ไม่เพียงแต่จะใช้เงินกว่า 40,000 ล้านบาทในการ “ชะลอขายข้าว” ของชาวนา
และอีก 12,500 ล้านบาทกับการขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจระดับหมู่บ้าน
ไปจนกระทั่งถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัดทั่วประเทศในอัตราวันละ 5-10 บาท
มาตรการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลในช่วงสิ้นปี
ยังทยอยออกมาเป็นชุด
29 พฤศจิกายน หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบกับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
โดยให้ประชาชนสามารถนำค่าบริการที่จ่ายกับผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในโรงแรม สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค.2559 มาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง
แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท
เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่ให้เกิดภาวะเงินไหลออก
และเป็นการดึงให้ผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และโรงแรมให้เข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมายมากขึ้น
“ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้
ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 15,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2559
ดังนั้น 2 มาตรการนี้ รวมกันจะหักภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท
ใครที่ทั้งปีนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย หากมาเที่ยวในช่วงจนถึงเดือน ธ.ค.นี้ก็จะหักภาษีได้ 30,000 บาท
กระทรวงการคลังได้ประเมินว่า มาตรการนี้จะทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลงประมาณ 150 ล้านบาท
แต่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชน
และฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลจากการปราบปรามการท่องเที่ยวที่ผิดกฎหมาย”
ไม่แต่เท่านั้น
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า
มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” หรือการลดภาษีให้ประชาชนในการจับจ่ายซื้อสินค้าในช่วงปลายปี
จะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในช่วงต่อไป
ทำไมมาตรการต้องออกมาเป็นชุด
รวมทั้งต้องกระตุ้นและกระจายไปพร้อมๆ กัน
ดูตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ ก็จะพอเห็นคำตอบ
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า
ตัวเลขการส่งออกทั้งปี 2559 จะติดลบ 0.8% หรือเป็น 0%
เพราะหากจะให้ตัวเลขทั้งปีเป็นบวกได้ การจะส่งออก 2 เดือนสุดท้ายจะต้องมีมูลค่าต่อเดือนเกิน 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
หรือเพิ่มขึ้น 5% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน
ซึ่งทำได้ยาก
“ผมมองว่าส่งออกปีนี้ดีสุดน่าจะติดลบ 0.5% หากส่งออกต่อเดือนสุดท้ายปีนี้ทำได้ 1.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปีนี้ส่งออกจะติดลบเป็นปีที่ 4”
ส่วนปี 2560 คาดการณ์ว่าการส่งออกเติบโต 0-1% เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจำนวนมาก
ได้แก่ เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ผลจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ
รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ที่อาจจะมีมาตรการการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
เมื่อต้นสัปดาห์
นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า
ตัวเลขการว่างงานในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 1.2% หรือคิดเป็น 4.5 แสนคน
จากที่เคยอยู่ที่ 0.9% หรือ 3.3 แสนคนในเดือนกันยายน
หรือเพิ่มขึ้น 1.2 แสนคน
เนื่องจากทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจ้างงานลดลง
“แต่ยังถือว่าไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วง
เพราะปกติการว่างงานของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.9-1.0%
และเมื่อเทียบกับการว่างงานของประเทศอื่นๆ
ยังถือว่าการว่างงานของไทยอยู่ในระดับต่ำ”
ขณะที่แนวโน้มธุรกิจภาคบริการที่เป็นตลาดการจ้างงานที่สำคัญมีสัญญาณที่ดีขึ้น
ทั้งค้าปลีกค้าส่ง โรงแรม และขนส่ง
จะทำให้การจ้างงานเพิ่มในอนาคต
เมื่อเป็น “อนาคต” ก็แปลว่า เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
เมื่อหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น ก็แปลว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ดีนัก
เมื่อไม่ดีนักก็ต้องมีมาตรการพยุง หรือกระตุ้นให้ดีขึ้น
ตัวเลขหลังๆ นี้คือที่มาของมาตรการต้นๆ

