หน้าแรก คอลัมนิสต์ เสียงร่ำร้อง‘...

เสียงร่ำร้อง‘ปฏิรูปตำรวจ’ ภาพลักษณ์ทรุด-ศรัทธาเสื่อม

12.02.23 | 12:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีเสียงเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจเนื่องจากภาพลักษณ์ของวงการตำรวจในยุคที่ประชาชนเสื่อมศรัทธาสูงสุด หลังมีกระแสข่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์และปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดความน่าเชื่อถือ ปกป้องพวกพ้อง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชน
และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

จากที่มีกระแสข่าวการตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจ ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการ 6 คณะ และสุดท้ายก็ไม่ปฏิรูป ทำเพียงแค่เล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นหลักคือ “อำนาจการสอบสวน” เพราะเราบอกว่าส่วนหนึ่งที่เราทำได้ คือสืบสวนว่าใครทำความผิด และจับกุม แต่ฝ่ายสอบสวนก็ต้องแบ่งหน้าที่กัน หลายแห่งก็จะให้ทางอัยการเป็นหลักและให้ตำรวจเป็นผู้ช่วย บางแห่งอาจจะให้นายอำเภอเป็นหลัก และให้ตำรวจเป็นผู้ช่วย คือไล่จับกุมแล้วสอบสวนเองซึ่งก็จะให้อำนาจมากเกินไป และอย่างไรก็ผิด เพราะผมจับคุณแล้วคุณบอกไม่ผิดได้อย่างไร ตรงนี้ผมถือเป็นสาระสำคัญที่ตำรวจไม่ยอมปล่อยอำนาจสอบสวน คือพอมีอำนาจสืบสวนสอบสวนแล้ว ก็รวมศูนย์ เหมือนกับทั่วๆ ไป คืออำนาจมากก็ฉ้อฉลมาก หรือ Absolute Power Corrupts Absolutely

ที่มาของปัญหาต่างๆ คือ เราไม่ได้จัดโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมในลักษณะที่อำนาจไม่รวมศูนย์ สอบสวนกับสืบสวนแยกกันในระดับหนึ่ง และไม่มารวมศูนย์อยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจ (ผบ.ตร.) เหมือนกับเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง ใครๆ ก็อยากเป็น ผบ.ตร. และคนที่จะเป็นในตำแหน่งนี้ โดยมีที่มาอย่างสง่าผ่าเผยก็เป็นเรื่องยาก

Advertisement

ส่วนพรรคการเมือง ควรจะเสนอเรื่องการปฏิรูปตำรวจหรือไม่นั้น เรื่องนี้คิดว่าเสนอก็ได้ ลองคิดดูว่าเรื่องการรัฐประหารครั้งก่อน ปี 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งเข็มเลยว่าจะปฏิรูป แต่ไม่สำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาในการรัฐประหารปี 2557 พยายามเขียนในรัฐธรรมนูญโดยใส่ข้อเหล่านั้น รวมถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรืออะไรต่างๆ ก็แล้ว ซึ่งไม่ยอมรับว่าไม่ได้ผล พอมาถึงจุดนี้ผมได้ยินเขาเล่าว่าผู้มีอำนาจก็พึ่งอำนาจ คือพอตำรวจยอมอ่อนข้อให้ ฝ่ายรัฐบาลก็ขอให้ทำนู่นทำนี่ บางส่วนก็ยอม ในทางกลับกันตำรวจก็บอกรัฐบาลว่า อย่าเพิ่งปฏิรูปอะไรมากนักเลย รัฐบาลก็ยอม ทำให้ไปต่อไม่ได้

คราวนี้ถ้าคุณหรือพรรคการเมืองจะปฏิรูป เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็เหมือนการลดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด หรือลดอำนาจของตำรวจ ด้านผู้มีอำนาจเบื้องสูงเขาก็อยากจะเก็บอำนาจนั้นไว้ด้วย ถ้ากระจายออกไปเขาอาจรู้สึกว่ามือไม้เขานั้นไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม จากที่สั่งผ่านกระทรวงมหาดไทย สั่งผ่านไปถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านได้เลย เด็ดขาดมาก หากตำรวจจะตกลงกับฝ่ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็คล้ายๆ กับเป็นแขนเป็นขา เป็นมือเป็นไม้ให้แก่อำนาจรวมศูนย์ทางการเมือง ฉะนั้น ถ้าอำนาจทางการเมืองที่บอกว่าจะปฏิรูป ก็อยากจะดูว่าจริงจังแค่ไหน เพราะถ้าไปลูบหน้าปะจมูกแบบเดิมก็ไม่เกิดผล สัญญาไว้ก็ไม่เกิดผล ไม่สัญญาก็ไม่เกิดผล สู้ไม่ต้องพูดมากก็ได้ ทำเลย เพราะถ้ารู้ปัญหาแล้วทำ ก็ได้ผล

