หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเลือกตั้งแ...

การเลือกตั้งและการหาเสียง (ตอนที่ 1) : การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปปี 66

5.02.23 | 12:00 น.

ราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 28 มกราคม 2566 ประกาศพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นับเป็นก้าวแรกของการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปในปีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบ “ประกาศ กกต. ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง” ที่ระบุจำนวนเขตที่แต่ละจังหวัดพึงมี โดยใช้เกณฑ์จำนวนราษฎรของจังหวัดนั้น ๆ โดยเฉลี่ยจำนวนราษฎรประมาณ 165,000 คน มีผู้แทนหนึ่งคน ประกาศ กกต. ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับเมื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดำเนินการลงประกาศ

เมื่อประกาศดังกล่าวได้ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว สำนักงาน กกต. จะส่งการแบ่งเขต 3 แบบไปยังสำนักงาน กกต. จังหวัด ซึ่งมีหน้าที่ประกาศและรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง ผู้เตรียมสมัครรับเลือกตั้ง ตลอดจนประชาชนในจังหวัดนั้น โดยจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน บวกอีก 3 วันสำหรับประมวลความเห็น แล้วเลือกรูปแบบที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด เสนอต่อสำนักงาน กกต. ประมาณวันที่ 14 นับตั้งแต่วันที่ สำนักงาน กกต. จังหวัดได้รับเรื่องจากส่วนกลาง จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประชุมเพื่อมีมติในการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตต่อไป ในเรื่องของเวลา ถ้าเร่งหน่อยการแบ่งเขตก็น่าจะเสร็จได้ภายในประมาณวันที่ 20 กุมภาพันธ์ แต่สำนักงาน กกต. ได้ไปหารือกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเวลาเตรียมการเลือกตั้งก่อนยุบสภา 45 วันนับแต่วันที่ พรป. การเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ วิษณุให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ไม่รู้ว่าจะมีการยุบสภาก่อนหมดวาระหรือไม่ และถ้าจะยุบก็เป็นการตัดสินใจทางการเมือง ส่วนเรื่องการแบ่งเขตและการเตรียมการเลือกตั้งจะใช้เวลากี่วันเป็นเรื่องความสะดวกของสำนักงาน กกต. และเป็นคนละเรื่องกับการยุบสภา

หลายคนคาดว่าจะมีการยุบสภาก่อนหมดวาระ เพราะจะเอื้อให้ ส.ส. ย้ายพรรคได้สะดวกหลังยุบสภา ในกรณีที่สภาอยู่จนครบวาระวันที่ 24 มีนาคม จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน ซึ่งก็คือก่อนวันที่ 6 พฤษภาคม ในกรณีนี้ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคมาแล้วอย่างน้อย 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ก็คือ ส.ส. ต้องลาออกจากพรรคเดิมมาอยู่พรรคใหม่โดยยอมสิ้นสุดการเป็น ส.ส. ก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์โดยประมาณ แต่ในกรณียุบสภา กำหนดเวลาจะเปลี่ยนไป คือจะต้องมีการเลือกตั้งไม่เร็วกว่า 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน ส่วนเงื่อนไขให้ต้องสังกัดพรรคมาแล้วก็ลดหย่อนมาเหลือเพียง 30 วัน ดังนั้น ผู้ที่เตรียมจะย้ายพรรค ก็ลาออกจากพรรคเดิมได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องสูญเสียสมาชิกภาพ ส.ส. ขณะลาออก แถมมีเวลาเหลือสำหรับคิดว่าจะไปอยู่พรรคใหม่พรรคไหนดี หรือจะอยู่พรรคเดิม

วันที่ 14 -15 กุมภาพันธ์เป็นเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้มีการอภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ ประเด็นมีอยู่ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีจะยุบสภาก่อนวันอภิปรายก็คงทำได้ แต่ไม่ควร เพราะจะถูกครหาว่ายุบสภาหนีการอภิปราย อีกทั้งจะเสียโอกาสชี้แจงต่อประชาชนในเรื่องที่ฝ่ายค้านกล่าวหา ถ้าการกล่าวหาไม่มีมูลก็ชี้แจงได้สบาย ๆ ถ้ามีมูลเหมือนกรณีการตั้งด่านรีดไถ ก็รับไปดำเนินการแก้ไข การหนีอภิปรายจะเสียเชิงและเสียโอกาสเปล่า ๆ อีกทั้ง เลขาธิการ กกต. มาอ้อนว่าขอเวลาแบ่งเขตก่อนยุบสภาได้ไหม จึงขอคาดเดาว่า จะไม่มีการยุบสภาก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่จะยุบหลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์สักกี่วัน ย่อมขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของ กกต. ในการแบ่งเขต

การเลือกตั้งปี 2562 ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวคือบัตรที่ใช้เลือก ส.ส. แบ่งเขต จากนั้นจะคำนวณว่าคะแนนรวมทั้งประเทศของผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีเท่าใด แล้วจึงคำนวณจำนวน ส.ส. ในสภาฯของพรรคนั้น ตามสัดส่วนของคะแนนรวมที่ลงให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคนั้น ต่อคะแนนรวมทั้งประเทศของทุกพรรค แต่ระบบเลือกตั้งที่จะใช้ในปีนี้ จะใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ โดยแยกการลงคะแนนออกจากกัน (จึงเรียกว่าระบบคู่ขนาน) บัตรใบหนึ่งใช้เลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตจะได้เป็น ส.ส. และจบอยู่ตรงนั้น ส่วนบัตรอีกใบหนึ่งใช้เลือกพรรคการเมือง ทำให้พรรคได้คะแนนจากบัตรที่สองนี้จากทุกเขต ไม่ว่าจะส่งผู้สมัครลงเพียงหนึ่งเขตหรือทุกเขตก็ไม่สำคัญ กกต. จะคำนวณว่าคะแนนรวมทั้งประเทศจากบัตรที่สองของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีเท่าใด แล้วจึงคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคนั้น ตามสัดส่วนของคะแนนรวมจากบัตรที่สองของพรรคนั้นต่อคะแนนรวมทั้งประเทศของทุกพรรค

