หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : การ‘แปลงสาร’ เปลี่ยนคาน และเสา ช่วงชิง อำนาจ

23.02.23 | 12:44 น.

ปีพ.ศ.333 ฉินสื่อหวางตี้นำฮูไฮ่ผู้เป็นโอรส พร้อมด้วยอัครมหาเสนาบดีหลี่ซือ และขันทีเจ้าเกา
ออกประพาสตรวจราชการหัวเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อมาถึงตำบลผิงหยวนจิน ฉินสื่อหวางตี้ประชวร จึงมีราชโองการให้เรียกฮูซู่ โอรสองค์ใหญ่ซึ่งคุมการสร้างกำแพงเมืองจีนอยู่กลับกรุงเสียนหยาง
เพื่อจัดการพระศพและสืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้
ต่อมาอีกไม่กี่วันฉินสื่อหวางตี้ก็ทิวงคต พินัยกรรมและตราหยกประจำตัวฮ่องเต้ (พระราชลัญจกร)
ตกอยู่ในมือเจ้าเกา
สำนวนแปล ถาวร สิกขโกศล ผ่านหนังสือ “แลหลังแดนมังกร” เล่ม 3 ระบุคุณสมบัติของเจ้าเกาตรงไปตรงมาว่า
เป็น “ขันทีเจ้าเล่ห์”

รายละเอียดเชิงสังเคราะห์จากสถานการณ์นี้สัมผัสได้จาก “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” ของหลี่เฉวียนตามสำนวนแปล เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย
ระหว่างประชวรฉินสื่อหวางสั่งให้เจ้าเกาเขียนราชโองการ
แล้วรีบส่งไปยังชายแดนทางเหนือให้ฮูซู่รีบกลับมาจัดการพิธีฝังศพที่เสียนหยาง
แต่เจ้าเกาไม่ส่งกลับเก็บราชโองการไว้
ด้านหนึ่ง ตระเตรียมการสังหารฮูซู่ อีกด้านหนึ่ง เตรียมการแต่งตั้งฮูไฮ่ขึ้นเป็นรัชทายาท
อันเท่ากับเป็นการ “แปลงสาร”
เมื่อหลี่ซือทนกับการคุกคามบีบบังคับและการหลอกล่อด้วยผลประโยชน์ของเจ้าเกาไม่ไหว
สุดท้ายจึงตกลงร่วมมือ

ประพฤติการณ์เช่นนี้ของเจ้าเกาหนังสือ “36 กลอุบาย” จากการเรียบเรียงของ สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย ลงความเห็นว่า
เป็นการ “ลอบเปลี่ยนคานและเสา”
พร้อมกับให้ความหมายอย่างรวบรัดว่า เป็นการใช้กลอุบายหลอกลวงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
ทำให้คู่ต่อสู้ย้ายกำลังสำคัญออกไป
หรือสร้างสถานการณ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนกำลังลง เมื่อได้จังหวะเหมาะจึงเข้าโจมตี
หรือเข้าควบคุมสถานการณ์
ประเด็นสำคัญ คือ การสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ฝ่ายเราได้ประโยชน์
โดยวิธีการเช่นการหลอกลวง การทำให้เข้าใจผิด
การแก้ไข บิดเบือน คำสั่ง การลอบสังหาร การสลับสับเปลี่ยนเอกสาร การเปลี่ยนบุคคลสำคัญ
หรือแม้กระทั่งการทำลายล้างอย่างทารุณโหดเหี้ยม

ยิ่งเมื่ออ่าน “แลหลังแดนมังกร” เล่มเดียวกันในตอนว่าด้วย “ชี้กวางเป็นม้า” สำนวน ถาวร สิกขโกศล ก็จะยิ่งเข้าใจ
เจ้าเกา ฮูไฮ่ หลี่ซือ สมคบกัน
ทำลายพินัยกรรมฉบับเดิมแล้วปลอมราชโองการฉินสื่อหวางตี้อีกฉบับหนึ่ง สั่งการให้ฮูซู่และแม่ทัพเหมิงเถียนฆ่าตัวตาย
เมื่อกลับเสียนหยางก็ราชาภิเษกฮูไฮ่เป็นฉินเอ้อร์สื่อหวางตี้
ฮูไฮ่เป็นหนุ่มเจ้าสำราญ เอาแต่ร่ำสุรานารี อำนาจจึงตกอยู่ในมือเจ้าเกา ขณะที่เจ้าเกาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง
คิดชิงตำแหน่งฮูไฮ่
เพื่อทดสอบดูท่าทีเหล่าขุนนางที่มีต่อตน วันหนึ่ง จึงจูงกวางเข้าไปในท้องพระโรง ชี้ที่กวางพลางทูลว่า
“ข้าบาทเอาม้าตัวนี้มาถวายพระองค์โดยเฉพาะ”
ฉินเอ้อร์สื่อแปลกใจมากกล่าวว่า “นี่มันกวางชัดๆ ทำไมบอกว่าม้า”
เจ้าเกาทำเป็นไม่พอใจ “ข้าบาทแสวงหาม้าตัวนี้มาได้ด้วยความลำบากยากยิ่งไฉนจึงเห็นเป็น กวางไปได้
ถ้าไม่เชื่อพระองค์ทรงถามพวกขุนนางดูซี”

