เหนือ ‘อำนาจประชาชน’
ที่เห็นชัดในการอภิปรายรัฐบาลโดยไม่ลงมติ ส่งท้ายสมัยประชุมสุดท้ายสภาผู้แทนราฎรเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคือ “บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในความรู้สึกของ ส.ส.แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว
จะเป็นได้ว่าการอภิปรายครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ ความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำรัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นหลัก ทั้งประเด็นของเนื้อหาสาระ และท่าทีของฝ่ายค้านที่รุมถล่มแบบไม่มีความคิดว่าควรจะต้องเกรงอกเกรงใจ ว่าอย่างน้อยเป็น “ผู้อายุมากกว่า” ตามประสาแบบไทยๆ ที่จะให้ความเคารพผู้อาวุโส
ทุกถ้วยคำและความรู้สึกที่ฝ่ายค้านใช้อภิปรายครั้งนี้ ไม่หลงเหลือการตระหนักถึงความเป็นไทยๆ ดังกล่าวอยู่เลย หากจะเรียกว่ารุมกัน “ถอนหงอก แบบไร้ความนับถือ” ก็ไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจากความเป็นไปที่เกิดขึ้นจริง
อาจจะไม่แปลกหากมองว่านั่นเป็นท่าทีของฝ่ายค้าน
แต่หากหันกลับมามองที่ “ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล” จะพบว่าแม้จะไม่แสดงออกอย่างชัดเจนเท่า แต่ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในแววตา และในใจแทบไม่ต่างไปจากฝ่ายค้านสักเท่าไร
ไม่ว่าจะเป็นจาก “พลังประชารัฐ” ที่ “พล.อ. ประยุทธ์” ใช้เป็นฐานเสนอชื่อให้มาเป็น “นายกรัฐมนตรี” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” อย่าง “ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเล็กพรรคน้อยที่มีวาสนาขึ้นมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการใช้เป็นฐานให้เสียงสนับสนุนแน่นขึ้น”
ทุกคนจากทุกพรรคไม่ได้แสดงถึงความนับถือใน “พล.อ.ประยุทธ์” กระทั่งทนไม่ไหวที่จะปล่อยให้ถูกโจมตี จนต้องออกมาช่วยชี้แจงปกป้อง หรือประท้วงฝ่ายค้านที่อภิปรายด้วยท่าทีร้ายแรงขาดความเคารพต่อ “คนอายุมากกว่า” แบบนั้น
กลับเป็นการแสดงออกที่เย็นชา ไม่รู้สึกรู้สา หรือหากจะเรียกว่าแอบสะใจ เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำของฝ่ายค้านด้วยก็แทบไม่ผิด
จากภาพรวมทั้งหมดของวาระอภิปรายดังกล่าว ช่วยไม่ได้เลยที่หากมีใครสรุปว่า “พล.อ.ประยุทธ์หมดสภาพแล้ว ในศรัทธาของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”
เพียงแต่ว่าหากสรุปเช่นนั้นแล้วจะเหมารวมว่า “วาสนาในการครองอำนาจ” ของ “พล.อ.ประยุทธ์” น่าจะจบลง อาจจะเป็นการสรุปที่ “มองการเมืองไม่ครบมิติ”
ด้วยหากมองอย่างพิเคราะห์ในท่าทีของ “พล.อ. ประยุทธ์” ในการตอบโต้การถูกโจมตีดังกล่าวแล้ว มีความชัดเจนอย่างยิ่งว่า “ไม่แคร์เลยสักนิดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะคิดอย่างไร”
ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหา “อวดโอ่ผลงาน และกระแนะกระแหนนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม” ก็คือ “การพูดเชิดชูข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจ ทหาร” แบบ “ปกป้อง เรียกร้องให้ทุกคนเข้าอกเข้าใจอย่างเต็มที่”
เป็นการแสดงออกที่ทำให้เห็นว่าต่างกันสิ้นเชิงกับความรู้สึกที่มีต่อ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”
นั่นเป็นภาพรวมของการเมืองที่ปรากฏให้เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่ทั้งที่เป็นเช่นนั้น นักวิเคราะห์การเมืองทั้งหลายยังวางอนาคตของ “พล.อ.ประยุทธ์” ไว้ในความเชื่อที่ว่าจะกลับมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” อีกสมัย และเริ่มที่จะพูดถึงว่าจะไม่ใช่แค่ “2 ปี” ตามที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตัดสินไว้ก่อนหน้านั้น แต่จะ “เป็นได้เรื่อยไปตามที่อยากเป็น” ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นข้อจำกัดเสีย หลังกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลได้อีกครั้ง
ที่เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกคนต่างรับรู้ว่า แม้จะได้ชื่อว่าปกครองด้วย “ระบอบประชาธิปไตย” แต่เอาเข้าจริงโครงสร้างอำนาจที่ครอบงำความเป็นไปของประเทศ คือระบบที่ “ออกแบบไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจ”
ความเชื่อมั่นว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง ด้วยเงื่อนไขแค่ขอให้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” มี ส.ส.ไม่น้อยกว่า25 คน แค่พอจะเสนอ “แคนดิเดตนายกฯ” ต่อสภาเท่านั้น ไม่แคร์เลยต้องมีความชอบธรรมจากการเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง
เป็นความเชื่อมั่นใน “อำนาจที่ออกแบบและจัดสร้างไว้เพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” มากกว่า “อำนาจประชาชน ที่เป็นผลจากการเลือกตั้ง”
สุชาติ ศรีสุวรรณ

