องให้ชาวบ้านหาข้อมูลมาเปิดเผย – อเนจอนาถที่สุดนับแต่มีข้าราชการการเมืองและข้าราชการพลเรือนมา

Advertisement

คนดีไม่สามารถควบคุมคนไม่ดีได้ ดังพระราชดำรัสในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเคยปรารภพระราชดำริไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ ศรีราชา ชลบุรี วันที่ 11 ธันวาคม 2512 ความว่า

“…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

● หนังสือดีให้จองอ่านล่วงหน้า ในยุคคนไม่สนใจเชื้อชาติ เพราะมิได้บ่งความเป็นคน สนใจธรรมาภิบาลที่เสื่อมทรามลงเพราะคน อดีตก็ยังเป็นเรื่องต้องสนใจเรียนรู้ เป็นจีนเพราะรู้สึก : ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง ค้นคว้ามาเขียนโดยอาจารย์ประวัติศาสตร์ เชียงใหม่ ซึ่งเขียนเรื่องจีนดีๆ มาแล้วหลายเล่ม สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ เล่าการข้ามน้ำข้ามทะเลสู่แผ่นดินใหม่

เรื่องของ “ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน” ซึ่งมักตั้งต้นศึกษากันจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญ ขณะมิติซับซ้อนของ “อารมณ์ความรู้สึก” กลับถูกละเลย หรือเป็นเพียงอาภรณ์ของการศึกษาที่ไม่สำคัญเท่าประเด็นเศรษฐกิจกับการเมือง

ผู้เขียนจึงบุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนผ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเผยภาพการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และเข้าใจพลังอารมณ์ความรู้สึก ของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนอย่างลุ่มลึก นับจากยุคระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ ถึงลูกจีนรักชาติเคลื่อนไหวทางการเมือง

“เป็นจีนเพราะรู้สึก” ได้พลิกอ่านตีความหลักฐานใหม่ เพื่อจัดวางอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนหลายลักษณะ ภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง ทั้งความอับอาย คั่งแค้น ตึงเครียด สุขสำเร็จ ไปจนถึงการเป็น “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ทั้งแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งความเป็นจีนไทยพร่าเลือนเกินกว่าจะนิยมได้ตายตัวเพียงไร

อ่าน 6 บทสำคัญ เนื้อหาเข้มข้น ที่นักอ่านไทยเชื้อสายจีนร่วมสมัยวัยไม้ใกล้ฝั่งจะหวนรำลึกได้ ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคนรุ่นพ่อแม่และปู่ย่าในรุ่นที่ผ่านมา ว่ามีความคับแค้นต่อการเป็นคนในชาติที่ถูกแบ่งแยกกีดกันอย่างไร 1.เป็นจีนเพราะรู้สึก – การศึกษาชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน กับกรอบประวัติศาสตร์ความรู้สึก, กระแสธารประวัติศาสตร์ความรู้สึก, ที่ทางการศึกษาชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน, ก่อนจะเปิดฉากอารมณ์

2.ระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกสร้าง : การก่อตัวและสมดุลที่พังทลาย – ระหว่างความกรุณากับความอับอาย สมดุลของระบอบอารมณ์ความรู้สึกต่อคนจีน, การต่อต้านสงคราม ฝ่ายซ้าย และหน่อเชื้อสามัคคีชนชั้น, พินิจใหม่โรงเรียนจีนผ่านกรอบอารมณ์ความรู้สึกกับการก้าวข้าม “ญาณวิทยาชาตินิยม”, เพราะคับแค้นจึงต่อต้าน จากอับอายในชาติพันธุ์สู่สามัคคีชนชั้น, ความรู้สึกต่อจีนที่พลิกผัน อุปลักษณ์จีนและความคับแค้นที่ถูกปลดปล่อย, สมดุลที่สูญเสียของระบอบอารมณ์ความรู้สึก และการคลี่คลาย

อ่านถึงตอนนี้ บรรดานักอ่านน่าจะได้เห็นนามธรรมความรู้สึกของช่วงยุคสมัยหนึ่ง เป็นรูปธรรมพฤติกรรมชัดเจน

3.ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน วรรณกรรมจีนแปลงไทยและทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย – ระบอบสฤษดิ์กับการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน, สื่อในฐานะที่ลี้ภัยทางอารมณ์ กับการสืบสานแปรเปลี่ยนความเป็นจีน, “วรรณกรรมไทยพากย์จีน” ในฐานะ “วรรณกรรมจีนแปลงไทย”, ก่อนจะเข้าสู่พระบรมโพธิสมภาร