นอกจากนี้ ล่าสุดคณะกรรมการที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นประธาน ก็ได้ร่างกฎหมายมา 2 ฉบับ รัฐบาลก็ส่งให้ตำรวจพิจารณา เขาก็ไปแก้ฉบับแรกจนกระทั่งแทบจะไม่เป็นการปฏิรูปแล้ว ในฉบับที่ 2 ที่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจสอบสวน เขาก็บอกให้ปัดตกไป รัฐบาลก็ปัดตกตามคำขอ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้นำร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการล่าสุดของนายมีชัย นำเข้าสู่รัฐสภาเลย ไม่ต้องส่งไปให้ตำรวจพิจารณาอีกแล้ว เนื่องจากพิจารณามาตั้งแต่ต้นจนปลายแล้ว ก็ปฏิรูปตามนั้นไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคการเมือง ไม่สำคัญเท่ากับพรรคการเมืองที่ร่วมเป็นรัฐบาล ซึ่งไม่ต้องผลักดันอะไรก็มีอำนาจตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นรัฐบาลก็หยิบร่าง 2 ฉบับนี้ส่งเข้าสู่สภา ซึ่งคุณมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ทำเพียงแค่นั้น ผมผลักดันรัฐบาล เพราะผมไม่มีอำนาจ แต่รัฐบาลมีอำนาจอยู่แล้ว แค่ตัดสินใจเดินหรือไม่เดินเท่านั้นเอง

 

ชำนาญ จันทร์เรือง
กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า
และอดีตนักวิชาการอิสระรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์

จากกระแสข่าวเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นมองได้หลายแง่คือ 1.เรื่องโครงสร้างในการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ หรือกรมตำรวจ ซึ่งก็ผิดหลักการแล้วในเรื่องคน ที่ตำรวจเป็นแสนๆ รวมอยู่ตรงกลางที่เดียว และขึ้นกับนายกรัฐมนตรี 2.การจัดโครงสร้างเป็นแบบบังคับบัญชาแบบทหาร มียศ มีชั้น มีอะไรต่างๆ ซึ่งมีได้ แต่ต้องเป็นเรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขพวกนี้ 3.คือเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ ขวัญกำลังใจต่างๆ ตำรวจในประเทศที่เขาเจริญแล้วทั้งหลาย เงินเดือนเขาพอๆ กับผู้พิพากษา อัยการ เพราะเขาอยู่หน้างาน เขาเสี่ยงอันตราย เขามีค่าตอบแทนอะไรที่เพียงพอ ไม่เหมือนบ้านเรา ปืนก็ต้องซื้อเอง รถก็ต้องซื้อเอง น้ำมันเติมเอง ฯลฯ เมื่อตำรวจมีอำนาจอยู่ในมือและค่าตอบแทนน้อย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้เรียกเงิน ซึ่งการเรียกรับเงินมีทุกที่ทุกโรงพัก แต่ถ้าเขามีค่าตอบแทน มีสวัสดิการที่เพียงพอ มีความมั่นคง ไม่ถูกลงโทษ ไม่ถูกโยกย้ายข้ามภาคข้ามจังหวัดเหมือนกับ ว่าที่ พ.ต.อ.กฤศณัฏฐ์ ธนศุภณัฏฐ์ ผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการสืบสวนคดีตุน มิน ลัต จนนำมาฟ้องเป็นคดีได้ แต่ถูกย้ายจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมาเป็นผู้กำกับการ สภ.บ้านเดื่อ จ.ชัยภูมิ

ที่สำคัญคือการปฏิรูปตำรวจนั้น คนที่มีอำนาจอยู่ในมือแท้จริงแล้วคือตั้งแต่สมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้วในการปฏิรูปตำรวจ แต่ก็ยังไม่ทำ ยิ่งมาช่วงนี้ยิ่งทำยาก อีกอย่างหนึ่งคือการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจ คนทำก็ไม่ได้ใช้ คนใช้ก็ไม่ได้ทำ คือไม่ตอบสนองกับความต้องการที่แท้จริง คนใช้คือตำรวจกับประชาชน บางครั้งถามประชาชน ไม่ได้ถามตำรวจ ถามตำรวจก็ไม่ได้ถามประชาชน ไม่ว่าจะออก พ.ร.บ.มาแบบไหนก็ตาม ก็ไม่สอดรับกัน ผลของมันก็ไม่เวิร์ก ที่สำคัญข้อเสนอของผมที่พูดเสมอ คือทำเรื่องการกระจาย
อำนาจ ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ขึ้นกับท้องถิ่นทั้งนั้น เหมือนกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่ระดับ ส่วนกลางเขาก็มี เป็นเอฟบีไอ เป็นกองปราบ ก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องมีความมั่นคง ไม่ถูกโยกย้าย ไม่ถูกเตะออกจากถิ่นที่อยู่ของเขาไป

