ผมคิดว่าคำถามนี้เป็น ‘อจินไตย’ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะของปุถุชน อย่างไรก็ดี คนจำนวนมากคิดว่ารู้คำตอบ
ชาวคริสต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในโลกนี้เชื่อว่า เวลาตาย ตายแต่ร่างกาย วิญญาณ (soul) ยังอยู่ ตอนมีชีวิตอยู่ทุกคนย่อมทำบาป และบาปจะติดตัวไป ชาวคาทอลิกเชื่อว่าถ้าสารภาพบาปกับบาทหลวงและสำนึกผิดหรือตั้งใจจะไม่ทำบาปอีก บาทหลวงจะสั่งให้สวดมนต์หรือทำความดีบางประการ ซึ่งถ้าทำตามก็จะไถ่บาปให้ในนามของพระเยซูเจ้า กระนั้น ก่อนตายควรรับศีลล้างบาปด้วย ถ้ารู้จักสารภาพบาปและรับศีล วิญญาณที่ออกจากร่างตอนตายก็จะไปสวรรค์ คือไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร์ ถ้ามีบาปแต่ไม่ร้ายแรง วิญญาณจะไปสู่ไฟชำระ ผู้อยู่ข้างหลังจะอุทิศมิสซาให้แก่ดวงวิญญาณในไฟชำระของผู้เป็นที่รักได้ ซึ่งจะช่วยในการชำระบาป เมื่อชำระบาปเสร็จแล้ว วิญญาณจึงจะไปสวรรค์ แต่สำหรับผู้ตายที่บาปหนาเมื่อยังมีชีวิตอยู่ หรือทำบาปร้ายแรง เช่น ฆ่าคนตาย ทำร้ายบุพการี วิญญาณจะไปสู่นรกชั่วนิรันดร์
ในคติพุทธ เชื่อว่าเมื่อกายตายไปแล้ว ย่อมไปเกิดในคติใดคติหนึ่งในคติ 5 ตามกรรมตามฐานะ ดังนี้
1.กำเนิดในนริยภพ (นรก)
2.กำเนิดในดิรัจฉานภพ
3.กำเนิดในภูมิแห่งเปรต
4.กำเนิดในมนุสสภพ
5.กำเนิดในเทวภพ
แล้วชาว พุทธเชื่อในเรื่องวิญญาณไหม? คำว่าวิญญาณมีหลายความหมาย แต่ไม่เหมือนคำว่าวิญญาณ (soul) ในศาสนาคริสต์ ในคำสอนของพระพุทธศาสนา วิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ 5 หมายถึงความรู้แจ้งอารมณ์ แบ่งเป็น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ ส่วนวิญญาณในปฏิจจสมุปบาท เป็นลำดับที่สองถัดจากอวิชชา ถ้าไม่เกิดอวิชชา จิตจะหมายถึงธาตุรู้หรือจิตดั้งเดิมแท้ คือรู้แล้วไม่ยึด แต่เมื่ออวิชชาเจือมาในธาตุรู้ วิญญาณก็จะเกิดจากไม่มีอะไรเลย เป็นการปรุงแต่ง (สังขาร) เกิดเป็นจิต เกิดเป็นตัวเรา อย่างไรก็ดี ภาษาไทยทั่วไปได้รับอิทธิพลจากตะวันตก จึงมักเชื่อกันว่าวิญญาณหมายถึง soul คือตัวตนที่เที่ยง ไม่แตกดับ เมื่อคนตาย วิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดใหม่ แต่ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา วิญญาณลักษณะเที่ยงเช่นนี้ไม่มีอยู่จริง
คำถามที่น่าสนใจคือ นิพพานที่เป็นการสิ้นสุดของวัฏสงสารหรือเป็นปลายทางของการรู้แจ้งนั้นหมายถึงอะไร? คำถามนี้เป็นอจินไตยหรือไม่? ในมิลินทปัญหา พระนาคเสนตอบพระเจ้ามิลินท์ว่า “บุรุษนั้นไม่อาจนำมหาสมุทรฝั่งโน้นมาให้คนเห็นได้ฉันใด อาตมาก็อาจกล่าวแต่มรรคที่ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่อาจแสดงเหตุที่อาศัยให้เกิดพระนิพพานได้ฉันนั้น เพราะพระนิพพานเป็นอสังขตธรรม จะมีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งหามิได้ … อันพระนิพพานนี้มีแท้ และบุคคลอันเป็นปุถุชนก็ไม่อาจรู้ได้ รู้ได้แต่ (ผู้) มีจิตบริสุทธิ์ … จิตละเอียดประณีตเที่ยงตรงแน่วแน่แล้วเท่านั้น”
คำถามอีกคำถามหนึ่งคือ ภาวะหลังความตายของพระอรหันต์เป็นอย่างไร? คำตอบในพระไตรปิฎกคือ ก็เหมือนภาวะหลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นเช่นไร เรามิอาจกล่าวได้ว่าท่าน “มีอยู่” หรือ “ไม่มีอยู่” หรือ “ทั้งสองอย่าง” หรือ “ไม่ทั้งสองอย่าง” แต่ไม่ว่าจะเป็นภาวะใดก็ตาม ภาวะนั้นไม่อยู่ในมิติกาลเวลา
