บทนำ : เคลียร์เหมาเข่ง
สำนักงาน กกต.ออกเอกสารชี้แจง เรื่องการนำจำนวนราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยมาใช้ในการคำนวณเพื่อกำหนดจำนวน ส.ส.และการแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบุว่า การกำหนดจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขต ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 86 ที่บัญญัติให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง
ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 45 บัญญัติให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง รวบรวมรายงานยอดจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรที่มีอยู่ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ล่วงมา และผู้อำนวยการได้ประกาศจำนวนเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ทั้งบุคคลที่มีสัญชาติไทย และบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น การแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.และกำหนดจำนวน ส.ส. จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร
การออกเอกสารชี้แจงข้างต้น มีขึ้นหลังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ กกต.กำลังแบ่งเขต แต่ได้เสนอแนะไปว่า เป็นห่วงเรื่องคนต่างด้าวแต่ละพื้นที่ว่าจะรวมเป็นประชากรในเขตด้วยหรือไม่ ซึ่ง กกต.แจ้งว่าที่ผ่านมาได้รวมประชากรแรงงานต่างด้าวในเขตนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องใช้จำนวนราษฎรตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประกาศนั้นรวมต่างด้าวไว้ด้วย ทั้งที่ความจริงแยกได้ เป็นคนไทยล้วน กับคนต่างด้าว ซึ่งขอให้ กกต.ขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญเอาเองว่าจะต้องรวมหรือไม่รวม พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่าจะไปนับด้วยทำไม
ประเด็นปัญหา ข้อถกเถียง เรื่องรวมราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทย ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการรวม วิตกว่า หาก กกต.ยืนกรานชอบด้วยกฎหมาย และเคยทำมาแล้วเมื่อมี 2562 โดยที่ไม่มีผู้ใดติดใจ ยื่นร้องขอให้วินิจฉัย แต่ครั้งนี้เมื่อมีคนทักท้วง และเห็นถึงข้อสุ่มเสี่ยงเกิดปัญหา 5-6 จังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.เกิน และขาด หากมีผู้ยื่นร้องต่อศาล อาจทำให้เกิดเป็นผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีความเสียหายตามมา การหาหลักประกันความถูกต้อง น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
นักวิชาการบางคนมองกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องแปลก และมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับรองนายกฯ นั่นคือ ขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคำว่าราษฎรนั้น หมายถึงราษฎรที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น หรือรวมถึงราษฎรที่ไม่ได้สัญชาติไทยด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจน การยึดเอาว่า ปี 2562 เคยดำเนินการและไม่มีผู้ทักท้วง ไม่ใช่คำตอบอันปราศจากสิ้นข้อสงสัย ฉะนั้น กกต.ไม่ควรมองข้ามข้อห่วงใย และควรพิจารณาทบทวน การนำเข้าสู่กระบวนการตัดสิน ความถูก-ผิดจะดีกว่าหรือไม่ อย่างน้อยก็เพื่อสร้างบรรทัดฐาน วัคซีนป้องกันมิให้เกิดเป็นผลกระทบต่อการเลือกตั้ง

