การจัดสรรงบประมาณกับการถ่ายโอน รพ.สต. (จบ)
ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องรูปแบบของการจัดสรรงบประมาณ และจุดอ่อน จุดแข็งของแต่ละรูปแบบไปแล้ว ฉบับนี้มาดูกันว่า ในการเตรียมพร้อมเรื่องการถ่ายโอน ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง
ในส่วนการวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จากแหล่งงบประมาณหลัก 2 แหล่ง ได้แก่ งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และงบประมาณจากสำนักงบประมาณ พบว่า งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จัดสรรให้ รพ.สต. ผ่านงบบริการการแพทย์ ในส่วนบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยจัดสรรผ่าน CUP มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น หากการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. โดยให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดสรรให้กับ รพ.สต.แต่ละแห่ง โดยให้ อบจ.รับผิดชอบโดยตรง จะทำให้ รพ.สต.แต่ละแห่ง มีงบประมาณดำเนินงานตั้งแต่ 680,130-2,720,520 บาท ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณจากค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (รพ.สต.) สำหรับ รพ.สต.ที่ถ่ายโอนแล้ว ควรมีการหารูปแบบการจัดสรรโดยตรงให้กับ อบจ. ในขณะเดียวกัน รพ.สต.ที่ยังไม่ถ่ายโอน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ CUP ควรมีการดำเนินการหารูปแบบที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อทำให้บริการของ รพ.สต.ในทุกพื้นที่มีคุณภาพและมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ในส่วนงบประมาณของสำนักงบประมาณที่ทำการอุดหนุน รพ.สต.ไป สำหรับงบประมาณในส่วนบุคลากร และงบอุดหนุนการดำเนินการมีประเด็นข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของงบประมาณที่ได้จัดสรรไปแล้วผ่าน กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สำหรับกระบวนการจัดสรรงบประมาณหลังจากภารกิจถ่ายโอนเมื่อถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ให้ อบจ.แล้ว พบว่า รพ.สต.ที่ได้รับการถ่ายโอนให้ อบจ.ที่มีศักยภาพ ทำให้การบริหารจัดการ รพ.สต.มีการปรับเปลี่ยนในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ การจัดหาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการประชาชนได้ทั่วถึง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยในการรักษา และในบางแห่งบทบาทของ รพ.สต.ได้มีการขยายบทบาทออกไป อาทิ บริการฟอกไต เป็นต้น
ส่วนแนวทางการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยตรงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
1) ด้านระบบบริหารจัดการ ควรวางระบบในการเชื่อมต่อระบบการให้บริการ ควรพัฒนาระบบการประเมินมาตรฐานคุณภาพการให้บริการของ รพ.สต. และในอนาคตควรแสวงหาความร่วมมือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินการเพื่อยกระดับการบริการ รพ.สต.ให้ดีขึ้น อีกทั้งควรใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่ รพ.สต.มีอยู่ ในการสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศขนาดใหญ่ (Big Data) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการติดตามการรักษา การส่งเสริมการป้องกันโรค รวมถึงการประเมินสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และการให้การรักษาของสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยส่งต่อ
2) ด้านงบประมาณ ควรสร้างความชัดเจนทางด้านงบประมาณ จะต้องมีการกำหนดระเบียบ แนวทางปฏิบัติ ที่ชัดเจน และสร้างระบบการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งควรมีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้งบประมาณอย่างชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณ
3) ด้านบุคลากร ควรแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทนและสวัสดิการบุคลากรทางการแพทย์และสร้างความชัดเจนด้านความก้าวหน้าในการทำงานของบุคลากรที่ถ่ายโอน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ อบจ.รวมถึงภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ อสม. เพื่อให้สามารถให้บริการสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4) ด้านการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วม ให้ความสำคัญกับการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในทุกฝ่าย และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญและเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสุขภาพในพื้นที่ อาทิ ธรรมนูญสุขภาพ ของแต่ละ อบต./หมู่บ้าน เพื่อแสดงถึงความต้องการของประชาชน เป็นแรงผลักดันให้กับ อบจ.เห็นความสำคัญในด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน และควรสร้างความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วน ทั้ง อบจ. รพ.สต. และประชาชนในพื้นที่ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีระบบสุขภาพที่ยั่งยืน
การมีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ (Health Literacy) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จัดทำแผนเชิงรุกเน้นการส่งเสริมป้องกันโรคควบคู่ไปกับการรักษาพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณในการรักษาพยาบาลในอนาคต ตลอดจนให้ตระหนักถึงสิทธิที่ประชาชนพึงจะได้รับตามพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562
ข้อสรุปจากประเด็นข้อค้นพบ “ผลงานดีเด่น” ฉบับนี้ ทีมวิจัยมีความเห็นว่ายังคงมีข้อพิจารณาความจริงใจในการแก้ปัญหาอยู่หลายประเด็น รวมถึงต้องมีการปรับปรุงวิธีการสื่อสารต่อทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ซึ่งหากทุกหน่วยงานนำผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เป็นที่ตั้ง และร่วมกันทำงานอย่างชัดเจนบนทิศทางเดียวกัน ย่อมจะทำให้ภารกิจการถ่ายโอนสำเร็จตามเจตนารมณ์อันดีงามของการพัฒนาประเทศไทย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีความเห็นว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่สามารถช่วยกระตุ้นความสำเร็จนี้ได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการถ่ายโอนภารกิจนี้ เพราะไม่ว่ารูปแบบการจัดสรรงบประมาณจะดีเพียงใด แต่ถ้าทุกหน่วยงานยังไม่สามารถทำงานร่วมกันบนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งได้ ก็จะไม่สามารถทำให้การถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขบรรลุเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
ในนาม นงส.รุ่น 9 ขอขอบพระคุณท่าน เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณ และคณะเป็นอย่างสูงที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเงินงบประมาณเชิงบูรณาการมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างมีคุณค่ายิ่งกับลูกศิษย์ให้นำไปประยุกต์ดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และขอแสดงความยินดีกับ นงส.รุ่น 10 ที่กำลังจะเริ่มปฐมนิเทศเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับความรู้ไปพัฒนางานของประเทศต่อไปครับ