ตรรกะข้างต้นอาจฟังดูแปลกสำหรับผู้คุ้นเคยตรรกะสองทางเลือก (dilemma) เช่น ไม่ถูกก็ผิด ไม่ดีก็ร้าย ไม่จริงก็เท็จ ไม่อยู่ข้างสหรัฐฯในการทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายก็อยู่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายนั่นเอง แต่ภาวะนิพพานเป็นตรรกะสี่ทางเลือก (tetralemma) คือ ทางเลือก ก. (พระพุทธเจ้า “มีอยู่” ในนิพพาน), ทางเลือกไม่ ก., ทางเลือกทั้ง ก. และ ไม่ ก., หรือทางเลือกไม่ใช่ทั้ง ก. และไม่ ก. อาจจะฟังดูงง แต่พระไตรปิฎกได้อธิบายพระนิพพานไว้เช่นนี้แล
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานเขียนของปรมาจารย์ด้านสันติศึกษาคือ โจฮัน กัลตุง คงทราบว่าเขามักเสนอตรรกะสี่ทางเลือก เพื่อก้าวพ้นทางตันของความรุนแรง บางครั้งเราอาจพบตรรกะสี่ทางเลือกแล้วมองข้ามไป เช่น ในข้อสอบปรนัย อาจมีคำตอบให้เลือกว่าข้อความที่ให้พิจารณานั้น (ก) ถูก, (ข) ผิด, (ค) ทั้งถูกและผิด, (ง) ไม่ใช่ทั้งถูกและผิด หรือในกรณีของสงครามยูเครน ถ้ามีคำถามให้เลือกคำตอบเพียงสองทาง คือ ทำสงคราม หรือยอมแพ้ ตะวันตกกับรัสเซียคงเลือกทำสงครามกันต่อไป หรือในกรณีความขัดแย้งที่รุนแรงถึงตายในชายแดนใต้ ถ้ามีทางเลือกเพียงสองทาง คือ บูรณภาพของดินแดน หรือเอกราชของชายแดนใต้ ความขัดแย้งก็จะยืดเยื้อต่อไป แม้จะสู้รบกันมานานว่า 19 ปีและตั้งคณะพูดคุยกันมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ในกรณีสงครามยูเครนหรือความรุนแรงในชายแดนใต้ เรายังมีทางเลือกอื่นอีก ทางเลือกที่สาม คือหยุดยิง ไม่มีใครชนะไม่มีใครแพ้ เป็นสันติภาพเชิงลบ จากนั้นก็เจรจาอย่างจริงจังโดยพยายามเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง และฟื้นคืนสัมพันธ์ที่ดีให้กลับคืนมา แม้จะต้องประนีประนอมบ้างก็ตาม เรียกได้ว่าชนะทั้งสองฝ่าย โดยร่วมมือทำให้เกิดการพัฒนาที่เป็นสันติภาพเชิงบวก
ขอกลับมาเรื่องความตาย ในที่นี้จะขออ้างบทความขององค์ทะไลลามะชื่อ “อยู่และตายอย่างมีความสุข” ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ “จิตที่ฝึกดีแล้ว” แปลโดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง องค์ทะไลลามะเริ่มต้นบทความว่า “ความตายหมายถึงความทุกข์และไม่เป็นที่ปรารถนาของใครเลย แต่หากเราสามารถเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความตาย ก็จะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าเราจะไม่ประสบกับความทุกข์อันใหญ่หลวง … ตอนที่มีชีวิตอยู่ หากเราสามารถควบคุมจิตให้มีความสงบจนกลายเป็นนิสัยได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย เราจะรับมือกับมันได้ไม่ยาก”
การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายวันต่อวัน เมื่อถึงวันตาย เราอาจบอกแก่ตัวเองว่า ไม่เสียใจเลย เพราะได้ทำอะไรที่มีความหมายไปแล้ว การใช้ชีวิตที่มีความหมายในทุก ๆ วัน จะเพิ่มโอกาสไปสู่ภพหน้าที่ดีกว่า ความหมายของชีวิตไม่ใช่การสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น แต่เพื่อสร้างความปรองดองและความสุข
มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ปัจจัย 4 ที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตของเรา ล้วนได้มาโดยการลงแรงของผู้อื่น ความสุขและความสบายในชีวิตของเรา ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับผู้อื่น แต่บางครั้งเราอาจมีมายาภาพว่าเราเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพิงอาศัยปัจจัยอื่น บางคนอาจไม่ตระหนักว่า ชีวิตเราไม่เพียงพึ่งพิงมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วย การตระหนักมากขึ้นว่าชีวิตส่วนตัวของเราพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมเพียงใด จะช่วยให้เราจะเห็นโลกกว้างขึ้น มีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา หากเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย
