ข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นที่น่าตกใจว่ามีการซื้องานทางวิชาการผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศเพื่อที่จะมาเสนอต่อมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นตัวชี้วัดขอตำแหน่งและได้ผลตอบแทนเป็นเงินสดกว่า 1 แสนบาท (ซึ่งขณะที่เขียนนี้ก็พบว่าได้ระบาดไปในหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ) แต่ถ้าดูลงไปลึกๆ แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้เกิดจากของระบบแรงจูงใจของสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นเรื่องของระบอบมหาวิทยาลัยทั้งหมด
การที่มีเรื่องเสียหายเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตข่าวด้านลบเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมักมีเสียงร่ำลือเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยว่า “จ่ายครบจบแน่” ถึงกับมีศิลปินแต่งเพลงจนโด่งดังว่าด้วยเรื่อง “มหาลัย…มหาหลอก” หรือเรื่องที่เป็นที่รู้กันดีในวงการว่ามีขบวนการสอบซ่อมให้และรับประกันเกรด และที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นก็คือก่อนนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับการจ้างวานเขียนงานวิชาการโดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ และข่าวใหญ่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็คือข่าวการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนานใหญ่เช่นในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เดี๋ยวนี้ผลงานวิชาการกลับกลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้เหมือนผักปลา เปลี่ยนสถานะจากการจ้างวานทำผลงานวิจัยที่เป็นงานเฉพาะ (tailor made) จากสินค้าสั่งตัดเฉพาะคนใดคนหนึ่งมาเป็นสินค้าที่สามารถผลิตได้มากเฉพาะกลุ่ม (mass customization) โดยผู้ซื้อจะสามารถเข้าถึงสินค้าตามความต้องการเฉพาะของตน แต่ราคาถูกลงเพราะผลิตซ้ำและขายทั่วโลก
การศึกษาโดยใช้บิ๊กดาต้าจากข้อมูลข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2549-2562) ของ รศ.ดร.อรุณี อินทรไพโรจน์ ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า คุณภาพการศึกษาในมหาวิทยาลัยนับเป็นจุดอ่อนหนึ่งของวงการวิชาการไทยที่ถูกละเลย และที่ผ่านมาไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยเลย ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดเป็นการวิจัยคุณภาพการศึกษาระดับโรงเรียน ปรากฏการณ์นี้ก็เข้าใจได้อยู่เหมือนกัน เมื่อนักวิจัยส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ใครเล่าจะเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว หรือใครเล่าจะหาญกล้าไปทุบหม้อข้าวตัวเอง
มหาวิทยาลัยทั้งหลายก็ไม่ได้นิ่งดูดาย พยายามที่จะพัฒนาคุณภาพคณาจารย์ให้สูงขึ้น แต่ระบอบของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเป็นระบอบที่ใช้แรงจูงใจให้สร้างผลงานโดยใช้ตัวชี้วัด ได้แก่ ผลงานทางวิชาการซึ่งอาศัยการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศและในประเทศไทย ในอดีตการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศเป็นเรื่องยากเพราะมีการตรวจสอบคุณภาพในระดับคณะบรรณาธิการอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้มีการลอกเลียน การตีพิมพ์นี้ถือเป็นคุณูปการทางวิชาการเพราะจะได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้แพร่หลายและระบบนี้ใช้กันทั่วโลก ต่อมาประเทศจีนเป็นประเทศหนึ่งที่นำระบบการจ่ายเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากเงินเดือนให้กับอาจารย์เมื่อได้ตีพิมพ์ในวารสารดังๆ ซึ่งวิธีการนี้ก็ได้ถูกมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเกือบทุกแห่งนำมาใช้ประเมินตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อยกระดับตำแหน่งแห่งที่ของมหาวิทยาลัยในการจัดลำดับโลก (world ranking) เมื่อค่าตอบแทนยั่วยวนใจมากขึ้นก็มีดีมานด์ที่จะลงวารสารมากขึ้น แรกๆ ก็เกิดวารสารในประเทศมากขึ้น ต่อมาก็มีการใช้เงินให้ผู้รับจ้างเขียนและตีพิมพ์ในประเทศ แล้วก็เลยเถิดมาเป็นการรับจ้างเขียนรวมทั้งตีพิมพ์ในต่างประเทศด้วย มีทั้งวารสารที่ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะตีพิมพ์ได้ แถมยังมีวารสารปลอมเกิดขึ้นด้วย สำหรับประเทศไทยงานของอาจารย์อรุณีพบว่า ได้เกิดแรงจูงใจเบื้องต้นให้เกิดวารสารเฉพาะสาขาสังคมศาสตร์สาขาเดียวมากถึง 751 วารสาร เพื่อรองรับการตีพิมพ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งแม้จะมีการจัดชั้นคุณภาพ แต่ไม่ใช่ทุกวารสารที่มีระบบการตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะชั้นคุณภาพรองๆ การที่ระบอบมหาวิทยาลัยตั้งมาตรฐานที่เป็นการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศไว้สูง รวมถึงสร้างแรงจูงใจไว้สูงมากโดยไม่มีระบบตรวจสอบคุณภาพภายในจึงเป็นที่มาของการซื้อขายงานวิจัยและความเสื่อมคุณภาพในวงการวิชาการไทย
นอกจากผลงานวิชาการในการตีพิมพ์แล้ว อาจารย์ผู้รับทุนจากราชการยังต้องเสนอตัวชี้วัดว่างานของตนนั้นจะสามารถสร้างผลลัพธ์และผล กระทบได้มากแค่ไหน เช่น ให้สัญญาว่าจะทำให้รายได้ของผู้รับผลประโยชน์จากงานวิจัยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และยังให้ระบุก่อนลงมือทำวิจัยว่าจะมีผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment) ร้อยละเท่าไหร่ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีหากใช้แค่เพียงการสร้างแผนที่ผลลัพธ์เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้ให้ทุนได้เห็นภาพว่าจากการวิจัยนี้จะเกิดผลกระทบทางบวกหรือลบอย่างไร ซึ่งในงานวิจัยหลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะผู้วิจัยควรต้องคิดก่อนว่าผลงานวิจัยของตนจะมีผลบวกและผลลบอะไรบ้างเพื่อจะหาวิธีป้องกันหรือบรรเทาผลลบไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น การวิจัยที่ทำให้เกิดการปฏิวัติเขียวหรือทำให้เกิดพืชอาหารที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ผลบวกก็คือมีความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ผลลบก็คืออัตราการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่สูงขึ้นเพื่อสร้างผลผลิตอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หากผู้วิจัยได้คิดล่วงหน้าแล้วก็จะต้องหาวิธีการที่จะเพิ่มผลผลิตโดยใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยหรือหาวิธีเพิ่มผลผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีตั้งแต่ต้น แต่ระบอบมหาวิทยาลัยในปัจจุบันการตอบโจทย์วิจัยต้องระบุผลที่ได้เป็นตัวเงินที่ชัดเจนมากขึ้นเนื่องจากจะมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณ จึงทำให้มีความพยายามที่จะต้องคำนวณผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำการวิจัย หากใครสามารถที่จะแสดงได้ว่ามีผลลัพธ์มากก็จะมีโอกาสได้ทุนมาก แรงจูงใจเช่นนี้มีโอกาสทำให้เกิดการสร้างภาพขยายผลเป็นทวีคูณ
การตั้งความหวังไว้สูงเป็นเรื่องที่ดี การให้แรงจูงใจก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีการตรวจสอบหากไม่มีการตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 อย่างเป็นระบบแล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้ระบอบมหาวิทยาลัยที่มุ่งตัวชี้วัดล้มเหลวได้ นอกจากนี้ ทุกมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนโดยรัฐควรเปิดเผยข้อมูลให้เป็นสาธารณะ สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส หากปกปิดข้อมูลไว้ภายใน โอกาสที่มหาวิทยาลัยจะผิดศีลก็อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้ และประเทศไทยจะไม่มีเสาหลักไว้พึ่งพิงทางวิชาการอีกต่อไป
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรสร้างระบบตรวจสอบที่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาตรวจสอบมหาวิทยาลัยแบบสุ่มเป็นระยะๆ สำหรับบางสาขาก็อาจจะใช้ผู้ตรวจสอบจากต่างประเทศได้
ต้องรีบทำค่ะ หากบุคลากรที่เป็นผู้บ่มเพาะความรู้ยังหลอกตัวเอง และหลอกคนอื่นอยู่ แล้ว ประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร?

