หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปรากฏการณ์ราโ...

ปรากฏการณ์ราโชมอน รอยร้าวความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

17.02.23 | 13:34 น.

กรณีข้อกล่าวหา “บอลลูนสอดแนมจีน” นั้น เชื่อว่าเป็นปัญหาเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เพราะทุกเมฆหมอกย่อมต้องมีแสงสีตัดพาด ในที่สุดก็ต้องเห็นแสงสว่าง

แต่จีน-สหรัฐควรต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสันติภาพของช่องแคบไต้หวันและสังคมโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงคราม

บัดนี้ การทูตจีน-สหรัฐเข้าขั้น “ประสาทหลอน” ซึ่งไม่มีความแน่นอนว่าจะไปทางใด ดีหรือร้าย ไม่มีความชัดเจน เป็นความกังวลในดวงหทัยของคนทั้งโลก

เหตุการณ์ไม่แน่นอนเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐใช้เครื่องบินรบยิงด้วยกระสุนวิถีไกล เป็นเหตุให้ “บอลลูน” ของจีนที่มีความยาวเท่ากับรถบัส 3 คันตกในทะเล

เป็น “บอลลูน” ที่จีนอ้างว่าเป็น “บอลลูนสภาพอากาศ”

Advertisement

แต่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็น “บอลลูนสอดแนม”

จึงเป็นการตีความแตกต่างกัน และเป็นเหตุนำไปสู่ “ปรากฏการณ์ราโชมอน”

ต้องยอมรับว่า เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐตกต่ำเป็นประวัติกาล เป็นเหตุให้ “แอนโทนี บลิงเกน” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ต้องเลื่อนการเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการออกไปก่อน

ขอตัดกลับมาที่จุดเริ่มต้นของ “บอลลูนจีน” ซึ่งได้ออกเดินทางจากประเทศแคนาดาถึงอะแลสกา โดยผ่านรัฐมอนแทนา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ แล้วเดินทางผ่านชายฝั่งตะวันออก จึงถูกยิงตก

สหรัฐถือว่าเป็นการรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดน เป็นกรณีร้ายแรง จึงทำการประท้วงปักกิ่งอย่างเข้มข้นและรุนแรงอีกด้วย ส่วนจีนยืนยันว่า เป็นบอลลูนสภาพอากาศ เนื่องจากอากาศแปรปรวน ควบคุมมิได้ จึงลอยไปยังน่านฟ้าของสหรัฐ กลับตำหนิสหรัฐว่าใช้กำลังอาวุธแรงเกินกว่าเหตุ

ข้อพิพาทจีน-สหรัฐที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีความละม้ายกับ “ปรากฏการณ์ราโชมอน” (Rashomon effect) คือต่างฝ่ายต่างพูด ต่างอ้างเอาเหตุผลของตน มีมุมมองและการตีความแตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน จึงไม่สามารถชี้ชัดว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิด และอาจกลายเป็นตัวอย่างอันเกี่ยวกับกรณีพิพาทในอนาคต เป็นต้นว่า อากาศยานต่างๆ ของสหรัฐที่บินผ่านน่านฟ้าของจีนก็อาจถูกยิงตก

ดังนั้น จึงชวนให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2001 มีเครื่องบินลาดตระเวน EP 13 ของสหรัฐ เกิดการเฉี่ยวชนกับเครื่องบินทหารของจีนบนน่านฟ้าทะเลจีนไต้ เป็นเหตุให้เครื่องบินจีนตก นักบินเสียชีวิต ส่วนเครื่องบินลาดตระเวนสหรัฐถูกบังคับให้ร่อนลงที่สนามบินแห่งหนึ่ง ณ มณฑลไห่หนาน นักบินและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการรวม 24 นายถูกควบคุมตัว

มีข่าวว่า รัฐบาลจีนใช้ “วิศวกรรมย้อนกลับ” (Reverse Engineering) ทำการค้นหาโครงสร้างการทำงานของอุปกรณ์ ล่วงรู้ถึงความลับของเครื่องบินสหรัฐได้สมความปราถนา ในที่สุดก็ปล่อยตัวนักบินและเจ้าหน้าที่ พร้อมกับคืนเครื่องบินลาดตระเวนให้แก่สหรัฐในสภาพที่เป็น “ซาก” และ “แยกชิ้นส่วน”

กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างจีน-สหรัฐที่มีความเสี่ยงอันสูงยิ่ง และเป็นอุทธาหรณ์

เหตุการณ์ “บอลลูน” ได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

การที่จีนแก้ต่างว่า เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนไม่อาจควบคุมบอลลูนได้ ยังไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ จึงสอดคล้องกับอมตะวลี “การเมืองเป็นศิลปะของความเป็นไปได้” (Politic is the art of the possible) อันว่าด้วยการบรรลุวัตถุประสงค์แห่งตนทั้งที่ไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้