การที่เราโกหก หลอกลวง และกระทำการอันเป็นอกุศล จะเปลี่ยนปัจจัยที่มีผลต่ออนาคตของเรา การตระหนักในผลเช่นนี้ ช่วยให้เราลดละอกุศลกรรม เห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น บ่มเพาะความกรุณาให้เกิดขึ้นในใจ การไม่ใช้ความรุนแรงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาที่มนุษยชาติเผชิญอยู่ การใช้กำลังหมายถึงการปฏิเสธสิทธิของผู้อื่น ถ้าเราสามารถบ่มเพาะทัศนคติเช่นนี้ได้ และปฏิบัติต่อทุกคนด้วยไมตรีจิต เราจะทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีความหมายยิ่งขึ้น
แม้ว่าเราจะไม่นับถือศาสนาใดเลย เมื่อถึงเวลาที่กำลังจะตาย เราจำเป็นต้องมีจิตที่สงบ เพื่อนหรือผู้ดูแลคนใกล้ตายควรมีจิตที่สงบเช่นกัน พวกเขาอาจมีเจตนาบริสุทธิ์และอยากช่วยเหลือ แต่การกระทำของพวกเขาในบางครั้งก็ก่อให้เกิดความไม่สงบและรบกวนจิตใจของผู้ที่กำลังจะตาย
สำหรับผู้ที่มีศรัทธาในศาสนา ในขณะแห่งความตาย ควรระลึกถึงองค์อัลลอฮ์ หรือพระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพอื่น นี่เป็นหนทางที่จะลดความวิตกกังวลที่มีอยู่ในจิต ยามที่เราประสบปัญหาในชีวิต ศาสนาช่วยให้เรามีความหวัง และในยามที่จะจากโลกนี้ไป ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นความหวังในอนาคตข้างหน้าอยู่
สำหรับพุทธศาสนิกชน ชีวิตที่มีความหมายและเป็นกุศลหมายถึงชีวิตเช่นไร? องค์ทะไลลามะสอนว่า สารัตถะคือการช่วยเหลือผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้ว หากมีคนยิ้มมาก ๆ เราจะมีสันติภาวะ หากมีคนเศร้ามาก ๆ เราจะพลอยเศร้าไปด้วย หากเรายิ้มให้มากขึ้น เราจะมีเพื่อนที่พึ่งพิงได้มากขึ้น เพื่อนเหล่านี้เกิดจากความรักในมนุษย์ ดังนั้น หากสามารถช่วยใครได้ก็จงช่วย หากไม่สามารถช่วยได้ก็ต้องไม่เบียดเบียนเขา
พุทธศาสนิกชนพึงฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ตามครรลองของธรรมชาติ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราสืบหาความจริงและความธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ โดยรับรู้อย่างมีเหตุผล เมื่อลงมือปฏิบัติ เราจะตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงจิตตามลำดับขั้น จากการเริ่มต้นด้วยการจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียว สภาวะจิตจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป สู่การมองเห็นเหตุผล การรู้คิดเชิงอนุมานจะเปลี่ยนเป็นการรับรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล เราจะพบว่าทุกคนปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอริยสัจ 4 นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรยึดหลักอหิงสาและการุณยจิต ทั้งนี้เพราะความจริงที่ว่า ชีวิตเราต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งปวง
จริตเดิมที่ติดตัวมาแต่อดีต ทำให้เกิดความโกรธและการยึดติด แต่ถ้าเราใคร่ครวญและบ่มเพาะอารมณ์ด้านบวกขึ้นมาสู้กับมัน อารมณ์อกุศลจะค่อย ๆ สลายตัวลง อารมณ์กุศลสามารถบ่มเพาะได้ด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือใช้ทั้งปัญญาและอุบายให้ผสานกัน แล้ววันหนึ่งอารมณ์ฝ่ายอกุศลจะน้อยกว่าฝ่ายกุศล พยายามระลึกให้ได้ว่า “เราจะทำวันนี้ให้เป็นวันที่มีความหมาย” แล้วเราจะทำได้ด้วยความมุ่งมั่นสม่ำเสมอ
