หน้าแรก คอลัมนิสต์ รอดเพราะทนายเ...

รอดเพราะทนายเก่ง

22.02.23 | 12:56 น.
นายโทมัส แพทริก ฮิวส์ตัน

 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างความตลกและกะล่อนของชายชาวแคลิฟอร์เนียคนหนึ่งกับเป็นความจริงจังทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของชาวบ้านโดยทั่วไปที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกซึ่งเพิ่งพิพากษาคดีเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

เริ่มเรื่องด้วยการปูพื้นเสียก่อนว่ามลรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นมลรัฐที่มีประชากรมากที่สุดและมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา หากพิจารณามลรัฐแคลิฟอร์เนียแยกเป็นประเทศเอกราชประเทศหนึ่ง แคลิฟอร์เนียจะเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกถัดจากประเทศเยอรมนี ภาคเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วยอวกาศยาน และธุรกิจ บันเทิง และธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ยิ่งยวดในย่านซิลิคอนแวลลีย์ ส่วนกฎหมายนั้นแคลิฟอร์เนียใช้กฎหมายแบบคอมมอนลอว์ หรือกฎหมายจารีตประเพณีตามแบบมลรัฐแทบทั้งหมดของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งผู้พิพากษาของศาลทุกศาลของมลรัฐจะต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนและอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษาแบบมีวาระ ดังนั้นที่มาของผู้พิพากษาในอเมริกาจึงขึ้นกับประชาชน โดยประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดสรรบุคคลมาใช้อำนาจสูงสุด 1 ใน 3 อำนาจตุลาการ

นอกจากนี้ กฎหมายแบบคอมมอนลอว์ หรือกฎหมายจารีตประเพณีในคดีความนั้นใช้ระบบลูกขุนตัดสินโดยลูกขุนในคดีความของมลรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกามาจากประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจะจัดทำบัญชีรายชื่อลูกขุนจากผู้ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาลก็จะนำบัญชีนี้มาใช้เลือกคณะลูกขุน โดยเลือกตามลำดับไปโดยคู่ความไม่รู้รายชื่อล่วงหน้ามาก่อน แต่คู่ความมีสิทธิค้านลูกขุนได้ตามจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น อาจให้ค้านได้ฝ่ายละ 3 ครั้ง หรือ 3 คน คนที่ถูกค้านจะตกไป เลื่อนคนในบัญชีอันดับถัดไปขึ้นมาแทนจำนวนลูกขุนจะถูกกำหนดตามกฎหมายของแต่ละมลรัฐไม่เท่ากัน ระหว่าง 8-12 คน แต่ส่วนใหญ่รวมทั้งมลรัฐแคลิฟอร์เนียจะมีจำนวน 12 คน เมื่อคัดเลือกคณะลูกขุนได้แล้ว คณะลูกขุนทั้งหมดจะถูกเก็บตัวทันที ห้ามติดต่อกับโลกภายนอกทุกรูปแบบว่าถูกเก็บโทรศัพท์มือถือไปเลย โดยคณะลูกขุนต้องพักในโรงแรมที่รัฐจัดให้จนกว่าจะพิจารณาคดีแล้วเสร็จและคำตัดสินคดีของคณะลูกขุนถือเป็นเด็ดขาดผู้พิพากษาเป็นเพียงผู้รับผลการตัดสินของลูกขุนไปดำเนินทางกฎหมายต่อไปเท่านั้น

ยามา (llama)

หากดูเผินๆ แล้วระบบลูกขุนนั้นปฏิบัติได้ยากยุ่งยากแต่โดยข้อเท็จจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมจนถึงขั้นฟ้องร้องถึงศาลที่สหรัฐอเมริกานั้นน้อยครั้งนักที่คดีความจะถึงขั้นแต่งตั้งลูกขุนมาพิจารณาคดีเพราะเมื่อการฟ้องร้องคดีความกันแล้วผู้พิพากษาก็จะเรียกทั้งโจทก์และจำเลยรวมทั้งทนายของทั้ง 2 ฝ่ายมาแสดงหลักฐานและพยานทั้งหมดต่อกันเสียก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้ทนายสามารถชั่งน้ำหนักว่าจะดำเนินคดีต่อถึงขั้นตั้งคณะลูกขุนหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 90% จะจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความกันไป หรือมีการต่อรองกันระหว่างอัยการกับจำเลยให้สารภาพแต่โดยดีไม่ต้องสู้กันถึง 3 ศาลเหมือนอย่างประเทศที่ใช้กฎหมายแบบประมวลกฎหมาย เช่น ประเทศไทย

