หลังจบศึกที่ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แม้จะไม่ดุเดือดเลือดพล่าน เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี แต่ก็เพิ่มสีสันให้กับสภาผู้แทนราษฎรพอสมควร ก่อนจะหมดวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ขณะเดียวกันก็เป็นการขยับเข้าใกล้สู่การเลือกตั้งใหม่ ความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรค และนักการเมืองทั้งหลาย คึกคักขึ้นเรื่อยๆ
การแข่งขันฉากหน้า การขึ้นเวทีปราศรัย โชว์นโยบายสวยหรู แต่จะทำได้จริงหรือไม่ เอาไว้ค่อยไปแก้ตัวกันหน้างานขอให้โดนใจชาวบ้านเพื่อดึงคะแนนให้ได้ก่อน
ส่วนหลังฉาก มีกลเกมหลากหลาย เพื่อหวังคว้าชัยได้เก้าอี้ ส.ส.ให้มากที่สุด
ทั้งแจกกล้วยดึงผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ-บี ที่มีฐานเสียงในพื้นที่แน่นปึ้กเข้าสังกัด จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากในการทำศึก หรือเสี่ยงน้อยสุดที่จะสอบตก อีกทั้งช่วยเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค
อีกทั้ง ยังลือกันแซ่ดว่ามีแผน “อุ้มบุญ” หากเห็นว่าในบางพื้นที่ฐานเสียงของพรรคไหนแน่นปึ้ก เจาะยาก ก็ให้ผู้สมัครทำเนียนว่ามีปัญหากับพรรคสังกัดเดิม แล้วให้ย้ายไปอยู่พรรคนั้น หากได้เป็น ส.ส. ค่อยแปลงร่างเป็นงูเห่าคอยชูมือหนุนพรรคเดิม
แม้กระทั่งใช้คดี ที่บางคนหรือญาติพี่น้องมีชนักติดหลังก็นำมาต่อรองทั้งให้ย้ายมาอยู่พรรคตัวเอง และห้ามคนของตัวเองย้ายไปค่ายอื่น
นอกจากเล่นเหลี่ยม ซ่อนเล่ห์ ต่างๆ นานาแล้ว ยังมีการใช้อำนาจ กลไกรัฐ ทั้งหน่วยงานราชการทั่วไป รวมถึงองค์กรอิสระบางแห่ง เพื่อหวังชัยชนะในการเลือกตั้ง
มีการมองข้ามช็อตวางแผนล่วงหน้าจัดสูตรต่างๆ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลหลังรู้ผลคะแนน
สูตรหนึ่ง ที่พูดถึงกันมาก คือดีลลับการจับมือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ
จริง-ไม่จริง หรือแค่ตีปลาหน้าไซ ต้องรอดูกัน…แต่กระนั้นก็มีเค้าลางบางอย่าง ที่ส่อว่าจะเป็นไปอย่างที่ประเมินกัน
ทั้งท่าทีของ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติ และย้ำหลายครั้งคราว่าเป็นพรรคที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง พร้อมคุยกับทุกพรรค หลัง “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แยกไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ
อีกเรื่องหนึ่งที่คาดกันว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งของดีลลับนี้ คือ คดี “ข้าวจีทูจี” ภาค 2 ที่มีข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 6 ต่อ 1 ว่าทั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ไม่มีความผิด ให้พ้นข้อกล่าวหา
ทำให้หลายคนข้องใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีการปล่อยข่าวว่า3 พี่น้อง “ชินวัตร” ไม่รอดแน่ เพราะหากเปรียบเป็นบทละครแล้ว ทั้งคดีข้าวจีทูจี ภาค 1 และภาค 2 ก๊อบปี้เนื้อหาเหมือนกันเป๊ะ เพียงแค่มีตัวละครใหม่เข้ามาเพิ่ม
ดังนั้น เมื่อทั้ง 3 คนหลุดคดี จึงถูกนำไปโยงว่าเป็นส่วนหนึ่งของดีลลับ จับขั้วตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ
แต่ก็มีเสียงเตือนอย่าเพิ่งตายใจไปว่า คดีข้าวจีทูจี ภาค 2 จะลงเอ่ยอย่างนั้น เพราะ ป.ป.ช.ยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ อาจจะยื้อคดีนี้ไว้ก่อน เพื่อเก็บไว้เป็นดาบสอง หากบิดพลิ้วข้อตกลง คดีอาจจะพลิกได้
ว่ากันว่า ดีลนี้นอกจาก ป.พี่ใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลแล้ว ยังมี ป.น้อง (ที่ไม่ใช่กลุ่ม 3 ป.) ก็มีพลังอำนาจและเครือข่ายไม่น้อย ช่วยเดินเกมอยู่หลังฉาก
จึงมีการตั้งชื่อย่อ “ป.ป.ช.” ใหม่ เป็น “ปป.-ป.ป.ช.”
หวังว่าที่มีการโยงคดีข้าวจีทูจี ภาค 2 กับดีลลับพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นแค่พูดกันไปเอง
สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