4.เสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร และทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทยของลูกจีน – ทุนจีน รัฐไทย และอารมณ์ความรู้สึกไทย, ทุนนิยม “เสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ใน_จดหมายจากเมืองไทย_และ_อยู่กับก๋ง, ศรัทธาต่อความรู้สึก “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร”, สื่อ อารมณ์ความรู้สึก และการประกอบสร้าง ตัวตนทางวัฒนธรรมที่พร่าเลือน, การปรากฏของ “ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมจีน” ภาพสะท้อนความสุขจากการเสพความเป็นจีนที่หายไป, “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ที่เพิ่งสร้างและก้าวต่อไป

5.การกลับคืนและรอยปริแตกของระบอบอารมณ์ความรู้สึก – ความคาดหวังต่อชนชั้นกลางที่พังทลาย, พระผู้กอบกู้, ความตึงเครียดทางอารมณ์และความรู้สึกเหลื่อมล้ำ เมื่อชนชั้นกลางถูกท้าทาย, ลูกจีนรักชาติกับการโหยหาอดีตแบบย้อนคืน, รอยปริแตกของระบอบอารมณ์ความรู้สึก “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร”, การกลับคืนและการท้าทายระบอบอารมณ์ความรู้สึก

6.ระบอบอารมณ์ความรู้สึกในวันที่ไม่หวนกลับ – จาก “สมพาสความเป็นจีน” สู่ “วรรณกรรมจีนแปลงไทย”, ในวันที่ไม่หวนกลับ

หนังสือที่จะได้อารมณ์ร่วมจากคนร่วมสมัยวัย 65 ขึ้นไปเต็มเปี่ยม ส่วนคนร่วมสมัยวัยปัจจุบันที่หลงใหลความขาวกับนิยาม “ขาว สวย หมวย อึ๋ม” จะได้เข้าใจว่า “หมวย” เมื่อกว่า 70 ปีก่อนนั้นคือใคร มีสถานะอย่างไร แตกต่างจากที่นิยมกันในสมัยนี้ขนาดไหน

รีบสั่งจองได้ในราคาพิเศษ 230 บาท จากราคาเต็ม 260 บาท ก่อนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ และเริ่มทยอยส่งประมาณ 13 กุมภาพันธ์ ค่าส่งฟรี

● กรุงศรีอยุธยา เมืองท่าสำคัญแห่งหนี่งในอุษาคเนย์ ปรากฏภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประวัติศาสตร์ ปรากฏภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในการเรียนรู้ของคนไทย การก่อตัวที่มีกำลังหลักจากสุพรรณบุรี ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ช่วงชิงอำนาจกับสายวงศ์ทางเหนือ สุโขทัยและเชียงใหม่ ฯลฯ ท่ามกลางผู้คนหลายเชื้อหลากพันธุ์

การรู้จักอยุธยาจากนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ๆ ร่วมสมัยเปิดหูเปิดตายิ่ง

Downtown Ayutthaya ต่างชาติต่างภาษา และโลกาภิวัตน์แรกในสยาม-อุษาคเนย์ ค้นคว้ามาเขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ และ โมโมทาโร่ เป็นอีกเล่มที่จะขยายภาพเมืองท่านานาชาติอันรุ่งเรืองแห่งนี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้น ว่าเป็นมาอย่างไร และมีลักษณะแบบไหน

การเป็นเมืองท่านานาชาติ ย่อมหมายถึงการเข้ามาของคนต่างชาติต่างภาษาจำนวนมาก แวะเวียนชุมนุมอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ชั่วคราวบ้าง ลงหลักปักฐานบ้าง ไม่ว่าแขก จีน ลาว เขมร พม่า ญวน มลายู ฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาก็ผสมกลมกลืนกันกลายเป็นมนุษย์อยุธยาไป

หนังสือเล่มนี้จะนำสำรวจย่าน ร้าน ตลาด ชุมชนของชนชาติต่างๆ ในอยุธยา ติดตามดูชีวิตประจำวัน ความเป็นมา เพื่อหาคำตอบว่าการเป็นเมืองท่านานาชาติของอยุธยาเกิดขึ้นและทำได้อย่างไร ทำไมจึงถือได้ว่าเป็น “โลกาภิวัตน์แรกในสยาม – อุษาคเนย์”

ด้วย 5 บท 26 ตอน ที่เป็นรายละเอียดแสดงจนกระจ่างในประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่ 1.ต่างด้าว ต่างชาติ ต่างแดน รวมกันเป็นมนุษย์อยุธยา – ต่างชาติ ต่างอย่างไร ใครนิยาม, ข้าต่างด้าว กำลังพลประดับบารมี พญาจักรพรรดิราช, ชนต่างชาติภายใต้ท้าวต่างแดน