พวกขุนนางที่ขี้ขลาดต่างรีบพูดเข้ากับเจ้าเกาว่า “ม้า เป็นม้าชั้นดี” บางคนแสร้งทำเป็นใบ้ หูหนวก
มีส่วนน้อยที่กล้าบอกว่าเป็นกวาง
อีกไม่กี่วัน ขุนนางพวกที่กล้าตอบว่าเป็นกวางต่างถูกเจ้าเกาหาเรื่องประหารชีวิตจนหมดสิ้น
ตั้งแต่นั้นขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างก็เกรงกลัวเจ้าเกา
ต่อมาอีกไม่นาน ทั้งแผ่นดินเดือดร้อน ลุกเป็นไฟ เกิดกบฏต่อต้านราชวงศ์ฉินขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่ง
เจ้าเกาส่งคนไปฆ่าฉินเอ้อร์สื่อ
แต่ตนเองยังไม่กล้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ จึงเอาหลานของฉินเอ้อร์สื่อขึ้นมาเป็นหุ่นแทน

Advertisement

เมื่ออ่าน “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก ก็จะมองเห็นภาพแห่งการคลี่คลายขยายตัวของสถานการณ์
ดำเนินไปในลักษณะอันเป็น “ผลสะเทือน”
ในปีที่ 2 ของรัชสมัยฉินเอ้อร์สื่อหวางตี้ หลี่ซือ อดีตสมุหนายกและรัฐบุรุษคนสำคัญของฉินสื่อหวางตี้ก็ถูกเจ้าเกาจับเข้าคุก
เหตุผลแห่งการทำลายล้างนี้
1 เพราะหลี่ซือเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัชสมัยฉินสื่อหวางตี้และก็สืบตระกูลขุนนางมาหลายชั่วคน
จึงมีชื่อเสียงเกียรติคุณสูง
1 หลี่ซือเคยทูลเตือนฉินเอ้อร์สื่อหวางตี้ว่า เจ้าเกาเป็นคนไม่เคยมีความเข้าใจในเหตุผลและความละโมบนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
การจับเข้าคุกและประหารจึงมีความจำเป็น

ขณะที่ สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย เรียกว่า “ลอบเปลี่ยนคานและเสา” ประดิษฐ์ พีระมาน เรียกว่า “ลักคานเปลี่ยนเสา”
พร้อมกับเสนอ “อรรถาธิบาย” สั้นกระชับ
กลยุทธ์ “ลัก คาน เปลี่ยน เสา” เป็นอุบายการศึก โน้มน้าวให้กองกำลังพันธมิตรที่เป็นกำลังสำคัญให้กับกองทัพข้าศึก
เปลี่ยนใจกลับมาร่วมกับกองทัพเรา
ร่วมโจมตีข้าศึกที่ไม่ทันรู้ตัวพ่ายแพ้ยับเยิน
หากพิจารณาจากกรณีของเจ้าเกาก็ต้องยอมรับว่าในเบื้องต้นประสบความสำเร็จ
แต่ความสำเร็จนำไปสู่ “การทำลาย”
ไม่ว่าจะเป็นการทำลาย ฮูไฮ่ โอรสองค์โต แม่ทัพเหมิงเถียน อันถือว่าเป็นเป้าสำคัญที่อาจขัดขวาง
และรวมถึงหลี่ซือ และฮูซู่
การทำลายฝ่ายเดียวกันจึงกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนและก่อให้เกิดการขยายบานปลายออกไป
กระทั่งกลายเป็น “วิกฤต”

ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในแบบช่วงชิงอำนาจ ช่วงชิงบัลลังก์ ไม่ว่าจะเป็นการทำศึกในสมรภูมิ
ความโน้มเอียงมักเกิดขึ้นตลอดสองรายทาง
1 เป็นความโน้มเอียงที่จะมองเห็นแต่ด้านอันเป็นชัยชนะ อันเป็นความสำเร็จ ถือว่าเป็นด้านที่ราบรื่น
ขณะเดียวกัน 1 ก็มองข้ามผลสะเทือนและความต่อเนื่อง
เหมือนกับกรณีของเจ้าเกาเริ่มต้นก็อาจจะสมประโยชน์กับฮูไฮ่เพราะเป็นความปรารถนา “ร่วม” การณ์กลับกลายเป็นว่าจุดแห่งการเล่นเล่ห์เพทุบายโดยเฉพาะต่อกรณีของหลี่ซื่อก่อให้เกิดผลสะเทือนที่นอกเหนือการควบคุม
เมื่อถึงคราต้องกำจัดหลี่ซือ