ภาพเก่าเล่าตำนาน : อัฐิของผู้กล้าหาญ…ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ราว 50 ปีที่แล้ว…ผู้เขียนเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ …เห็นวงเวียนขนาดใหญ่ มีแท่งปูนสีเทาคมเฉียบเหมือนกลีบมะเฟือง สูงเด่น มีรูปปั้นชาย 5 คน สีดำทะมึนยืนสง่างาม มีแผ่นหินอ่อนสีขาวปะอยู่โดยรอบ พร้อมตัวอักษรขนาดจิ๋ว เรียงเป็นแถว …พอเดาได้ว่า เป็นรายชื่อทหารหาญ

ผ่านทุกครั้ง ยกมือไหว้ทุกครั้ง …ไม่รู้รายละเอียดอะไรทั้งนั้น สร้างมาทำไม สร้างเมื่อไหร่ ถามใครก็ไม่รู้…อธิษฐานจิตว่า…วันหนึ่งจะขอเข้าไปชมแบบใกล้ชิด…โดยเฉพาะข้างในอาคาร…ใต้ฐานอนุสาวรีย์

3 กุมภาพันธ์ ตอนอยู่ในราชการ เคยไปร่วมพิธี “วันทหารผ่านศึก” 3 ครั้ง/3 ปี แต่งเครื่องแบบขาว เสร็จพิธี…ต้องรีบกลับเพราะหน่วยอื่นรอใช้พื้นที่ การจราจรโดยรอบแสนจะบีบรัด

เมื่อมีอินเตอร์เน็ต จึงค้นพบว่า “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” แห่งนี้ จารึกชื่อทหาร 3 เหล่าทัพ ตำรวจ และพลเรือน ผู้เสียชีวิตจากการรบ “กรณีพิพาทอินโดจีน” หรือ “สงครามสยาม-ฝรั่งเศสเหนือดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศส” (ตั้งแต่ตุลาคม 2483-9 พฤษภาคม 2484)

Advertisement

ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่เสียชีวิตในสงครามเพื่อปกป้อง รักษาบ้านเมือง ถูกจารึกชื่อไว้ตรงนี้ กลางมหานครกรุงเทพฯ

ขอสรุปความแบบง่ายๆ ว่า…ตุลาคม 2483 สยามทำศึกกับกองทัพฝรั่งเศสที่ส่งทหารมายึดครองดินแดนของชาวเวียดนาม ลาว กัมพูชา (เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส) เพื่อทวงดินแดน

ย้อนไปในช่วงรัชสมัยในหลวง ร.5 ฝรั่งเศสมา “ปักปันเขตแดน” ขีดเส้นแบ่งให้เป็นประเทศสยาม ลาว เขมร เวียดนาม

Advertisement

ที่หนักหนาสาหัส คือ การกำหนดเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง สยาม-ลาว ที่ทำเอาสยามกระอัก (มาจนถึงทุกวันนี้) เป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นสากล แต่สยามไม่มีอำนาจในการต่อรองใดๆ บรรดาเกาะในแม่น้ำโขงเกือบทั้งหมดเป็นของลาว

สยามรอจังหวะที่จะ “ขอแก้ไข” สนธิสัญญาที่เคยสยบยอม แต่ฝรั่งเศสแข็งแกร่ง เป็นมหาอำนาจของโลก มีเรือปืน มีอาวุธทันสมัย มีเมืองขึ้น-อาณานิคมหลายแห่งในโลก

พ.ศ.2482 ฮิตเลอร์สั่งทหารบุกโปแลนด์ เข้าตีทะลุเข้าไปในฝรั่งเศสแบบโลกตะลึง…ฝรั่งเศสที่ติดพันกับสงครามในยุโรป ยังห่วงอาณานิคม เวียดนาม ลาว เขมร …ส่งผู้แทนมาขอให้รัฐบาลจอมพล ป. ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันในอินโดจีน

รัฐบาลสยาม รอโอกาสนี้มาแสนนาน ตอบว่า “ยินดี” ตกลงตามคำขอฝรั่งเศส…แต่…

“…ขอให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นเขตแดนบริเวณแม่น้ำโขงเสียใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรม ได้ต่อรองกันอยู่หลายเดือน ในที่สุดก็ได้ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2484 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน…”

21 มิถุนายน พ.ศ.2483 กองทัพฮิตเลอร์ขยี้กองทัพฝรั่งเศสจนต้องลงนามยอมแพ้ ฝรั่งเศสยังอาลัยอาวรณ์มาขอรัฐบาลไทย “ให้สัตยาบัน” ต่อสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน

11 กันยายน พ.ศ.2483 รัฐบาลจอมพล ป. ตอบว่าพร้อมที่จะให้สัตยาบัน ถ้าฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอของไทย 3 ข้อคือ

(1) ให้ถือ “ร่องน้ำลึก” เป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศ

(2) ขอไชยบุรีและจำปาสัก ซึ่งฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามกับหลวงพระบาง และตรงข้ามกับปากเซ ให้ไทย โดยถือแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ

(3) ขอให้ฝรั่งเศสรับรองว่าถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะคืนอาณาเขตลาวและกัมพูชาให้ไทย

ฝรั่งเศสยอมรับเพียงข้อแรก…นอกนั้นปฏิเสธ

รัฐบาลและประชาชนชาวสยาม…“มิใช่หมูในอวย”

8 ตุลาคม พ.ศ.2483 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนในกรุงเทพฯ เรียกร้องรัฐบาลจอมพล ป. เรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

พลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ออกมากล่าวขอบคุณนิสิตนักศึกประชาชนที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทางวิทยุกระจายเสียง

ปลุกความรู้สึกชาตินิยม เพลงปลุกใจกระหึ่มแผ่นดินสยาม เพลงข้ามโขง เพลงดอกฟ้าจำปาสัก เพลงเสียมราฐ

ทหาร ยุวชนทหาร ประชาชน ฮึกเหิม พร้อมทั้งกายใจ ชาวสยามพร้อมทวงดินแดนคืน วิทยุกระจายเสียง คือ ศูนย์รวมจิตใจ

สิงหาคม 2483 ฝรั่งเศสสั่งเคลื่อนกำลังทหารจากอ่าวตังเกี๋ยมายังชายแดนไทย ทั้ง 3 เหล่าทัพ

(ในเวลานั้น สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปยังคงดุเดือด ฝรั่งเศสแพ้สงคราม ต้องแบ่งกำลังรบส่วนหนึ่งมาใน ลาว เขมร เวียดนาม ทหารฝรั่งเศสทำหน้าที่ ผบ.หน่วย…พลทหารมาจาก “เมืองขึ้น”)

ปลายสิงหาคม พ.ศ.2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินล้ำแดนเข้ามาทางจังหวัดตราดลึกถึง 5 กิโลเมตร

28 พฤศจิกายน พ.ศ.2483 ส่งเครื่องบินรบ 5 ลำ เข้ามาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินรบขึ้นไปสกัดเหนือน่านฟ้าไทย

สงครามต้องเกิด…สยามห้าวหาญเต็มพิกัด

5 มกราคม พ.ศ.2484 กองทัพไทยเคลื่อนกองทัพบุกเข้าไปในเขมรและลาว มุ่งยึดดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

กองพลพายัพ ยึดได้แคว้นหลวงพระบาง ฝั่งขวาห้วยทราย ตรงข้ามเชียงแสน มีเมืองปากลาย หงสา เชียงฮ่อน

กองทัพอีสาน กองพลอุบลยึดได้แคว้นจำปาสัก กองพลสุรินทร์ยึดได้เมืองสำโรงจงกัล ทางจังหวัด เสียมราฐ กองทัพบูรพา ยึดได้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของศรีโสภณ

กองพลจันทบุรี ยึดได้บ้านกุบเรียง และบ้านห้วยเขมร ทางด้านทิศตะวันตกของบ่อไพลิน และพระตะบอง