2.ชุมชนต่างชาติและชาวอุษาคเนย์ – ชาวอุษาคเนย์ในอยุธยา, เขมรอยุธยา ญาติใกล้ชิดที่ถูกบิดเบือน, ชาวมอญ จากผู้อพยพสู่ประชากรหลักอยุธยา พม่า ศัตรูประจำชาติที่มีถิ่นฐานอยู่วังหลัง, ลาวล้านนา คนใกล้ที่อยู่ไกล, ลาวล้านช้าง พ่อค้า พันธมิตร และโคตรเหง้า กรมหมื่นเทพพิพิธ, แขกจาม ร่องรอยอารยธรรมที่สาบสูญ, แขกมลายู มะละกา และตานี, แขกมักกะสัน ยอดนักรบ, ญวนคริสตัง คิดต่างเป็นเหตุ, ชาวอุษาคเนย์ในอยุธยา : บทบาท อิทธิพล และมรดกทางวัฒนธรรม

3.ชุมชนต่างชาติที่มาจากทิศตะวันออก – การเข้ามาของชาวเอเชียตะวันออก, ชุมชนจีนฮกเกี้ยน จีนหลวงสมัยอยุธยา, ชุมชนจีนแต่จิ๋ว ลูกจีนกู้ชาติ, หมู่บ้านญี่ปุ่น ชุมชนนักรบ, ชาวเอเชียตะวันออกในอยุธยา : บทบาท อิทธิพล และมรดกทางวัฒนธรรม

4.ชุมชนต่างชาติที่มาจากทิศตะวันตก – การเข้ามาของชาวตะวันตก, ชุมชนแขกพราหมณ์ หรือแขกอินเดีย, ชุมชนแขกมัวร์ และเปอร์เซีย, หมู่บ้านโปรตุเกส ชุมชนฝรั่งแห่งแรก, บ้านอังกฤษ และบริษัทอินเดียตะวันออก, บ้านฮอลันดา ฝรั่งนักการค้า, ฝรั่งเศส ศาสนา และการเมือง, ชาวตะวันตกในอยุธยา : บทบาท อิทธิพล และมรดกทางวัฒนธรรม

5.บทสรุป และส่งท้าย กับบรรณานุกรม

เป็นหนังสือขยายมุมมอง และความรู้เกี่ยวกับอยุธยา ในภาพหลักๆ ที่เรามักผ่านเลย เพราะมี “ความเป็นไทย” และ “คนไทย” ติดในหัวสมอง ไม่เข้าใจว่าคนสมัยก่อนไม่ได้คิดถึงเชื้อชาติในแง่การแบ่งแยก กีดกัน เพียงคำว่า “จีนหลวง” ก็น่าตระหนักอะไรได้มากมายแล้วว่า หากเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ หรือไม่เห็นมุมมองมุมนี้ ความคิดเรากำลังถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าคนอยุธยา

● อาจเรียกเป็นหนังสือ “ดีทอกซ์” (detox) สักเล่มคงได้ คืออ่านชำระอารมณ์ ระบายของเสียในความคิดและความรู้สึกออกไปบ้าง แทนที่จะปล่อยให้หมักหมมกัดกร่อนอารมณ์อยู่ในใจ Everyone is เฮงซวย เขียนโดยนักเขียนและนักวาดการ์ตูน
นาตาเลีย โลบาโนวา ที่อาศัยในลอนดอน ปัจจุบันทำงานกับ “เดอะ นิว ยอร์กเกอร์”

เธอเขียนการ์ตูนสั้นสะท้อนชีวิตที่ถูกชีวิตสะท้อนกลับเข้าให้อีกทีโดยตั้งใจจะบอกว่า บางอย่างก็ “เฮงซวย” จริงๆ ไม่ต้องโกหกตัวเอง หรือเที่ยวบอกว่ายังมีข้อดีอยู่ในเรื่องนั้นๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีเลย เรื่องนั้นก็แค่เฮงซวยเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาดีไม่ได้ (อย่างนักการเมือง (จำเป็น) ที่มาเพราะต้องการอำนาจนั่นแหละ ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าจะปราบโกง แต่พอโกงให้เห็นต่อหน้าต่อตาก็เงียบ ชาวบ้านต้องเรียกชื่อนักเขียนเรื่องสั้น บุญชิต ฟักมี ขึ้นมาดังๆ ทุกทีไป)

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แนะนำการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น คนแค่ต้องระบายอารมณ์และทุกข์ที่กัดกินใจออกไปบ้าง เพื่ออดทนกับความเฮงซวยต่อไปจนทนไม่ได้

