ผ่านพ้นไปเรียบร้อยสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่เสนอโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แม้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การอภิปรายตามมาตรา 152 จะไม่มีการลงมติชี้ขาดสถานะการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ ครม. เหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แต่ด้วยเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ก่อนที่จะปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้
น้ำหนักและเนื้อหาสาระในการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงจัดอยู่ในระดับเดียวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ มุ่งเน้นอภิปรายด้วยข้อมูล หลักฐาน มาประกอบชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามยุทธการของพรรคฝ่ายค้านที่ใช้ในการอภิปรายครั้งนี้ คือ “กระชากหน้ากากคนดี” โดยมีเป้าหมายใหญ่ คือ ลดความชอบธรรมและความนิยมทางการเมืองของ “กลุ่ม 3 ป.” ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
เนื้อหาสาระ ข้อมูล หลักฐานรวมทั้งข้อเท็จจริงที่สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรค พท. และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พุ่งเป้าอภิปรายไปที่กลุ่มผู้มีอำนาจหลักของรัฐบาล คือ กลุ่ม 3 ป. แต่เป้าหลักเกือบ 100% คือ มุ่งทำลายความชอบธรรมต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความชัดเจนว่าไปต่อในทางการเมือง ด้วยการเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ผ่านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ข้อมูลข้อเท็จจริง รวมทั้งหลักฐานที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปรายพุ่งตรงไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มตั้งแต่วันแรก โดย นพ.ชลน่าน อภิปรายเปิดญัตติ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศผ่านนโยบายเร่งด่วนทั้ง 12 เรื่อง มีการใช้งบประมาณและก่อหนี้สาธารณะอย่างมหาศาล แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชนได้ ทำให้การบริหารด้านเศรษฐกิจล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันมุ่งใช้เงินทางด้านการเมืองทั้งเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลและเพื่อความมั่นคง ความอยู่รอดของตนเอง ทำให้การปฏิรูปการเมืองล้มเหลวจนทำให้ระบบการเมืองกลายเป็นธนกิจการเมือง เป็นการใช้เงินเพื่อได้มาซึ่งอำนาจ พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมกันกระชากหน้ากากคนดี ผ่านการเลือกตั้งว่าอยากให้คนดีนี้อยู่ต่อหรือไม่ หรืออยากให้ประเทศชาติไปต่อ
สอดรับกับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ก.ก. ตลอดจนสมาชิกพรรค ก.ก. ที่อภิปรายฉายให้เห็นภาพถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาทำหน้าที่นายกฯตั้งแต่รัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งในปี 2562 เป็นต้นมา โดยมีการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีไปแล้วถึง 28 ล้านล้านบาท แต่ตัวชี้วัดผ่านตัวเลขการเติบโตของจีดีพีกลับต่ำลง ขณะที่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นก็สวนทางกับเหตุผลที่ยกเป็นข้ออ้างเข้ามาบริหารประเทศ ผ่านดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศ โดยปี 2557 อันดับคอร์รัปชั่นประเทศไทยอยู่อันดับที่ 85 ส่วนปี 2565 อันดับคอร์รัปชั่นประเทศไทยอยู่อันดับ 110 ตกลงไป 25 ลำดับ อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ส่อว่าจะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องผ่านกลไกที่ฝ่ายบริหารกำกับดูแล ทั้งยังมีข้อครหาในการแก้ปัญหายาเสพติด ตลอดจนกลุ่มทุนจีนสีเทาที่เชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองของผู้มีอำนาจในรัฐบาล พร้อมกับเชิญชวนประชาชนในช่วงนับถอยหลัง 80 วัน ที่จะมีการเลือกตั้ง ให้นำข้อมูลจากการอภิปรายไปประกอบในคูหากาบัตรเลือกตั้งเพื่อเลือกคำตอบให้กับตัวเองและประเทศ
แม้เนื้อหาสาระ ตลอดจนข้อมูลและหลักฐานจะไม่สามารถล้ม “กลุ่ม 3 ป.” รวมทั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากเป็นการอภิปรายให้คำแนะนำต่อ ครม. ไม่มีการลงมติ แต่เป้าและน้ำหนักในการอภิปรายกับพุ่งตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะเกือบ 100% ขณะที่นายกฯลุกชี้แจงและตอบโต้ในเกือบทุกเรื่อง ตรงข้อกล่าวหา หรือคำถามหรือไม่ ประชาชนผู้ชมทางบ้านตัดสินกันได้
แต่ที่ต้องจับตาว่าการอภิปรายครั้งนี้มีนัยยะการเมืองแอบแฝงในลักษณะทอดไมตรีให้กับ 1 ในกลุ่ม 3 ป. อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. หรือไม่
แม้ยุทธการในการอภิปรายครั้งนี้ คือ “กระชากหน้ากากคนดี” และ “ปิดสวิตช์ 3 ป.” ไม่ให้ไปต่อในทางการเมืองอีก แต่เนื้อหาและข้อมูลหลักฐานผ่านการอภิปราย แม้จะมีการพาดพิงเชื่อมโยงไปถึงพรรค พปชร.และตัว พล.อ.ประวิตรบ้าง กลับไม่ได้สร้างความบอบช้ำจนถึงขั้นที่จะมองหน้าหรือพูดคุยกันภายหลังไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรค พปชร. ผ่านการสื่อสารของ พล.อ.ประวิตรที่ว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่สื่อความว่าพร้อมเดินหน้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการนำประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งภายหลังการเลือกตั้ง
ส่วนการอภิปรายครั้งสุดท้ายก่อนที่สภาและรัฐบาลรูดม่าน จะส่งผลให้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ได้หรือไม่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ คือ ผู้ให้คำตอบ

