หลังโควิด ประเทศเต็มด้วยหนี้สิน เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้มาเพื่อประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประเทศไหนๆ ก็เป็นเช่นนั้น
แต่ที่ยากจะเข้าใจคือ โอกาสที่ประเทศควรจะหารายได้เพื่อมาแก้ปัญหาหนี้สิน หน่วยงานราชการกลับสร้างอุปสรรคเสียเอง
การหารายได้ที่สำคัญทางหนึ่งคือ “ดึงการลงทุน” เข้ามา ซึ่งวิธีนี้เป็นการสร้างรายได้ถาวรทั้งแก่รัฐในเรื่องการจัดเก็บภาษี รวมถึงค่าธรรมเนียมการบริการต่างๆ และประชาชนในรูปของค่าจ้าง ค่าแรง ที่สำคัญคือส่งผลต่อกำลังซื้อที่จะมาหมุนเศรษฐกิจ
ควรอย่างยิ่งที่จะรีบเร่งทำให้เกิดขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนคือ “ความเชื่อมั่น” ในความโปร่งใสของการบริหารราชการ ความพร้อมในการเตรียมสาธารณูปโภคเพื่อรองรับ
ที่การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเวียดนาม ทิ้งไทยเราไม่เห็นฝุ่น เรื่องหนึ่งเกิดจากการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ในเรื่องดังกล่าวที่เหนือกว่า
รัฐบาลโหมประโคมโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ “อีอีซี” เพื่อสร้างการลงทุนด้วยความหวังสูงยิ่งว่าจะเป็นกลไกที่ทำประเทศฟื้นจากวิกฤต
มีมาตรการเอื้อสิทธิประโยชน์มากมายให้กับนักลงทุน
แต่จนป่านนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะประชาสัมพันธ์ให้เห็นภาพสวยหรูเพียงใด แต่สำหรับคนวงในแล้ว อีอีซียังท่วมอยู่ด้วยปัญหาสารพัดที่ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างที่ควรจะเป็น
อุปสรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ทั้งที่หากมองถึงความจำเป็นต้องกระตุ้นแล้วไม่ควรจะให้เกิดขึ้นคือ “ความเชื่อมั่น” อันเกิดจากพฤติกรรมการบริหารจัดการที่สร้างข้อกังขาในเรื่อง “ความโปร่งใส”
เหมือนจะไปได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วติดขัดขับข้องอยู่ด้วยเรื่องราวที่เล่าลือถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังที่สะท้อนการเล่นเกมผลประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ที่ชัดเจนที่สุดเป็น “การจัดการเรื่องน้ำในพื้นที่อีอีซี”
เพราะการบริหารจัดการน้ำเป็นปัญหาหนักของอีอีซี การแก้ปัญหานี้กระทำโดยเปิดประมูลการบริหารจัดการการส่งน้ำในโครงการ
ทุกอย่างผ่านไปตามขั้นตอน โดย “บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด” เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งดำเนินการไปอย่างโปร่งใสทั้งเรื่องคุณสมบัติ และการจ่ายค่าตอบแทนให้ภาครัฐที่ก้าวพ้นความเคลือบแคลงสงสัยในความเหมาะสมออกมา
ทว่าจากวันลงนามตามสัญญาการประมูลเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 จนถึงวันนี้ แทบจะไม่มีความคืบหน้าอะไรในการส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์ให้กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ผู้ชนะการประมูล
เรื่องราวเต็มไปด้วยพฤติกรรมยื้อ ยืดเยื้อไม่ให้มีการปฏิบัติตามสัญญา
สะท้อนถึงความพยายามไม่โปร่งใสในการจัดการงานของหน่วยงานรัฐ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน”
ขนาด “โครงการสาธารณูปโภค” ที่ควรเร่งจัดทำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ของการลงทุนภาคเอกชน ยังไม่สามารถทำให้เกิด “ความเชื่อมั่น” ว่า “ชนะการประมูล” แล้วย่อมสามารถดำเนินการตามสัญญาได้
แล้วโครงการของ “นักลงทุน” โดยเฉพาะที่มาจาก “ต่างประเทศ” จะได้รับความมั่นใจได้อย่างไร ว่าตกลงกันแล้วจะไม่ถูกยื้อให้เกิดความยุ่งยาก เพราะการบริหารจัดการที่พร้อมจะเป็นอุปสรรคให้กับการลงทุนเช่นที่เกิดกับ “โครงการท่อส่งน้ำ” ซึ่งทั้งที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน
การทำตามสัญญาที่ได้ข้อสรุปแล้วยังลากยาวกันอย่างไม่รู้จบสิ้น เหมือนไม่มีคนรับผิดชอบเช่นนี้