17 มกราคม พ.ศ.2484 เรือรบไทยกับฝรั่งเศสยิงกันใน “ยุทธนาวีเกาะช้าง” จังหวัดตราด เพราะฝรั่งเศสส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีนเข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วยความมุ่งหมายที่จะระดมยิงหัวเมืองชายทะเลทางภาคตะวันออกของไทย

นาวาเอกหลวงพร้อม วีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรี สละชีพอย่างกล้าหาญในยุทธนาวีครั้งนี้

เรือรบฝรั่งเศสต้องการกดดันให้กำลังทหารของไทยที่รุกข้ามชายแดนไปในลาว เขมร ต้องถอนกำลังกลับมา เรือรบของฝรั่งเศส 7 ลำ ฝ่ายไทยเสียเรือรบทั้ง 3 ลำ (เรือหลวงธนบุรี และเรือตอร์ปิโดอีก 2 ลำ) เรือรบฝรั่งเศสได้รับความเสียหาย จึงล่าถอยกลับไป

24 มกราคม พ.ศ.2484 ลูกทัพฟ้าไทย…บินไปถล่มสนามบินฝรั่งเศสที่นครวัด

28 มกราคม พ.ศ.2484 ไปถล่มซ้ำ เป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย

นี่คือการทำสงครามที่เรียกว่า “รบร่วม” บก เรือ อากาศ ตำรวจ รวมถึงอาสาสมัคร เป็นครั้งแรก …เป็นเหตุผลที่ต้องตั้ง “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ที่บัญชาการรบให้เป็นเอกภาพ

สงครามดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด…เพื่อทวงดินแดนคืน

มหาอำนาจญี่ปุ่น ที่มีกำลังทหารมหาศาลอยู่ในเวียดนาม (เป็นมิตรสนิทกับสยาม) ขอยื่นมือมาไกล่เกลี่ยให้หยุดยิง

28 มกราคม พ.ศ.2484 บรรลุข้อตกลง

31 มกราคม พ.ศ.2484 มีพิธี “ลงนามหยุด” ยิงบนเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่นชื่อ “นาโตริ” หน้าอ่าวเมืองไซ่ง่อน (ปัจจุบัน คือนครโฮจิมินห์ ของเวียดนาม)

ทหาร 3 เหล่าทัพ ตำรวจ และพลเรือน ของสยามเสียชีวิตในสนามรบ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ประชาชนสรรเสริญทั่วแผ่นดิน

จอมพล ป. สั่งให้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อยกย่อง เทิดทูน ให้เกียรติทหารหาญและอาสาสมัครที่เสียชีวิตจากสงคราม ให้เป็นที่บรรจุอัฐิของทหาร มีคณะกรรมการออกแบบ นำโดย ม.ล.ปุ่ม มาลากุล รวมไปถึง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (ชาวอิตาเลียนที่มารับราชการในสยาม เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร) และทีมงาน

รูปร่างอนุสาวรีย์เป็น “รูปดาบปลายปืน” ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร จำนวน 5 เล่มประกอบรวมกัน นัยยะ คือ การต่อสู้อันแหลมคมทั้งปัญญาและอาวุธ จัดตั้งเป็นกลีบแบบรูปมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นด้านบน ส่วนคมของดาบหันออก

เป็นแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อตัน พื้นผิวประดับด้วยหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนนั้นใช้ส่วนด้ามตั้งเป็นฐาน อยู่เหนือเพดานห้องโถงใหญ่

ภายในห้องโถงใช้บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิต

ส่วนด้านนอก…มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาด 2 เท่าของตัวคน ประกอบด้วยรูปปั้นนักรบวีรชน 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน

ฐานที่รองรับรูปปั้นทั้ง 5 ประกอบด้วย หินแกรนิต ที่ฐานนี้มีแผ่นจารึกทำด้วยหินอ่อนที่มีในประเทศไทย ส่วนอักษรที่ใช้จารึกหล่อด้วยทองแดง เป็นรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากสงคราม

บริเวณรอบอนุสาวรีย์เป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก แท่นฐานอนุสาวรีย์เป็นรูปวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 51 เมตร และจัดให้มีบันไดขึ้นสู่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ด้าน ไปสู่ห้องโถงใหญ่

วีรชนที่เสียชีวิตจากการรบสยาม-ฝรั่งเศส ยอด 59 นาย

ในช่วงแรก…ใช้บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตจากสงครามสยาม-ฝรั่งเศสเท่านั้น …ต่อมาถูกใช้บรรจุอัฐิเพิ่มเติม จากสงครามเกาหลี เวียดนาม การปราบปราม ผกค.ในประเทศ

เมื่อมีการนำอัฐิและจารึกชื่อผู้เสียชีวิตจากหลายสมรภูมิมารวมกัน ยอดรายชื่อเพิ่มขึ้น รวมถึงด้านนอกที่เสียชีวิตตั้งแต่ พ.ศ.2483-2497 อีกจำนวน 807 ชื่อ
(ข้อมูลยอดรายชื่อ สมรภูมิ ยังไม่ชัดเจน : ผู้เขียน)

1 ก.พ.66 ผู้เขียนในฐานะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขออนุญาตเข้าไปเยี่ยมชมภายในที่บรรจุอัฐิของทหารหาญ (เป็นครั้งแรกในชีวิต) เพราะ “อนุสาวรีย์เป็นพื้นที่ในเขตราชเทวี ตัวอนุสาวรีย์อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักผังเมืองและการวางแผน กทม. ส่วนต้นไม้ ต้นหญ้า อยู่ในการดูแลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.”

ตื่นเต้นที่สุด คำอธิษฐานเป็นจริง ได้เข้าไปชมภายในส่วนฐานของอนุสาวรีย์… ผอ.เขตราชเทวีมาตรวจงานก่อนพิธีวันที่ 3 ก.พ.66

ช่องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 5 คูณ 5 นิ้ว เรียงราย พร้อมรายนามของ “วีรบุรุษ” ของแผ่นดิน ข้างในบรรจุอัฐิ มีกระถางน้ำมันขนาดใหญ่ สวยงาม 2 ใบ มีไส้สำหรับจุดไฟแบบตะเกียง แต่ไม่ได้ใช้งาน พื้นที่ภายในกำลังถูกตกแต่งด้วยผ้าระบายสำหรับพิธี “วันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์” พร้อมทั้งการทำความสะอาดพื้น

ประดับผ้าระบายสีธงชาติบนรั้วริมถนน ตัดแต่งต้นไม้

สอบถามเจ้าหน้าที่แล้ว…ไม่เคยมีใครมาชม มาเยี่ยม เพราะรั้วที่จะเข้ามา “ปิด” ตลอดเวลา มีเพียงเจ้าหน้าที่มารดน้ำต้นไม้ภายนอก เมื่อมองจากภายในขึ้นไปทางดิ่ง พบว่ามีรอยรั่วของน้ำฝน ฝ้าเพดาน คานคอนกรีต จะต้องได้รับการแก้ไข เพราะการจราจรบนถนนภายนอกสั่นสะเทือนตัวอนุสาวรีย์มาตลอดราว 80 ปี

ข้อมูล ตัวเลข รายชื่อ สมรภูมิรบ ช่องเก็บอัฐิของบรรพบุรุษ ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด …ควรทบทวน จัดระเบียบ เปิดให้ประชาชนเข้าชม…มีรายชื่อทหารที่พอคุ้นเคยเสียชีวิตจากการปราบปราม ผกค.

คนไทยแทบไม่รู้เลยว่า…มีชื่อ คุณทวด คุณปู่ ตัวเองอยู่ในนั้น

ทหารผ่านศึกที่เสียชีวิต ยังมีชีวิต บาดเจ็บ พิการ …มีคุณค่าต่อแผ่นดิน ต่อสังคมไทย ท่านต้องได้รับการยกย่อง เชิดชู ดูแล ตลอดไป…

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image