หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : 2 ทางเลือก ของ ซือหม่าเซียน อยู่ ไม่เป็น

16.02.23 | 12:19 น.

ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ฮั่นอู่ตี้มีบัญชาให้ยกทัพไปทำสงครามกับชนเผ่าซงหนูทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นชนชาติศัตรูที่มักจะยกทัพรุกลงมาทางใต้อยู่เนืองๆ
ฮั่นอู่ตี้ให้โยกย้ายกองกำลังหน่วยต่างๆ ไปต้านการรุกของซงหนู
ครั้งหนึ่ง หลี่กว่างลี่ พี่ของหลี่ฟูเหญิน สนมโปรดของฮั่นอู่ตี้พ่ายแพ้ในการศึก เพื่อคิดจะกู้หน้าให้แก่หลี่กว่างลี่
ฮั่นอู่ตี้บัญชาให้ขบวนทัพ 3 หน่วยยกกำลังไปช่วยรบ
ในขบวนทัพทั้ง 3 นี้มีหน่วยหนึ่งที่หลี่หลิง หลานของหลี่กว่างลี่เป็นผู้นำ นำกำลังทหารราบ 5,000 เข้ากู้สถานการณ์
และต้องเผชิญกำลังซงหนูกว่า 30,000 โอบล้อม
หลี่หลิงนำทหารกล้าเข้าประจัญบาน การรบเป็นไปอย่างดุเดือด สังหารศัตรูได้กว่า 10,000 แต่ทัพหลี่หลิงก็เสียหายไม่น้อย
เหลือทหารที่สามารถสู้รบได้เพียง 1,000 คน

เมื่อฮั่นอู่ตี้ได้รับข่าวการพ่ายศึกของหลี่หลิงก็ทรงพิโรธ สำแดงความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างรุนแรง
เหล่าเสนาอำมาตย์ไม่มีใครกล้าออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงที่ว่า 1 กำลังซงหนูมหึมาระดับกว่า 30,000 ขณะที่กำลังของหลี่หลิงมีเพียง 5,000
ยิ่งกว่านั้น ซงหนูยังได้กำลังเสริมจนเป็น 80,000
ขณะเดียวกัน 1 หลี่หลิงนำกำลังทหารที่น้อยกว่ารบข้าศึกด้วยความกล้าหาญ อาวุธและเสบียงร่อยหรอ
ไพร่พลบาดเจ็บอย่างหนักหนา สาหัส
ในสถานการณ์อันเลวร้ายนี้พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ ได้ดัดแปลงชิ้นส่วนของรถศึก ทั้งดุม วงล้อและอื่นๆ ใช้เป็นอาวุธ
เบื้องหน้าสถานการณ์นี้ บทบาทของ “ซือหม่าเซียน” เป็นอย่างไร

หนังสือ “เปิดบันทึก ประวัติศาสตร์ อ่านกลยุทธ์” จากการแปลและเรียบเรียงโดย เรืองรอง รุ่งรัศมี บรรยายบทบาทซือหม่าเซียน
ท่ามกลางพายุแห่งความกราดเกรี้ยวของฮั่นอู่ตี้ว่า
เหล่าเสนาอำมาตย์ในท้องพระโรงเห็นอาการบันดาลโทสะของฮั่นอู่ตี้ก็ไม่มีใครกล้าออกมากล่าวแก้ต่างให้กับหลี่หลิง
มีเพียงซือหม่าเซียน
ผู้ซึ่งเป็นคนมากด้วยน้ำใจ ยึดถือในคุณธรรมและความยุติธรรมเยี่ยงจอมยุทธ์ที่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ทั้งๆ ที่มิได้รู้จักกับหลี่หลิงเป็นการส่วนตัว
เพียงแต่เคยได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นชายชาตรีที่รักษาคำสัตย์และยึดถือในคุณธรรม
ที่สำคัญเป็นการวินิจฉัยจากจุดที่เป็น “นักประวัติศาสตร์”

จำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลจาก “ประวัติศาสตร์จีน” จากการศึกษาและเรียบเรียงของ ทวีป วรดิลก เพื่อทำความเข้าใจ
ซือหม่าเซียนเป็นบุตรของซือหม่าตาน (ตายเมื่อปีที่ 110 ก่อน ค.ศ.)
เนื่องจากซือหม่าตานรับราชการตำแหน่งโหรประจำราชสำนักทำให้มีโอกาสศึกษาหนังสือตลอดจนตำรับตำราต่างๆ ในฝ่ายเก็บหนังสือและเอกสาร สำคัญๆ ของราชสำนัก
ได้มีโอกาสศึกษาจากคลังหนังสือของพ่อมาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่ออายุได้ 20 ปี ก็ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในอาณาจักรจีนอย่างกว้างขวาง เป็นการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีและภูมิประเทศไปด้วยในตัว
เมื่อบิดาตายจึงได้ดำรงตำแหน่งโหรประจำราชสำนักแทน

