อิงเง่ ซาร์เจนท์ (Inge Sargent) หรือสกุลเดิม เอเบอร์ฮาร์ด (Eberhard) พบกับเจ้าจาแสง (Sao Kya Seng) เจ้าฟ้าหรือซอบวา (Sawbwa) แห่งเมืองสีป่อในรัฐฉานตอนเหนือ ในขณะที่ทั้งสองกำลังศึกษาอยู่ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางกลับไปรัฐฉาน อิงเง่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้านางสุจันทรี (Sao Nang Su Sandi) มหาเทวีแห่งเมืองสีป่อ และมีบุตรกับเจ้าจาแสง 2 องค์ ได้แก่ เจ้ามายารี และเจ้าเกนนารี
หลังเจ้านางสุจันทรีและเจ้าจาแสงกลับรัฐฉานได้เกือบ 10 ปี นายพลเน วิน ก็ก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลพลเรือนของอู นุ ตลอดยุคอาณานิคม แม้อังกฤษจะปกครองรัฐฉานในฐานะส่วนหนึ่งของ “บริติช เบอร์ม่า” แต่เจ้าฟ้าทุกเมืองในรัฐฉานมีอิสระและเจ้ามหาชีวิตในแต่ละเมืองก็มีอำนาจปกครองราษฎรของตนเอง เมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้ว รัฐบาลพม่าก็ปกครองรัฐฉานแต่เพียงหลวมๆ เจ้าจาแสงเลือกเรียนวิศวกรรมเหมืองแร่เพราะต้องการกลับไปพัฒนาสีป่อ ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติประเภทสินแร่อุดมสมบูรณ์ และยังต้องการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พื้นที่ในหอเจ้าฟ้าหรือพระราชวังบางส่วนถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโกดังรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร
นอกจากความตั้งใจของเจ้าจาแสงที่จะส่งเสริมความกินดีอยู่ดีภายในเมืองของตนแล้ว ท่านยังเป็นคนเถรตรงเป็นพิเศษ และมีนโยบายปราบปรามข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชั่น อีกทั้งปราบปรามบ่อนการพนันอย่างจริงจัง เมื่อเจ้าจาแสงขึ้นครองราชย์ เน วินขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว และตามประวัติของผู้นำคนนี้กล่าวไว้ว่าเขาคือผู้ที่ลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกพม่าได้ หรือตีความอีกแบบได้ว่าพื้นที่ของสหภาพพม่าทั้งหมดย่อมเป็นเขตอิทธิพลของคน “บะหม่า” หรือคนพม่าแท้ นอกจากนี้ กองทัพของเขายังมีหน้าที่สอดส่องดูแลเพื่อไม่ให้ใครลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจนำของคนบะหม่าได้
ความโดดเด่นของเจ้าจาแสงทำให้กองทัพพม่าเริ่มไม่ไว้ใจ มีเรื่องเล่าว่า เน วิน เคยส่งจดหมายแจ้งไปถึงเจ้าจาแสงว่าจะเดินทางผ่านเมืองสีป่อ แต่แทนที่จะแวะเพื่อทักทายอย่างที่ควรจะเป็น กลับปล่อยให้เจ้าฟ้าเมืองสีป่อต้องรอรับอยู่ข้างทางพร้อมกับประชาชนเมืองสีป่ออีกจำนวนหนึ่ง เพียงเพราะเน วิน อยากแสดงให้เจ้าฟ้าฉานผู้นี้เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ปกครองพม่าที่แท้จริง
เจ้าฟ้าหลายองค์ในรัฐฉานมีบทบาทนำในการเจรจากับรัฐบาลพม่าในยุคที่นายพลออง ซาน ยังมีชีวิตอยู่ และเคยร่วมลงนามในข้อตกลงปางหลวงมาตั้งแต่ปี 1947 เนื้อหาหลักในข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งยังมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงจวบจนปัจจุบัน คือเมื่อพม่าได้รับเอกราชไปแล้ว 10 ปี รัฐของกลุ่มชาติพันธุ์บางรัฐ รวมทั้งรัฐฉาน จะได้รับสิทธิให้แยกตัวออกไปได้ เมื่อรัฐบาลพลเรือนของอู นุ เข้ามารับตำแหน่งหลังพม่าได้รับเอกราชแล้ว ข้อตกลงนี้เป็นเหมือนสัญญาใจที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างชาวฉานพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลพม่าไว้ และอู นุ เองก็ประสงค์จะให้รัฐฉาน ฉิ่น และกะฉิ่น แยกตัวออกไปอยู่แล้ว แต่แนวคิดการแบ่งสหภาพนี้ขัดกับปรัชญาหลักของกองทัพที่มุ่งรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสหภาพพม่า และกำจัดใครก็ตามที่มุ่งให้สหภาพต้องแตกสลาย
แนวคิดการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพเป็นสาเหตุหลักให้เกิดรัฐประหารในต้นปี 1962 เมื่อเน วิน ยึดอำนาจแล้ว สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือการควบคุมตัวผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์คนสำคัญๆ ไว้ แน่นอนว่าเป้าหมายหลักอยู่ที่เจ้าฟ้าใหญ่น้อยในรัฐฉาน ที่ยังคงมีอำนาจและมีความสำคัญในเชิงจิตวิญญาณกับประชาชนในรัฐฉาน ทั้งเจ้าจาแสง และเจ้าฉ่วยแต้ก เจ้าฟ้าเมืองยองห้วย (Yawnghwe) ที่ควบตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหภาพ ก็ถูกจับกุมและถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกองกำลังต่อต้านกองทัพพม่าในรัฐฉาน และวางแผนให้รัฐฉานแยกตัวออกจากพม่า เจ้าจาแสงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและถูกคนในกองทัพพม่าสังหารในระหว่างถูกควบคุมตัว
หลายเดือนต่อมา อิงเง่ส่งจดหมายไปถามกองทัพว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กองทัพไม่เคยออกมา ยอมรับว่าสังหารเจ้าฟ้าเมืองสีป่อ หลายคนที่มีโอกาสพบเจ้าจาแสงในเรือนจำติดต่ออิงเง่แบบลับๆ เธอยังได้รับจดหมายลายมือเจ้าจาแสงฉบับหนึ่งที่ทหารพม่านายหนึ่งแอบซ่อนนำออกมาจากเรือนจำเพื่อมอบให้เธอ ในช่วงแรกๆ หลังเกิดรัฐประหาร กองทัพควบคุมอิงเง่และบุตรสาวทั้ง 2 คนไว้ แต่ในที่สุดก็ปล่อยตัวออกไปและยินยอมให้ครอบครัวของเจ้าจาแสงเดินทางกลับออสเตรีย ก่อนจะกลับไปลงหลักปักฐานที่สหรัฐอเมริกาอย่างถาวร
เรื่องราวของอิงเง่ ซาร์เจนท์ และความอยุติธรรมที่เธอและครอบครัวได้รับจากระบอบเผด็จการทหารถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ Twilight over Burma หรือในชื่อภาษาไทยว่า “สิ้นแสงฉาน” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2001 โดยสำนักพิมพ์มติชน (ปัจจุบันตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 20 แล้ว) และต่อมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แม้เจ้าจาแสงจะสิ้นไปหลายสิบปี และอิงเง่ ซาร์เจนท์ เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ครอบครัวของเธอยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ อิงเง่เรียกร้องไปถึงรัฐบาลพม่าทุกยุค ตั้งแต่ในยุคเผด็จการเต็มใบ ครึ่งใบ หรือในยุครัฐบาลพลเรือน แต่ก็ไม่มีผู้นำในรัฐบาลใดที่อยากกลับไปขุดคุ้ยเรื่องการบังคับให้สูญหายในยุคเผด็จการทหาร เพราะหากจะทำกันจริงๆ คงมีครอบครัวหลายร้อยหลายพันครอบครัวที่ออกมาเรียกร้องในลักษณะเดียวกัน
แม้เรื่องราวของเจ้าจาแสงและอิงเง่ ซาร์เจนท์ จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ก็เป็นที่รู้จักกันในนามตำนานและโศกนาฏกรรมความรักของบุคคลทั้งสองมากกว่าการตั้งคำถามที่ส่งตรงไปถึงรัฐบาลพม่า จริงอยู่เรื่องอาจผ่านมาหลายสิบปีแล้ว และคงไม่มีใครที่อยู่ในเหตุการณ์สังหารเจ้าจาแสงหลงเหลือมาในปัจจุบันแล้ว แต่กองทัพพม่าควรออกมาแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้ควบคุมตัวเจ้าจาแสงและนักโทษการเมืองในยุคนั้นทั้งหมด รวมทั้งออกมายอมรับความผิดพลาดของตนเองในอดีต และยังควรอุทิศพื้นที่บางส่วนตั้งแต่อนุสรณ์สถานให้เจ้าจาแสงและนักโทษการเมืองจากรัฐฉานทั้งหมดที่ไม่ได้รับความยุติธรรมในยุคเผด็จการทหาร แต่ก็คงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยในสภาวะของการลอยนวลพ้นผิดที่เป็นอยู่นี้

