รัฐ (state) มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ
1) ประชาชน 2) ดินแดนมีอาณาเขตแน่นอน
3) รัฐบาล 4) อำนาจอธิปไตย ซึ่ง 3 องค์ประกอบแรกนั้นมีลักษณะเป็นรูปธรรมสามารถสัมผัสจับต้องได้ แต่องค์ประกอบที่ 4 คือ อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นนามธรรมเพราะอำนาจมีลักษณะเป็นนามธรรมอยู่แล้วบวกกับ “อธิปไตย” เข้าไปอีกจึงเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยากยิ่ง
ดังนั้นการจะทำความเข้าใจในเรื่องอำนาจอธิปไตยจึงจำเป็นต้องทราบที่มาที่ไปของอำนาจอธิปไตยเสียก่อนโดยแนวความคิดของอำนาจอธิปไตยนี้มาจากปรากฏการณ์ของสงครามภายในศาสนาคริสต์ด้วยกันเองระหว่างคาทอลิก กับโปรเตสแตนต์ในประเทศฝรั่งเศสรบเป็นสงคราม กลางเมืองอันยาวนานกินเวลาถึง 36 ปี (พ.ศ.2105-พ.ศ.2141) โดยได้ขยายการรบเข้าไปถึงตอนเหนือของอิตาลีและเข้าไปในรัฐเยอรมนีหลายรัฐรวมทั้ง
ดินแดนของเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันมีผู้คนล้มตายจากสงครามศาสนาครั้งนี้ถึง 3 ล้านคนก่อให้เกิดความพินาศฉิบหายในวงกว้างจนกระทั่งนักวิชาการชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อ นายฌอง โบแดง (Jean Bodin) ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Six Books of the Republic” เมื่อ พ.ศ.2119 (ช่วงที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าภายใต้บุเรงนอง) โดยโบแดงเป็นผู้ที่เริ่มใช้คำว่าอำนาจอธิปไตย (sovereignty) ในความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน คือ อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐทั้งหลายในโลกปกครองโดยระบอบที่มีกษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้คติความเชื่อทางการปกครองอันไม่แตกต่างกันมากนักว่ากษัตริย์เป็นผู้ได้รับอาณัติอำนาจจากสวรรค์ หรือจุติจากสวรรค์ลงมาปกครองโลก (Divine Right of King) โดยกษัตริย์ต้องเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นและกษัตริย์ต้องสืบราชสันตติวงศ์ด้วย
อำนาจอธิปไตยในทรรศนะของโบแดงนั้นหมาย ความถึง อำนาจที่มีถาวรไม่จำกัด และไม่มีเงื่อนไขผูกมัดที่จะออกกฎหมาย ตีความและรักษากฎหมาย อำนาจนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อรัฐที่มีระเบียบที่ดี อำนาจนี้เองทำให้รัฐแตกต่างไปจากการรวมกลุ่มของบุคคลในสมัยโบราณ แต่อย่างไรก็ดีโบแดงเห็นว่า อำนาจอธิปไตยนี้อาจถูกจำกัดโดยกฎหมายธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ อันเป็นบรรดากฎหมายต่างๆ ที่กำหนดความถูกต้องหรือความผิดในลักษณะที่มุ่งให้คนรักษาสัญญาและเคารพทรัพย์สินของคนอื่น ซึ่งจำเป็นต้องจำกัดอำนาจอธิปไตยด้วยการตรากฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อควบคุมอำนาจอธิปไตยอีกทีหนึ่ง
ต่อมานักปราชญ์ชาวอังกฤษชื่อ จอห์น ล็อก (John Locke) ได้เสนอหลักการปกครองประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับ “ผู้ปกครอง (กษัตริย์) ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้ปกครอง (ประชาชน)” ตีพิมพ์ลงหนังสือชื่อ “ศาสตร์นิพนธ์สองบรรพว่าด้วยการปกครอง (Two Treatises of Government)” เมื่อ พ.ศ.2232 (ตรงกับสมัยของพระเพทราชา) โดยจอห์น ล็อกเสนอว่าอำนาจไม่ควรตกอยู่คนเดียว และต้องสามารถตรวจสอบอำนาจของผู้มีอำนาจได้ ซึ่งได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ส่วนอำนาจตุลาการยังคงเป็นของกษัตริย์อยู่ พูดง่ายๆ ก็คือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั่นเอง แนวความคิดของจอห์น ล็อกมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติอเมริกันที่ประกาศเอกราชแยกตัวออกเป็นอิสระจากอังกฤษและใช้หลักการของจอห์น ล็อกเป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและรัฐบาลอเมริกันมาจนปัจจุบัน จอห์น ล็อกจึงได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตย”
หลังจากนั้นมีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งรู้จักกันในชื่อ มงแต็สกีเยอ (Montesquieu) เป็นนักวิพากษ์สังคมและนักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศสผู้มีชีวิตอยู่ในยุคเรืองปัญญา มีชื่อเสียงเกี่ยวกับทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจที่พูดถึงในการปกครองสมัยใหม่และใช้ในรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ และเป็นผู้ที่ทำให้ทุกคนยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจของปวงชนและมีการเขียนและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เพียงฉบับเดียวที่เป็นแม่แบบของรัฐธรรมนูญของนานาประเทศในปัจจุบันดังจะเห็นได้จากทั้งอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหารจะต้องได้รับเลือกตั้งผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจดังกล่าวโดยตรงจากประชาชนทั้ง 2 อำนาจอย่างชัดแจ้ง ส่วนอำนาจตุลาการนั้นให้อำนาจหัวหน้าบริหารทำการเลือกสรรผู้พิพากษามาให้วุฒิสภารับรองหรือไม่รับรองก็ได้ซึ่งการได้มาซึ่งตัวผู้พิพากษาแต่ละคนนั้นจึงต้องมีส่วนยึดโยงกับประชาชนนั่นเองเนื่องจากต้องถูกคัดเลือกจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงอย่างสง่างามซึ่งบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่อ้างว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงมีกระบวนการที่ยึดโยงอำนาจอธิปไตยนี้กับประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ
ยกเว้นบางประเทศที่อำนาจตุลาการยังมิได้ยึดโยงกับประชาชนมานานนักหนาแล้ว

