สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ยุติ’โดย‘ธรรม’อย่างไร

5.02.23 | 09:33 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ยุติ’โดย‘ธรรม’ อย่างไรกรณี อัน หยู ชิง นักท่องเที่ยวไต้หวัน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ยุติ’โดย‘ธรรม’อย่างไร

กรณี อัน หยู ชิง นักท่องเที่ยวไต้หวัน กับกรณี ตะวัน-แบม น่าจะเป็นคนละเรื่อง
แต่จริงแล้วเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกันอย่างน่าพิจารณา

กรณี อัน หยู ชิง อย่างที่ทราบ เกี่ยวเนื่องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า”
บุหรี่ไฟฟ้า ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า เมื่อเทียบกับบุหรี่ธรรมดา
อะไรอันตรายกว่ากัน

แต่บุหรี่ไฟฟ้า กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย “ฉกรรจ์” ไปแล้ว
และความฉกรรจ์นี้ นำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ของคนในกระบวนการยุติธรรม อย่างที่เกิดขึ้นกับ อัน หยู ชิง
หรือแม้จะไม่มีการแสวงหาประโยชน์
แต่แค่ถูกดำเนินคดีไปตามเนื้อผ้า

บุหรี่ไฟฟ้าก็อาจทำให้เราเข้าคุกได้ง่ายๆ

Advertisement

เราไม่อาจเรียกร้องให้มีการใช้ดุลพินิจเพื่อเปรียบเทียบพิษภัยกับบุหรี่ปกติ หรืออาจเลยเถิดไปถึงกัญชาที่วันนี้ผ่อนปรนจนแทบจะเป็นสมุนไพรไปแล้ว
ดังนั้นหากเป็นผู้ต้องหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ทุกข์หนักแน่ๆ
เผลอๆ พลั้งพลาดนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศ นอกจากอาจเจอโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีแล้ว
ยังอาจถูกเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ใช้ดุลพินิจชี้ว่านี่เป็นคดีที่มีโทษหนัก
เลยไม่ให้ประกันตัว ต้องถูกจำคุกระหว่างรอคำตัดสินกันอีกนาน

นี่คือสิ่งที่เรามีสิทธิเผชิญ และชวนให้ตั้งคำถาม

ตั้งคำถาม เช่นเดียวกับ คดีความมั่นคง โดยเฉพาะที่สืบเนื่อง กับมาตรา 112 และ 116
ซึ่งเป็นคดีที่มีโทษหนักมาก
และเปิดให้คนในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำใช้ดุลพินิจได้กว้างขวางด้วย

อย่างที่เราทราบกันดี คดีความมั่นคง ส่วนใหญ่เป็นคดีทางการเมือง ที่หลายกรณีเป็นเรื่องอุดมการณ์ ความคิด จุดยืน ที่แตกต่างกัน
ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความเห็นและจุดยืนนั้นได้
แต่ด้วยสภาพบ้านเมืองที่แตกเป็นหลายขั้ว
และด้วยสังคมที่มีพลวัตรตลอดเวลา เกิดคนรุ่นใหม่ แนวคิดใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ทำให้มุมมองต่อสิ่งที่คนส่วนใหญ่เคยเห็น “ร่วมกัน” เปลี่ยนไป

เกิดการตั้งคำถาม เกิดการเรียกร้องให้ปฏิรูป หรืออาจจะสุดขั้วถึงขั้น “เปลี่ยน”
จึงนำไปสู่การเผชิญหน้าของฝ่ายที่ต้องการให้คงเอาไว้ตามเดิม กับฝ่ายที่ต้องการให้มีการถอดรื้อ

ซึ่งไม่อาจปฏิเสธว่า นี่มิใช่ ความขัดแย้ง

แต่เป็นความขัดแย้งที่ควรจะหาทางออก ประนีประนอม ตามระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสีย 100%
การต่อรองต้องดำเนินไปตลอดเวลา
ไม่อาจใช้วิธีการใด วิธีการหนึ่งอย่างแข็งตัว
เช่นคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ “ว่าไปตามกฎหมาย”

แม้ฟังดูดี แต่ก็สร้างปัญหาไปพร้อมๆ กัน

ฝ่ายที่กุมอำนาจ ที่มองฝ่ายที่เห็นต่างเป็น “ศัตรู” ต้องกำจัดไป
ทำให้การแสดงความเห็น การแสดงออกทางสัญลักษณ์ หรือการชุมนุม ถูกมองว่าเป็นการคุกคาม
ซึ่งก็มีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม กดดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมงัดกฎหมายตั้งแต่เบาสุดไปถึงหนักสุดอย่างมาตรา 112 และ 116 ขึ้นมาใช้กับฝ่ายเห็นต่างอย่างเต็มที่

ทั้งที่ในบางกรณี มีคำถามว่าเข้าข่ายผิด “ร้ายแรง” ขนาดนั่นเลยหรือ
ซึ่งเมื่อตั้งข้อหาฉกรรจ์ไปแล้ว ย่อมกระทบไปทั้งขบวน เช่นการประกันตัว การสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง

ที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเลือกปฏิบัติ นำไปสู่การต่อสู้เพื่อทวงสิทธิพื้นฐานนั้น

กรณีอดข้าวของ “ตะวัน-แบม” ก็มาจากกรณีนี้
แน่นอนมันสะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่จำต้องหาทางออกร่วมกัน
มิเช่นนั้น จะนำไปสู่ภาวะแตกหัก ที่ยากจะกู้คืนได้
และเฉพาะหน้านี้ หวังว่ากรณีเร่งด่วน “ตะวัน-แบม” จะหาทางออก “ร่วมกัน” ได้ก่อน

จากนั้นคง ต้องหาทาง “ยุติ” ปัญหาที่หมักหมม โดย “ธรรม” ต่อไป

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร