หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเลือกตั้งแ...

การเลือกตั้งและการหาเสียง (ตอนที่ 2) : ร่างจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งปี 66 – การเมืองยุคหลังความจริง

12.02.23 | 14:00 น.

ถ้าไม่กังวลเรื่องวันเลือกตั้งและการเตรียมตัวแล้ว ก็ยังต้องเป็นห่วงว่าเขาจะแข่งขันกันอย่างเที่ยงธรรมด้วยน้ำใจนักกีฬาหรือไม่ หรือจะใช้เหลี่ยมคูทุกวิถีทาง โดยลืมเนื้อเพลงที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กว่า “ไม่ชอบเอาเปรียบเฉียบแข่งขัน สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว” ดังนั้น อย่าอ้างแก่ตัวเองว่าถึงอย่างไรต้องได้ชัยชนะ แต่ถ้าต้องโกงเพื่อให้ได้ชัยชนะ จะเหลือเกียรติศักดิ์ใดที่จะมอบไว้แก่ตัว ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเป็นเหมือนผู้ลงแข่งขันกีฬาที่ต้องเล่นตามกติกา โดยมี กกต. เป็นกรรมการในสนาม กกต. เองต้องทำตามกติกาโดยปราศจากอคติลำเอียง โดยคำนึงว่าเดิมพันของการแข่งขันนั้นสูงมาก อย่างไรก็ดี ผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายไม่ใช่ทั้งผู้เล่นและกรรมการ หากเป็นประชาชนที่เป็นเสมือนผู้ชม ถ้าประชาชนไม่สนใจกติกา ไม่ว่าฝ่ายที่ตนเชียร์ทำอะไรก็เห็นเป็นถูกไปหมด การเลือกตั้งก็จะไม่ใช่เสาหลักที่ค้ำจุนเสรีประชาธิปไตยอีกต่อไป หากจะเป็นเครื่องบั่นทอนประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป

ด้วยความห่วงใยในเรื่องความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยจึงอาสาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างนักการเมืองจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนบุคคลจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการจำนวนหนึ่ง เพื่อหารือกันในเรื่อง “จรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 การประชุมดังกล่าวได้ยกร่างจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองที่ลงนามในจรรยาบรรณฯ มีปณิธานที่จะปฏิบัติตามจรรยาบรรณโดยพร้อมเพรียงกันด้วยความสมัครใจ ร่างดังกล่าวเป็นเพียงร่างที่ 1 ที่จะใช้ในการปรึกษาหารือกันต่อไป ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

“พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค ที่ลงนามในจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งฉบับนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติตามหลักการที่เห็นพ้องต้องกัน ดังต่อไปนี้

1) เคารพและปฏิบัติตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และกฎระเบียบที่กำหนดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

2) ไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการซื้อเสียง ไม่ใช้กลไกหรือทรัพยากรของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง

Advertisement

3) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างสร้างสรรค์ ใช้สันติวิธี และคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศภาวะ ไม่ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความหวาดกลัว ปฏิเสธและประณามการใช้ความรุนแรง ตลอดจนยืนยันว่าจะไม่รบกวนการรณรงค์หาเสียงของพรรคอื่น ๆ

4) ปฏิเสธการใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง หรือใส่ร้ายให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วาจาข่มขู่ การปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง การใช้ข่าวปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง ทั้งการรณรงค์ในทางกายภาพ และ การใช้สื่อสังคมออนไลน์

5) ธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองในฐานะสถาบันการเมืองที่สำคัญ โดยนำเสนอนโยบายที่มีหลักวิชาการรองรับ และสามารถตรวจสอบได้

6) ยอมรับผลจากการเลือกตั้ง อันถือว่าเป็นการสะท้อนถึงเสียงและความต้องการของประชาชนที่เชื่อถือได้และเที่ยงธรรม”

ประเด็นการรณรงค์หาเสียงทางสื่อสังคมออนไลน์ที่กล่าวถึงในข้อที่ 6 ข้างต้น เป็นประเด็นใหม่ กติกาในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนัก มาตรา 70 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่า “การหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด” ส่วน กกต. ก็มีข้อกำหนดไว้กว้าง ๆ ว่า ให้ปรึกษา กกต. ถ้าจะมีการหาเสียงทางสื่อสังคมออนไลน์

ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยคิดว่าน่าจะช่วยกันร่างภาคผนวกของจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง โดยระบุสิ่งที่ไม่ควรทำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งอ้างถึงคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่ใช้กันในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อการรับรู้ร่วมกันนั่นเอง ในที่นี้ ขอเสนอคำศัพท์บางคำ ซึ่งจะนำไปขอความเห็นจากผู้สันทัดกรณีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ก่อนนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณาต่อไป

ภาคผนวกของจรรยาบรรณอาจมีข้อความดังนี้

“พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค มุ่งมั่นที่จะใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และจะละเว้นการปฏิบัติที่ไม่เที่ยงธรรม โดย

1) จะไม่จัดให้มีและเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน (disinformation) เพื่อบั่นทอนการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองอื่น

2) จะไม่จัดให้มีและเผยแพร่ข่าวสารปลอม, ข่าวสารเท็จ (fake news), รวมถึงข่าวสารเท็จที่ประดิษฐ์ด้วยเทคโนโลยี (deepfakes) เพื่อบั่นทอนการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองอื่น

3) จะไม่จัดให้มีปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation หรือ IO) ที่เป็นความพยายามอย่างเป็นระบบในอันที่จะเผยแพร่เรื่องเล่าที่เป็นภัยต่อการถกเถียงอภิปรายสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อความได้เปรียบในการรณรงค์หาเสียงของตน

4) จะไม่โพสต์ข้อมูลที่อาจนำไปสู่การระบุตัวบุคคล (doxing) ที่เป็นการจงใจบั่นทอนผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง ตลอดจนพรรคการเมืองของผู้สมัครคนนั้น

อย่างไรก็ดี ยังมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่งที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ทางเมืองของยุคสมัย แต่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวโดยตรงกับบริบทการหาเสียงเลือกตั้ง คำศัพท์นั้นคือ post-truth ซึ่งขอแปลว่า “ยุคหลังความจริง” พจนานุกรมอ็อกซ์ฟอร์ดให้คำนิยามคำคำนี้ว่า “เกี่ยวข้องและแสดงถึงสถานการณ์ซึ่งข้อเท็จจริงที่เป็นวัตถุวิสัยมีอิทธิพลในการประกอบสร้างความเห็นสาธารณะน้อยกว่าการชวนให้คล้อยตามโดยอาศัยอารมณ์ความรู้สึก และความเชื่อส่วนบุคคล” คำคำนี้มักจะใช้คู่กับคำว่าการเมือง รวมเป็น “post-truth politics” หรือ “การเมืองยุคหลังความจริง” พจนานุกรมอ็อกซ์ฟอร์ดยกคำคำนี้ให้เป็นคำแห่งปี ในปี 2559 เพราะเป็นคำใหม่ที่ฮิตมากสืบเนื่องจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรในปีนั้น

ยูวัล โนอาห์ ฮารารี เขียนหนังสือสำคัญสาม เล่มที่หนึ่งเกี่ยวกับอดีต (ชื่อ Sapiens) เล่มที่สองเกี่ยวกับอนาคต (ชื่อ Homo Deus) ส่วนเล่มที่สามเกี่ยวกับปัจจุบัน (ชื่อ 21 Lessons for the 21st Century) ซึ่งมี 21 บท แต่ละบทเกี่ยวกับเรื่องที่ควรเรียนรู้สำหรับคริสต์ศตวรรษนี้ เขาตั้งชื่อบทที่ 17 ว่า “Post-Truth: Some Fake News Last Forever” อันที่จริง Post-Truth หมายรวมถึงข่าวสารเท็จที่มีมายาวนานหลายสหวรรษจนถึงศตวรรษ และมีผู้คนที่ยังเชื่ออยู่ และบางเรื่องอาจทรงอิทธิพลมากยิ่งขึ้นในศตวรรษนี้ ยูวัลยกตัวอย่าง เช่น ในปี ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นแกล้งโจมตีฐานที่มั่นตนเองเพื่ออ้างเป็นเหตุผลที่จะรุกรานจีน อีกทั้งยังสร้างประเทศปลอม ๆ ขึ้นมาในชื่อแมนจูกั๋ว เพื่อจะได้ยึดครองดินแดนของประเทศนี้ จีนเองยืนยันขันแข็งว่าในอดีต ไม่เคยมีทิเบตในฐานะที่เป็นประเทศ ชาวอังกฤษที่มาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียอ้างหลักกฎหมาย terra nullius (ดินแดนที่ปราศจากผู้คน) เพื่อปฏิเสธประวัติศาสตร์ห้าหมื่นปีของชาวอะบอริจินพื้นเมือง ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ คำขวัญของชาวยิวที่เชื่อในลัทธิไซออนนิสต์ คือ การคืนถิ่นของ “ผู้คนที่ไม่มีดินแดน (ชาวยิว) สู่ดินแดนที่ไม่มีผู้คน (ชาวปาเลสไตน์)” ผมขอเพิ่มตัวอย่างของคนไทยจำนวนมากที่ยังเชื่อว่า คนไทยเป็นชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่หลายพันปี (ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา) และได้อพยพลงใต้กันมาเป็นกลุ่มเป็นก้อนจากเทือกเขาอัลไต

Post-Truth มักมาในรูปของนิยาย หรือตำนาน ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย/เพื่อคนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ตำนานเหล่านี้กลับมีอิทธิพลมากขึ้นในยุคสมัยของสื่อสังคมออนไลน์ แม้การค้นหาข่าวสารจะสะดวกดายที่ปลายนิ้ว ตำนานบางเรื่องก็มีข้อดี บางเรื่องก็มีข้อเสีย เช่น อาจจูงใจให้ผู้คนรวมตัวกันเพื่อทำความดี-ช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจรวมตัวกันเพื่อทำร้ายผู้อื่นก็เป็นได้ แต่ถ้าการเมืองของไทยเข้าสู่ยุคหลังความจริง เกรงว่าจะมีข้อเสียมากกว่า เราจึงควรสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น โดยการสืบหาแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ และอ่านข่าวสารที่เป็นวิทยาศาสตร์มากหน่อย หรือได้ผ่านการตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันมาแล้ว อีกทั้งควรใช้หลักกาลามสูตรโดยมีประสบการณ์ตรงได้ ยิ่งดีใหญ่

ในเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง เราควรเชื่อใครดี กกต. อาจเชื่อได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ มาตรา 9 ของ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะ “ส่งเสริมและสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน ชุมชน รวมตลอดทั้งประชาชนทั่วไป ให้มีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” พรป. ฉบับนี้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงบัดนี้ กกต. ยังอยู่ในขั้นตอนว่า จะมีข้อตกลงกับสภาองค์กรชุมชนอย่างไรดี อันที่จริงควรทำข้อตกลงที่ปฏิบัติได้ทันการเลือกตั้งในปีนี้

กกต. คือผู้อำนวยความสะดวก เป็นผู้รักษากติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเป็นผู้สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังเช่นที่บัญญัติในมาตรา 9 ข้างต้น มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์

โคทม อารียา