● เมื่อระบายอารมณ์ออกไปบ้างแล้ว ก็ควรอ่านหนังสือประเทืองอารมณ์ทดแทนเข้ามา งานของหมอ นักเขียน กวีชาวดัตช์วัย 81 ปีแล้วผู้นี้ ที่ชอบเขียนเรื่องสัตว์แทนใจคน โดยเฉพาะมดหรือกระรอก โทน เทลเลอเซิน ทำให้คนญี่ปุ่นซาบซึ้ง ชอบอกชอบใจ ถูกอกถูกใจไม่น้อย เมื่ออ่านฉบับแปลซึ่งขายได้ถึง 180,000 เล่ม และได้รับถึง 2 รางวัลในญี่ปุ่น หลังจากแปลไปแล้ว 8 ภาษา

ถึงฉันจะโดดเดี่ยว แต่ก็อยากอยู่คนเดียวอยู่ดี เรื่องของเม่นแคระขี้เหงาซึ่งเข้าสังคมไม่เป็น และไม่ชอบความเครียดของตัวเองที่ตัดสินใจเชิญสัตว์อื่นๆ มาบ้าน ทั้งที่ไม่เคยเชิญใคร และไม่เคยไปบ้านใคร เขียนๆ ลบๆ บัตรเชิญอยู่อย่างนั้น เขียนเสร็จก็ไม่กล้าส่ง เฝ้าคิดว่า ถ้าหมีมาล่ะ ถ้ากบมาล่ะ ถ้าช้างมาล่ะ ถ้านกฮูกมาล่ะ จะทำยังไง พวกนั้นจะกลัวขนแหลมๆ ของฉันไหม เค้กที่เตรียมไว้ให้เฉพาะแต่ละตัว ถ้าไม่มีตัวไหนชอบล่ะ พวกเขาจะติ จะล้อฉันไหม ฉันต้องทำไงถึงดี ถ้าเป็นอย่างนี้ ฉันอยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ

ฉันกำลังเหงาหรือเปล่านะ จะเหงายิ่งกว่านี้อีกไหม ความโดดเดี่ยวคืออะไร ฉันสบายดีหรือเปล่านี่ ฯลฯ เม่นแคระได้แต่จินตนาการว่ามีเพื่อนมากมายมาห้อมล้อมเยี่ยมเยือน – กลายเป็นหนังสือขายดีในเนเธอร์แลนด์ไป ก่อนแพร่หลายยิ่งขึ้นด้วยการแปลเป็นภาษาอื่น

ยูริ นากาเอะ นักแสดงผู้ชอบอยู่คนเดียวและกลัวการอยู่คนเดียว ขอบคุณเม่นแคระที่ช่วยให้รู้ว่า เธอไม่ได้ประหลาด คนอื่นๆ ก็รู้สึกอย่างนี้ โยโกะ ฮารุมัตสึ นักเขียนผู้พบว่าความเหงานั้นอบอุ่น อยากกอดเม่นแคระ กอดใครสักคน และกอดตัวเอง แม้แต่พนักงานร้านหนังสือ “มารุเซน” สาขาฮิโรชิมะ ยังบอกว่า เม่นแคระขี้กลัวนี้ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยจริงๆ เป็นหนังสือที่เหมาะแท้ๆ กับผู้โหยหาความสัมพันธ์ แต่กลัวความสัมพันธ์

● นิตยสารการเมืองฉบับครอบครัว มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ป้าดดด… อย่า “ปาด” อย่า “ผวน” รวมไทยสร้างชาติ อ่านรวมไทยรวมทาส มุขอำจาก ส.ว. สารพัดแผนหยุด “ป้อม” 3 ป. สะบั้น พี่ใหญ่สู้ เดิมพันจัดโผทหาร ส่องศึก ตท.23 ยึดกองทัพ

เพื่อไทยเดินหน้า “แลนด์สไลด์” เหตุเกิดที่ฮ่องกง จตุพรนอตหลุด ณัฐวุฒิถนอมมิตรภาพ ทักษิณเปลืองน้ำยาล้างหู

อ่าน ตะวัน แบม เยาวชนนักสู้ ยอมเข้าคุก อดอาหาร ดีกว่าการจับปืนยิงกัน แล้วตามตะลึงกับคลิปฉาว ตำรวจไทยรับจ๊อบ นำรถทัวร์จีน แฉซ้ำจองข้ามประเทศได้ “เด่น” ฮึ่ม สั่งสอบรูด

อ่านเมื่อช่อง 7 ตัดเวลาละครหลังข่าวคืนวันศุกร์ ถ่ายทอดสดมวย “ONE ลุมพินี” และอ่าน “รีด เฮสติง” ตำนานแห่งเน็ตฟลิกซ์ลาออกจากซีอีโอยักษ์ใหญ่ “สตรีมมิ่ง” อ่าน กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ย้อนรำลึก 20 ปีปฏิบัติการโปเชนตง บทพิสูจน์ผู้นำในสถานการณ์วิกฤต

เมืองไทยไปไหนวันนี้ อยู่ที่ใคร – ใช่หรือไม่ใช่ประชาชน

บรรณาลักษณ์