‘มาร์กอส จูเนียร์’พบ‘สี จิ้นผิง’
ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี
การเยือนจีนของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ มีความชัดเจนยิ่งว่าเพื่อฟื้นฟูและกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี โดยให้เกิดความสมดุลในทางการทูต
“มาร์กอส จูเนียร์” ไม่กลับบ้านมือเปล่า เพราะจีนให้คำมั่นว่าจะไปลงทุนที่ฟิลิปปินส์เป็นจำนวนประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ จีนยังอนุญาตให้เปิดช่องทางสื่อสารระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสองฝ่าย สนทนาเจรจาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงการพิพาทหรือปะทะกัน
ช่องทางสื่อสารดังกล่าว ในอดีตเรียกกันว่า “Hotline” (สายด่วน) ตามประเพณีมีไว้เฉพาะประมุขของประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อการสื่อสารในประเด็นสำคัญหรือกรณีเร่งด่วน
เมื่อสามทศวรรษก่อน เคยมีนายกรัฐมนตรีในแถบนี้เสนอต่อรัฐบาลสหรัฐขอเปิด “สายด่วน” กรณีไม่ต่างไปจากหนูกับราชสีห์ เพราะไม่คู่ควร และย้อนแย้งต่อประเพณีการใช้สายด่วน รัฐบาลสหรัฐจึงตอบมาว่า ให้ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นการปฏิเสธทางอ้อม เป็นการให้เกียรติและรักษาหน้าตา
การที่จีนให้เปิด “สายด่วน” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูง และมีเจตนาสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้
การที่ “มาร์กอส จูเนียร์” เยือนจีน และเป็นอาคันตุกะของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงครั้งนี้ สังคมโลกมองว่า เป็นการส่งสัญญาณถึงความเป็นมิตรที่ดีของจีน เป็นการปูพื้นสร้างฐานสำหรับความสัมพันธ์ในอนาคต
จากบันทึกประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์จีน-ฟิลิปปินส์เกิดขึ้นนับพันปี ดังนั้น ความจริงใจที่มีต่อกัน การช่วยเหลือซึ่งกันนั้น ย่อมเป็นประเด็นหลักแห่งความสัมพันธ์ของสองประเทศ
“สี จิ้นผิง” กล่าวกับ “มาร์กอส จูเนียร์” ว่า “เมื่อ 48 ปีก่อน บิดาของท่านได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำอาวุโสของจีนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ปฏิบัติการทั้งหลายควรต้องสอดคล้องกับสถานการณ์โลก จึงได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ฟิลิปปินส์ ณ บัดดล เวลาได้ผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ ไม่ว่าสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ว่าการเมืองในฟิลิปปินส์เปลี่ยนแปลงอย่างไร ท่านก็ยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งปณิธานของครอบครัวตลอดไม่แปรเปลี่ยน ทั้งนี้ เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของสองประเทศไปสู่เส้นทางอันเกษม เป็นมิตรภาพอันล้ำค่า”
บิดาของ “มาร์กอส จูเนียร์” คือ “ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส” ระหว่างดำรงตำแหน่ง ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนในปี 1975
ก่อนหน้า 1 ปีคือ 1974 “มาร์กอส จูเนียร์” ในวัย 17 ได้ติดตามมารดาไปเยือนจีนเป็นครั้งแรก โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจาก “เหมา เจ๋อตง” ผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 1 ให้เข้าพบ มีภาพ 1 “มาดามมาร์กอส” ควงแขนซ้ายของ “เหมา” ส่วนบุตรควงแขนขวา กล่าวกันว่า “เหมา” น่าจะ“อยู่หมัด” ตั้งแต่บัดนั้น
เพราะถือเป็น “สุดยอดของการทูต”
แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นการปูพื้นสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ภาพดังกล่าวประทับใจอย่างยิ่ง เป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่น ไปหาที่ไหนก็ไม่ได้อีกแล้ว เช่นเดียวกับสายน้ำ