ซือหม่าเซียนได้สืบต่อปณิธานของบิดา ในปี 104 ก่อน ค.ศ.ได้เป็น 1 ในบรรดานักศึกษาทำการแก้ไขปฏิทิน
ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของโหรหลวงในสมัยนั้น
ต่อมาในปีที่ 99 ก่อน ค.ศ. ได้เผชิญเคราะห์กรรมที่หนักหนาสาหัส ขณะเดียวกัน ก็เป็นการพิสูจน์ถึงอุปนิสัยที่แท้ที่ได้รับการยกย่องในภายหลัง
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้มีความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง
เรื่องมีอยู่ว่า หลี่หลิง ขุนพลที่จักรพรรดิอู่ตี้บัญชาให้ไปรบกับพวกซงหนูบริเวณตะวันออกของเทือกเขาเทียนซาน
แล้วรบแพ้ถูกพวกซงหนูจับเป็นเชลย
ซือหม่าเซียนพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วลงความเห็นว่า ไม่ใช่ความผิดของแม่ทัพผู้นี้ซึ่งได้ทำการสู้รบกับพวกซงหนูอย่างกล้าหาญ
แต่ต้องยอมแพ้เพราะถูกล้อมต้องติดอยู่ในช่องแคบระหว่างภูเขา ไม่อาจถอยหนีได้
หนังสือที่ซือหม่าเซียนทูลต่อจักรพรรดิเขายืนยันว่า ยากจะหาแม่ทัพอย่างขุนพลหลี่หลิงที่ต่อสู้กับข้าศึกอย่ากล้าหาญมาโดยตลอด
การที่ต้องยอมแพ้ก็เพราะความจำเป็น
เท่าที่ยอมแพ้ก็เพื่อสงวนชีวิตไว้ต่อสู้แก้แค้นศัตรูในวันหน้า และสาเหตุสำคัญที่หลี่หลิงต้องพ่ายแพ้ก็เพราะไม่มีทัพหนุน
ถ้ามีทัพหนุนก็ย่อมสามารถกอบกู้ความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะได้

Advertisement

ภายในคำยืนยันของซือหม่าเซียนมองจากมุมของฮั่นอู่ตี้ ทั้งหมดเท่ากับเป็นการวิจารณ์ถึงข้อผิดพลาดของหลี่กวางลี่ผู้มีศักดิ์เป็นน้าของเขาในทางอ้อม
ดังที่ เรืองรอง รุ่งรัศมี ระบุ
ฮั่นอู่ตี้ประกาศก้องว่า ซือหม่าเซียนมีจิตคิดขบถ สั่งให้จับตัวไปจำขังทันทีและให้ลงโทษประหาร
สมัยฮั่นผู้ต้องโทษประหารสามารถใช้เงิน 50 หมื่นไถ่โทษ
หรือยอมรับโทษที่เรียกว่า “กงสิง” หรือ “ฝู่สิง” ซึ่งก็คือ การยอมให้ทำลายอวัยวะเพศหรืออัณฑะ
ซือหม่าเซียนไม่สามารถหาเงินมาไถ่ชีวิตได้
หากจะรักษาชีวิตไว้ให้ได้จึงเหลือทางออกทางเดียว คือ การยอมรับโทษตัดอวัยวะเพศและมีชีวิตอยู่กับความอัปยศ
นี่ย่อมเป็นทางเลือก

การยอมรับโทษตัดอวัยวะเพศแทนเพื่อรักษาชีวิตไว้ไม่ให้ถูกประหารเป็นเรื่องเสียเกียรติและจะต้องพบกับการถูกเยาะเย้ยหมิ่นแคลนอย่างมาก
ผู้ที่มีจิตใจเยี่ยง “จอมยุทธ์”
กล้าเอาตัวเข้าพิทักษ์ความถูกต้องยุติธรรมเช่นเขาไหนเลยจะยินดีกับการต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้การถูกลบหลู่ดูแคลนเช่นนี้
แต่อุดมการณ์แห่งชีวิตที่บิดาส่งมอบแทนมรดกแก่เขาเล่า
บัดนี้ภารกิจอันยิ่งใหญ่นั้นยังมิได้บรรลุล่วงเลย ซือหม่าเซียนจึงตัดสินใจยอมทนรับความอัปยศหมิ่นแคลนของผู้คนร่วมยุค เพื่อสานต่องานประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นทำค้างเอาไว้
เป็นการตัดสินใจอันขมขื่นปวดร้าว

บทสรุปจากการประเมินของ ทวีป วรดิลก น่าสนใจยิ่ง แม้ว่าบั้นปลายของชีวิต ซือหม่าเซียนจะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บช้ำ
จากการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากจักรพรรดิอู่ตี้
แต่ในที่สุด ประวัติศาสตร์ที่ซื่อหม่าเซียนเรียบเรียงก็เสร็จสมบูรณ์ มีความยาวถึง 130 บท
คิดเป็นตัวอักษรถึงกว่า 700,000 ตัว
13 บทแรกเป็นพงศาวดาร “พื้นฐาน” ประกอบด้วยการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ในบรรพกาล จนถึงราชวงศ์ซังและโจว
70 บทสุดท้ายเป็นชีวประวัติบุคคลสำคัญ
นักประวัติศาสตร์ตะวันตกยกย่องว่า ในฐานะนักประวัติศาสตร์ซือหม่าเซียนเข้าสู่ข้อเท็จจริงต่างๆ ของประวัติศาสตร์ด้วยจิตใจที่เคารพในข้อเท็จจริงนั้นๆ
และก็พิจารณาโดย “ภววิสัย”

คนในแบบซือหม่าเซียนสะท้อนความซื่อสัตย์ ต่อ “ความเป็นจริง” และยืนหยัดใน “ความเป็นจริง” นั้นอย่างมั่นคง
เหมือนกับอยู่ “ไม่เป็น”
แต่ภายในการอยู่ “ไม่เป็น” นั้นเอง สะท้อนความซื่อตรงต่อ “ความเป็นจริง” และต่อ “ตนเอง”
การตายของเขาจึงมิได้ “เบา” ราวขนนก
หากแต่หนักยิ่งกว่า “ขุนเขา”