รับมือกันให้ดี

29.01.23 | 12:00 น.

ความเป็นไปทางการเมืองเข้มข้นขึ้น มีความเคลื่อนไหวที่จะต้องติดตามอย่างกะพริบตาไม่ได้หลายเรื่องมาก

เริ่มจากหากมองการต่อสู้ในกรอบว่าเป็นระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “อนุรักษ์อำนาจนิยม” จะพบว่าเหลือพรรคห้ำหั่นกันแบบไม่มีทางประนีประนอมได้เพียง 2 พรรค

“รวมไทยสร้างชาติ” ที่อาศัย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นธงนำ ตั้งความหวังไว้สูงส่งว่าจะ “เกาะหูกางเกงลุงตู่” ใช้โครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้เพื่อสืบทอดอำนาจเข้ามาเป็นรัฐบาล ชัดเจนตรงที่ปิดประตูที่จะร่วมกับ ฟาก “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” อย่าง “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล” แบบเด็ดขาด

และ “ก้าวไกล” ที่ยืนกรานมั่นคงว่าไม่เอาด้วยกับ “กลไกที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” และพวกที่ “ก่อการรัฐประหาร” เด็ดขาดไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นเช่นกัน

ที่เหลือ ไม่ต้องพูดถึง “ภูมิใจไทย-พลังประชารัฐ-ชาติไทยพัฒนา-ชาติพัฒนากล้า-พรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ” ที่ล้วนแล้วแต่พร้อมที่จะร่วมกับ “ผู้ชนะ” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แม้กระทั่ง “พรรคสายประชาธิปไตยจ๋า” อย่าง “เพื่อไทย-เสรีรวมไทย-ประชาชาติ-ไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ ที่เคยร่วมฝ่ายค้าน” ล้วนแล้วแต่ปฏิเสธแค่ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” หรือแค่ไม่เอาด้วยกับการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น อย่างอื่นล้วนคุยกันได้

Advertisement

เว้นแต่ “ประชาธิปัตย์” ที่ดูจะพิเศษกว่าใคร ตรงที่ยากที่จะร่วมกับ “เพื่อไทย” เท่านั้น

นั่นเป็นการต่อสู้ในภาพใหญ่ที่เห็นแนวโน้มการประนีประนอมมากขึ้น

แต่กลับกลายเป็นว่าในภาพเล็ก อันหมายถึงฝ่ายเดียวกันกลับมีภาพของการต่อสู้กันเป็นเข้มข้น

ในสาย “อนุรักษ์อำนาจนิยม” ที่ก่อนหน้านั้นคือ “พลังประชารัฐ” วันนี้ เหลือแค่ “รวมไทยสร้างชาติ” ที่ต้องสู้ดุเดือดเพื่อแย่งชิงพื้นที่กลับกลายเป็น “พลังประชารัฐ” และ “ประชาธิปัตย์” โดยมี “ภูมิใจไทย” จากสายพร้อมร่วมกับทุกฝ่ายเป็น “ตัวแจม” ที่พลังหนักหน่วง

เช่นเดียวกับ สาย “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” ที่เริ่มเห็นอาการแตกหักระหว่าง 2 พรรคสำคัญคือ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” ด้วยพื้นที่และมวลชนที่จะช่วงชิงที่เห็นการทับซ้อนมาแต่ต้น

นั่นเป็นมิติของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์พรรค

แต่ที่หนักกว่าน่าจะเป็นการต่อสู้เชิง “ยุทธศาสตร์”

เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เปิดเกมรับมือกันให้ดี ในสถานการณ์รณรงค์ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” ย่อมเป็นการก่อกระแสทางการเมืองครั้งใหญ่แน่นอน เพราะการจัดการกับเกมนี้ของ “ทักษิณ” นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ด้วยย่อมต้องส่งผลสะเทือนต่อผลการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญออกมาไล่ถล่ม “อดีตนายใหญ่” อย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยเนื้อหาแบบเตะเข้ากระโดงคาง ชนิดที่ชาตินี้เลิกญาติดีกันได้เลย อันทำให้การประเมินว่าจะกระทบต่อพลังของ “อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เกรียงไกรตลอดมาแค่ไหน”

เป็นเกมการเมืองที่แรงกระทั่งมีความเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะก่อความวุ่นวายในประเทศระดับที่เรียกกองทัพเข้ามาจัดการอีกครั้ง

ขณะที่ความเป็นไปได้นั้นถูกท้าทายด้วยผลของที่เกิดขึ้นกับประเทศจาก 8 ปีของการสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ว่าเหลือความชอบธรรมอะไรที่กองทัพจะนำมาอ้างเพื่อบอกกล่าวกับประชาชน

ท่ามกลางรัฐสภาที่หมดสภาพความเป็นสถาบันที่พึ่งพาได้

อย่าว่าแต่ “วุฒิสภา” ที่เป็นได้แค่ “ฝักถั่ว” หวังไม่ได้จะได้รับการยอมรับในความเป็นหลักที่จะประคับประคองประเทศ กระทั่ง “สภาผู้แทนราษฎร” ก็ยิ่งนับวันยิ่งเห็นได้ชัดว่าหมดสภาพของสถาบันที่จะทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่ต้องจ่าย

สภาพที่จำเป็นยิ่งต้อง “ยุบสภา” ทิ้ง หากผู้มีอำนาจหวังดีกับการดูแลความเป็นปกติให้ประเทศ แต่กลับยังยุบสภาไม่ได้ เพราะ “ผู้มีอำนาจ” ยังไม่เตรียมการ และจัดการให้ตัวเองพร้อมลงสนามเลือกตั้งไม่ได้

การเลือกตั้งที่ “ประชาชน” รอคอยจึงยังไม่เกิดขึ้น ท่ามกลางเกมการต่อสู้ดุเดือด และมีแนวโน้มจะนำสถานการณ์สู่สภาวะแตกหักมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่การเมืองบนถนนของคนรุ่นใหม่ มีสัญญาณอุณหภูมิจะร้อนฉ่า

สุชาติ ศรีสุวรรณ