ไม่ว่าคนจีนรุ่นเก่ารุ่นแก่ ล้วนจำภาพที่ “แม่ลูกควงแขนเหมา” ได้อย่างดี แม้เวลาผันผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ยังอยู่ในความทรงจำของคนจีนมิเสื่อมคลายกลับเข้มข้น เข้มข้นเพราะ “มาร์กอส จูเนียร์” เป็นประมุขต่างประเทศคนแรกและคนเดียวในโลกที่ได้มีโอกาสเข้าพบกับเหมา ถ่ายรูปกับเหมา และจับมือกับเหมา ฯลฯ
ระหว่างการสนทนา “มาร์กอส จูเนียร์” กล่าวตอบ “สี จิ้นผิง” ว่า “ข้าพเจ้าดีใจที่ได้มาเยือนจีนครั้งนี้ เป็นการรอคอยมานานแล้ว หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นการยืนยันต่อสังคมโลกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ ทั้งสองฝ่ายต่างได้เล็งเห็นความสำคัญแห่งสัมพันธภาพ จึงพยายามช่วยกันส่งเสริมผลักดันให้สูงขึ้นไปอีก แม้ความสัมพันธ์ทางการทูตดำรงมาเพียง 48 ปี แต่มิตรภาพของสองประเทศได้ก้าวข้าม 1 พันปีแล้ว อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพิธีสถาปนาทางการทูตระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ในอดีต วันนี้ข้าพเจ้าจักต้องทำหน้าที่สืบสานปณิธานของบรรพบุรุษอันเกี่ยวกับประเพณีแห่งมิตรภาพของสองประเทศตลอดไป ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นจักทำการสื่อสารกับ ฯพณฯ อย่างแนบแน่น ธำรงไว้ซึ่งความร่วมมือแบบครอบคลุม และให้ถือเป็นการเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อนำมาซึ่งความผาสุกของประชาชนสองประเทศ และมั่นใจว่าไม่มีอะไรสามารถขวางกั้นการพัฒนามิตรภาพจีน-ฟิลิปปินส์ได้สำเร็จ”
การที่ได้เปิด “สายด่วน” กับจีนอันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการรักษาความปลอดภัยทางทะเลของฟิลิปปินส์กับจีนนั้น จีนถือเป็นประเทศที่ 3 ก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์ได้เปิดใช้ “สายด่วน” กับสหรัฐและญี่ปุ่นก่อนแล้ว
การเยือนจีนครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของ 2 ประเทศต่างได้ให้ความสนใจถึงแถลงการณ์ร่วมในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 1975 ซึ่งหมายความรวมถึงการแก้ปัญหาทั้งหลายโดยสันติวิธี ต่างเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และยึดถือนโยบายจีนเดียวโดยเคร่งครัด
หากจะกล่าวถึงผลประโยชน์ร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ คือ
ปี 2021 ประเทศจีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ และเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ จีนยังให้คำมั่นจะนำเข้าซึ่งสินค้าจากฟิลิปปินส์ให้มากขึ้นอีก ซึ่งได้แก่ สินค้าทางการเกษตร เช่น ทุเรียน มังคุดและผลไม้อื่น เป็นต้น
แม้ “มาร์กอส จูเนียร์” เป็น “เพลย์บอย” มาก่อน แต่เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รับตำแหน่งประมุขของประเทศเสมอกับบิดาในกาลอดีต ก็มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เอางานเอาการ ไปเยือนจีน มิใช่ไปเพื่อ “จับมือ ชนแก้ว ถ่ายรูป” แล้วกลับบ้าน หากไปเจริญไมตรีกับ “เจ้าจำนำ” ได้ออเดอร์จำนวนมหาศาล ได้ประโยชน์อเนกอนันต์
ทั้งนี้ ก็เพราะ “มาร์กอส จูเนียร์” มีความสำเหนียกในหน้าที่ และมีความรักชาติ รักแผ่นดิน
มิใช่ “รักตำแหน่ง” เหมือนบางคน และที่น่าชื่นชมที่สุดคือ เมื่อ “มาร์กอส จูเนียร์” พบกับ “สี จิ้นผิง” ลักษณะท่าทางสง่างาม ดูสบายตา พาสบายใจ อกผายไหล่ผึ่ง ไม่มีลักษณ์เหมือน Nobody (บ่มิไก๊) และก็ไม่ทำตัวพินอบพิเทาจนเกินความจำเป็นต่อ “สี จิ้นผิง” เสมือนกับเป็น “เตี่ย”
อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ยกระดับขึ้นเป็นที่น่าพอใจ
แต่ความเป็นพันธมิตรระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐซึ่งดำรงมาเป็นเวลายาวนานนั้น อนุมานว่ามิได้รับความสั่นคลอน และยังคงอยู่ยืนโยงยาม