ทั้งนี้ ในจุดแรกที่ควรแก้ คือ เรื่องโครงสร้าง ค่าตอบแทน และสวัสดิการ ซึ่งก็ต้องเสีย ต้องยอม เพราะคนจะอยู่ได้อย่างไรหากเงินเดือนไม่ถึงหมื่น อย่างเช่น พลตำรวจ ส่วนทางในการแก้ไขนั้นแก้ได้แน่นอน ดูแนวทางประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายว่าเขาทำกันอย่างไร แต่แน่นอน องค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่มีทั้งอำนาจ ทั้งอาวุธ มีทุกที่ อยู่ที่ว่าจะมีมากหรือมีน้อยแค่นั้น ก็ต้องควบคุมให้ดี ตรวจสอบการใช้อำนาจ การถ่วงดุล อย่างไทยเราพยายามถ่วงดุลด้วยการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมา ก็ปรากฏว่าไปร่วมหัวจมท้ายกับเขาอีก

ในส่วนพรรคการเมืองที่จะนำเสนอเรื่องการปฏิรูปตำรวจเป็นอย่างไรบ้างนั้น เรื่องนี้แน่นอนว่าทุกอย่างปกครองด้วยระบบรัฐสภา ด้วยนิติรัฐ ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ 100% ก็ตาม และผู้ที่มีอำนาจสูงสุดคือสภา อย่างไรก็ต้องทำเป็นกฎหมายออกมา เพราะจะนำไปสู่การปฏิรูปหลายอย่าง ทั้งสวัสดิการ โครงสร้าง
การให้อำนาจ การมอบอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุล ต่างๆ ซึ่งต้องผ่านรัฐสภา ออกมาเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป

ส่วนในเรื่องแรงผลักดันในการปฏิรูปตำรวจตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ส่วนตัวว่ายังไม่พอ เพราะเขาไม่จริงใจกัน เขาไม่อยากให้ปฏิรูปมาก เพราะถ้าปฏิรูปมากเขาก็ใช้ตำรวจไม่ได้ หาพรรคพวกเป็นตำรวจไม่ได้ ทางตำรวจมีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง ก็อาจจะไปควบคุมไม่ได้

จากกระแสข่าวที่ออกมาคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโครงสร้างที่อ่อนแอ โครงสร้างที่แย่มากๆ แบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยว่าตำรวจจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่น เรียกรับผลประโยชน์ ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่แปลกใจเพราะโครงสร้างนั้นแย่ ส่วนจะสามารถกู้ความน่าเชื่อถือกลับมาได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้ทุกวงการ คนดีก็มี คนชั่วก็มี แต่ว่าคนดีจริงๆ 100% ก็หายาก เราจะเห็นว่าตำรวจที่มาทำมาหากินทุกอย่างสุจริต ขายของนอกเวลา ทำสวน ขับแท็กซี่ ก็พอมีแต่ก็จะอยู่ยาก เติบโตยาก หนำซ้ำยังมีตั๋วช้าง ตั๋วม้าอะไรอีก และกรณีคนนี้ก็เป็นสายนี้ๆ ก็อยู่ไม่รอด ทั้งๆ ที่อาชีพตำรวจเป็นอาชีพใฝ่ฝันของหลายคน หลายคนมีทั้งอำนาจ ทั้งเครื่องแบบ มียศ มีอะไรทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นจะมีคนลาออกหรือ เพราะเขาอยู่ในระบบไม่ได้ เขาก็ต้องลาออก

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอย่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะมีบทบาทในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องทำเป็นตัวอย่าง มาพูดได้อย่างไรว่าคุณไม่รู้ ไม่มีทาง ไม่มีใครเชื่อว่าคุณไม่รู้ว่ามีบ่อนนี้ คนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้ทำอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รู้ขนาดนี้ก็ต้องออกไปแล้ว ตำรวจไทยเก่งกว่าตำรวจหลาย ประเทศถ้าเขาจะทำ อยู่ที่เขาจะทำหรือไม่แค่นั้นเองอย่างพ่อผมเป็นตำรวจก็ภูมิใจในเครื่องแบบ ในเกียรติยศในศักดิ์ศรี ในการเป็นข้าราชการตำรวจ ผมเป็นข้าราชการมาก่อนก็รู้ เขาเน่าแล้วก็อย่าไปเน่าตามเขา ต้องทำตัวเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี ทำให้คนอื่นเขายกมือไหว้ด้วยความภาคภูมิใจ