Advertisement

ลองมาคาดคะเนดูว่า ถ้าจะให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน จะต้องได้รับคะแนนจากบัตรที่สองที่เป็นบัตรดีจำนวนเท่าไร ในปี 2564 จำนวนราษฎรมีประมาณ 65.2 ล้านคน และจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 52 ล้านคน ในปี 2566 จำนวนราษฎรมีประมาณ 66.1 ล้านคน โดยใช้บัญญัติไตรยางค์ คาดคะเนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี 2566 มีประมาณ 52.7 ล้านคน ในปี 2562 มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน ประมาณ 66 % และมีบัตรเสีย 5.6 % ในปีนี้ คาดว่าการใช้บัตรสองใบจะทำให้จำนวนบัตรเสียลดลง เช่น เหลือประมาณ 4% จึงคาดคะเนว่าจำนวนบัตรดีในปีนี้ จะมีประมาณ 62% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประมาณ 0.62 x 52.7 = 32.7 ล้านใบ เนื่องจากจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อมี 100 คน คะแนนของพรรคการเมืองเพื่อให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน คือ1 % ของบัตรดีทั้งหมด หรือของ 32.7 ล้านใบ เช่น ถ้ามีบัตรดีที่เลือก พรรค ก. ประมาณ 3.27 แสนใบ พรรค ก. จะมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน ถ้ามีบัตรดีเลือก พรรค ข. จำนวน 3.27 ล้านใบ พรรค ข. จะมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 10 คน เป็นต้น

มีผู้แสดงความเห็นว่าควรยุบสภาหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อให้เวลาพรรคเล็กสรรหาผู้สมัคร อันที่จริงพรรคการเมืองจะเล็กหรือใหญ่ก็น่าจะใช้เวลาพอ ๆ กัน พรรคเล็กคงเลือกส่งผู้สมัครเพียงบางเขตที่หวังว่ามีโอกาสชนะในเขตนั้น ๆ แล้วรณรงค์ด้านนโยบายของพรรค ตลอดจนด้านความมีชื่อเสียงของหัวหน้าและทีมงานของพรรค โดยหวังได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อบ้าง ดังนั้น ไม่น่าเป็นห่วงพรรคเล็ก การสรรหาผู้สมัครที่พรรคเล็กกระทำเพียงบางเขตคงไม่ยากนัก อีกทั้งกระบวนการสรรหา ก็ง่ายลงกว่าในปี 2562 คือไม่ใช่ให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบรรดาผู้เสนอตนเป็นผู้สมัครหลายตน ซึ่งอาจมีการขนคนไปลงคะแนน แต่คราวนี้เป็นเพียงการลงความเห็นว่า ยอมรับว่าที่ผู้สมัครที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาหรือไม่ และสุดท้าย คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะส่งใครลงสมัคร

ผมนึกอยู่ว่าพรรคใหญ่จะมีงานการเตรียมตัวมากกว่า ที่สำคัญประการหนึ่งคือการระดมทุน สมมุติว่า กกต. กำหนดให้ผู้สมัครคนหนึ่งใช้เงินในการหาเสียงได้ไม่เกิน 1.7 ล้านบาท และในส่วนการหาเสียงเฉพาะของพรรคให้ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 40 ล้านบาท ถ้าพรรคใหญ่พรรคหนึ่งต้องการส่งผู้สมัคร 400 คนให้ครบทุกเขต และจะออกเงินให้ผู้สมัครทุกคนใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ประหนึ่งว่ามาอยู่พรรคนี้ไม่ต้องควักกระเป๋าเอง พรรคใหญ่พรรคนี้ต้องระดมทุนเท่ากับ 1.7 x 400 + 40 = 720 ล้านบาท ขอแสดงความยินดีกับพรรค พปชร. ที่ออกระดมทุนก่อน และตามข่าวว่ามีรายได้แล้ว 510 ล้านบาทจากการจัดปาร์ตี้ในวันที่ 30 มกราคมเพียงวันเดียว พรรคที่มีขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ก็ต้องพยายามระดมทุนแต่เนิ่น ๆ โดยคำนึงถึงจำนวนผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ตั้งใจจะส่งลงสมัคร เพื่อมิให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเกินไป ดังนั้น ไม่ว่าพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงมากนักในเรื่องการเตรียมตัว

ถ้าประเด็นเรื่องจำนวนราษฎรที่ใช้กำหนดเขตเลือกตั้งว่าจะรวมราษฎรในทะเบียนที่ไม่ถือสัญชาติไทยหรือไม่นั้น มีข้อยุติโดยไว การยุบสภาอาจมีขึ้นในประมาณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อนับไปอีก 54 วัน ก็จะได้วันเลือกตั้งที่ตรงกับวันอาทิตย์ คือวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน ถ้าจะเผื่อเหลือเผื่อขาดและเลือกวันที่ 2 หรือ 3 มีนาคมเป็นวันยุบสภา การเลือกตั้งทั่วไปคงจะมีในวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน ซึ่งติดกับวันแรงงานพอดี

โคทม อารียา