หากจะกล่าวกับกำลังด้านกลาโหมของจีนนั้น บัดนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐ ไม่ว่าอาวุธนิวเคลียร์วิถีไกล ไม่ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร สหรัฐมี จีนก็มี หรือกล่าวโดยสรุป ทั้งจีนและสหรัฐล้วนเป็นประเทศมหาอำนาจที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจกระทำการใดหรือไม่กระทำการใด ควรต้องมีสติสัมปชัญญะ ต้องไม่ลืมว่า ผลจากการทำสงครามนิวเคลียร์คือ “รับรองความหายนะมาเยือนพร้อมกัน”

แต่ดูเหมือนว่า สหรัฐมีความเลื่อมใสในการทำ “สงครามตัวแทน” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งตามสำนวนจีนคือ “ยืมดาบผู้อื่นมาทำการประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม” เป็นต้นว่า นำพาไต้หวันเข้าสู่ “ยูเครนโมเดล” ทำการปลุกระดมส่งเสริมให้เกิดสงครามช่องแคบ

หากพิเคราะห์อย่างถ่องแท้แล้ว เห็นว่า ความฝันที่สหรัฐจะรังสรรค์ไต้หวันให้เป็น “ยูเครน” ไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เหตุผลคือ สหรัฐได้รับผลประโยชน์ทางการค้าจากจีนเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดซื้อจากจีนสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 อเมริกันชนย่อมเห็นผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าสิ่งอื่นใด ส่วนไต้หวัน จีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด สำหรับคนรุ่นใหม่นั้นสนใจผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าการเมือง ส่วนคนรุ่นเก่าก็ยังไม่ลืมชาติพันธุ์ของตน ไม่ว่าจีนไต้หวัน ไม่ว่าจีนแผ่นดินใหญ่ ก็จีนด้วยกัน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ

เหตุการณ์ “บอลลูน” เป็นการกระทบจิตใจของคนอเมริกัน สร้างความกังวลในดวงหทัยแก่อเมริกันชนมิใช่น้อย อีกทั้งเป็นการสะท้อนถึงความหย่อนยานของการป้องกันภัยทางอากาศอย่างแท้จริง บอลลูนลอยอยู่บนน่านฟ้า 6 หมื่นฟุต ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐประสบพบเห็น กลับกลายเป็นอเมริกันชนเป็นผู้แจ้งเหตุ รัฐบาลไบเดนทำงามหน้า เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดันของชนในชาติอย่างล่าช้า มิได้ปฏิบัติฉับพลันทันใด รอจนบอลลูนลอยไปถึงชายฝั่งตะวันออก จึงทำการยิง โดยแก้ตัวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ซากบอลลูนตกบนพื้นดิน อาจทำให้ประชนได้รับบาดเจ็บ ก็สอดคล้องกับอมตะวลี “การเมืองคือศิลปะที่เป็นไปได้” เช่นกัน มิใช่คำพังเพย หากเป็นสัจธรรม

แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันไม่ยอมรับฟัง เพราะเหตุผลฟังไม่ขึ้น โดยตำหนิว่ารัฐบาลไบเดนตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้า ทำลายผลประโยชน์และความมั่นคงของสหรัฐ ตลอดจนทำลายภาพลักษณ์ในระดับสากล

ดังนั้น จึงคาดว่ากรณี “บอลลูน” น่าจะเป็น “วัตถุดิบ” ชนิดขายได้ขายดีของพรรครีพับลิกันเพื่อการหาเสียง “เรียกแขก” สำหรับการเลือกตั้งใหญ่คราวถัดไป

หากย้อนมองสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เคยมี “บอลลูน” จีนลอยเข้าน่านฟ้าสหรัฐถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ลมพัดมาที่น่านฟ้าสหรัฐพอดีทุกครั้งเสมอไป

ส่วนไบเดนกล่าวว่า เหตุการณ์ “บอลลูน” มิได้บั่นทอนความสัมพันธ์จีน-สหรัฐแต่อย่างใด รัฐมนตรีแอนโทนี บลิงเกน มิได้ยกเลิกกำหนดการเยือนจีน หากเป็นการเลื่อนเวลาการเดินทางเท่านั้น

หากมองการณ์ไกล นักลงทุนและธุรกิจไฮเทคโนโลยีสหรัฐ ไม่ประสงค์ให้รัฐบาลไบเดนทำงานภายใต้อุดมการณ์ขวาจัด เพราะต้องการ “สันติสุข” เพื่อผลประโยชน์โดยรวม ฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายควรต้องหันหน้าเข้าหากัน อาศัยเหตุผลแก้ปัญหา โดยต้องยึดหลักความสงบสุขเป็นเข็มทิศในการเจรจาแก้ปัญหา และประเด็นสำคัญคือต้องอาศัยกำลังเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศทำการค้ำจุนและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพของโลกและช่องแคบไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเหตุการณ์ขมุกขมัวที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะเวลาอันสั้น และพอที่จะอนุมานได้ว่าแสงสีน่าจะตัดพาดเมฆหมอก เพื่อให้เห็นแสงสว่างในเร็ววัน