การจะกำจัดอกุศลทั้งปวงให้หมดสิ้นไปเป็นเรื่องยากและอาจใช้เวลาหลายกัป (หนึ่งกัปคือช่วงเวลาของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย) ผู้ปฏิบัติบางคนทำการปลีกวิเวกสามปี โดยหวังจะกลับออกมาในฐานะพระโพธิสัตว์ นี้เป็นเรื่องเกินจริง เราควรพูดถึงเวลาเป็นกัปมากกว่าเป็นปี ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ ไม่สำคัญว่าจะใช้เวลานานกี่กัป ตราบเท่าที่เราใช้เวลาทุกวันให้มีประโยชน์ เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ
การปฏิบัติแบ่งออกเป็นระหว่างการภาวนาและนอกเวลาการภาวนา ระหว่างการภาวนาเป็นการเติมพลังให้แก่แบตเตอรี่ของร่างกาย ให้เพียงพอแก่การใช้ชีวิตประจำวันนอกเวลาการภาวนา การปฏิบัติที่แท้จริงคือการละเว้นจากการก่ออกุศลกรรม เมื่อเราตั้งใจแล้วว่าการปฏิบัติจะใช้เวลาหลายภพ หลายชาติ เราจะมีมุมมองใหม่ต่อความตาย
จิตของมนุษย์แบ่งเป็นจิตหยาบกับจิตละเอียด จิตหยาบคือจิตมนุษย์ที่สมองสร้างขึ้น ทันทีที่สมองหยุดทำงาน จิตหยาบก็จะหยุดลง จิตหยาบไม่สามารถดำรงอยู่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยสนับสนุนอย่างสมอง แต่เชื่อว่าจิตละเอียดยังคงอยู่ จิตละเอียดไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด คัมภีร์ของนาคารชุนให้เหตุผลในเรื่องนี้ไว้สองสามประการ ท่านอธิบายว่า ปรากฏการณ์ใดมองว่าดำรงอยู่ได้ หากปรากฏการณ์นั้นได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป โดยไม่ขัดหรือแย้งกับเหตุผลอื่น และไม่ขัดแย้งกับจิตที่พิจารณาเห็นปรมัตถสัจจะ
ในห้วงเวลาแห่งความตาย เพื่อนที่รายล้อมเราสามารถช่วยเราบ่มเพาะทัศนคติด้านบวกได้ แต่เมื่อเราเข้าสู่จิตละเอียด เพื่อนไม่สามารถช่วยอะไรได้ มีเพียงความเคยชินที่เป็นกุศลเท่านั้นที่เราอาจพึ่งพา ซึ่งหมายรวมถึงความเคยชินในชาตินี้และอดีตชาติ ดังนั้น ในวัยหนุ่มสาว เราควรทำความคุ้นเคยกับการสลายตัวของจิตในระยะต่าง ๆ แทนที่จะกลัวความตาย เราจักทำความเข้าใจและคุ้นเคยกับมัน เมื่อเรามีประสบการณ์ของจิตละเอียดผ่านการภาวนา เราจะสามารถควบคุมกระบวนการตายได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้
องค์ทะไลลามะแนะว่า การปฏิบัติที่สำคัญและทรงพลังที่สุดคือการระลึกถึง โพธิจิต คือการมุ่งประโยชน์ผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เวลาที่ความตายมาเยือน จงให้สติตั้งมั่นอยู่กับโพธิจิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การฝึกโพธิจิต แม้เพียงระดับของปณิธาน จะก่อให้เกิดรอยประทับในจิตอย่างเข้มข้นแน่นอน และจะทำให้จิตยามเข้าสู่ความตายเกิดความสงบโดยอัตโนมัติ
พุทธศาสนาถือว่าจิตขณะเข้าใกล้ความตายนั้นสำคัญยิ่ง หากเราสามารถทำให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อจิตในขณะนั้น ก็จะกลายเป็นพลังที่มีอานุภาพส่งถึงชีวิตในภพชาติต่อไป นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ชีวิตและความตายของเรามีความหมาย
ในคำสอนวัชรยานมีคำพูดว่า จงนำความตายสู่มรรคาของ “กายแห่งสัจจะ” หรือธรรมกาย คือใช้เวลาแห่งการตายเป็นการปฏิบัติธรรม ช่วงเวลาระหว่างการตายกับการเกิดก็สามารถนำเข้าสู่มรรคาของ “กายแห่งความเบิกบาน” หรือสัมโภคกาย และการเกิดก็สามารถนำสู่มรรคาของ “กายเนรมิต” หรือนิรมานกาย
องค์ทะไลลามะสรุปว่า ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการตาย ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ ย่อมขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต ดังนั้น จงใช้ชีวิตแต่ละวันให้มีความหมาย เป็นกุศล มีคุณภาพ และมีความสุข
โคทม อารียา