สำหรับเรื่องที่จะเล่าครั้งนี้เป็นคดี DUI หรือ “Driving under the influence” ซึ่งแปลตรงๆ ว่าขับรถภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์หรือยากล่อมประสาทประเภทเสพติด หรือขับรถโดยไม่มีสติสมบูรณ์ ไม่พร้อม นั่นเอง เหตุผลอันดับหนึ่งที่คนโดน DUI คือกินเหล้าเมาแล้วขับรถนั่นแหละ และที่สหรัฐอเมริกา DUI เป็นความผิดใหญ่ค่าปรับแพง แถมต้องไปเข้ารับการอบรม และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ชดเชยเยอะมาก ถ้าใครโดนข้อหา DUI 3 ครั้ง จะถูกริบใบขับขี่ ห้ามขับรถตลอดชีวิต

Advertisement

เรื่องเกิดขึ้นที่เมืองยูไคอาห์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อ นางลารา ฮิวส์ตัน อายุ 61 ปี ได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ นายโทมัส แพทริก ฮิวส์ตัน อายุ 60 ปี ผู้มีอาชีพทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ชื่อ แมคแนป แรนส์ ซึ่งแยกกันอยู่ชั่วคราวกับภรรยาคือนางลารานั่นแหละว่า นางแอนน์ แลนดาวเออร์ ต้องการจะไปเยี่ยมตัวยามาซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในตระกูลอูฐที่นางแอนฝากเลี้ยงไว้ที่ฟาร์มแมคแนปผ่านทางนางลารานั่นเอง ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่นางลารามีโทรศัพท์มือถือที่โยงกับกล้องวงจรปิดที่บ้านและที่ในฟาร์มแมคแนป ซึ่งนางลาราก็เช็กดูเป็นระยะ ครั้นเห็นเงียบมากจนไม่น่าไว้วางใจจึงขับรถไปเช็กดูที่บ้าน ปรากฏว่าว่าเจอคนทั้ง 2 อยู่บนเตียงนอนในห้องนอนของแขกผู้มาเยือน นางลาราจึงเข้าไประดมกำปั้นทุบตีนายโทมัสซึ่งเมาเหล้ามากจนนายโทมัสวิ่งหนีไปที่รถกระบะและขับรถหนีออกไปขณะที่สตรีทั้งคู่ร่วมใจกันวิ่งตามและระดมขว้างก้อนกรวดตามหลังรถกระบะไป

เมื่อนายโทมัสขับรถหนีไปได้ราว 750 เมตรก็จอดรถและหลับคาพวงมาลัยจนถูกตำรวจจับตั้งข้อหา DUI เมาแล้วขับถึง 2 กระทง ต้องขึ้นศาลดำเนินคดีโดยลูกขุนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ..2566 นี้เองซึ่งนายโทมัสให้การปฏิเสธ โดย นายอัลเบิร์ต เจ. คูบานิส ทนายความของนายโทมัสได้ต่อสู้โดยให้การว่าการที่นายโทมัสต้องขับรถทั้งๆ ที่เมานั้นเป็นการกระทำที่จำเป็น (act of necessity) เพื่อหลบหนีภัยอันตรายถึงชีวิตจากสตรีที่กำลังโกรธแค้นอย่างขาดสติถึง 2 คน ซึ่งสตรีคนหนึ่งนั้นคือภรรยาของนายโทมัสเองจึงเป็นเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าเพื่อหลบหนีจากการถูกทำร้ายร่างกายอาจถึงตายได้และการขับรถขณะที่เมาอยู่นั้นไม่ได้ทำให้ใครต้องเสี่ยงภัยเนื่องจากขับไปในระยะใกล้ๆ เท่านั้นเพื่อรักษาชีวิตของตน

ครับ! คณะลูกขุนลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่านายโทมัสไม่มีความผิดฐานเมาแล้วขับเนื่องจากเป็นการรักษาชีวิตของตนไว้เท่านั้น ศาลพิพากษาปล่อยตัวนายโทมัสให้เป็นอิสระ แต่นายโทมัสยังคงต้องแก้ไขปัญหาส่วนตัวกับสตรี 2 คนนั้นด้วยตัวเองอีกต่อไป

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์