การเมืองเอาเปรียบ…พรรคอะไรหรือจะสู้พรรค ส.ว.
เฮ ฤดูหาเสียง เทศกาลขายฝันเริ่มแล้ว หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยความในใจวันเลือกตั้งทั่วไปน่าจะตรงกับวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวางไว้ 7 พฤษภาคม 2566
แผ่นป้ายโฆษณาหาเสียงกระจายเต็บพรึบไปแทบทุกถนนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แข่งขันเสนอนโยบายขายฝันกันระเบิดเถิดเทิง
คอการเมืองข้างทำเนียบบอกว่า มีฝันมาขาย ดีกว่าไม่รู้จักฝัน ส่วนฝันจะเป็นจริงหรือไม่นั้นอีกเรื่อง
คนโลกไม่สวยถึงเตือนสติว่า ให้มองการเมืองอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น
ส่วนเซียนการเมืองเลือกข้างก็แข่งกันเสนอขายแนวคิดให้ตัดสินใจในวันหย่อนบัตร ต้องเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคที่เราชม คนที่เราชอบ เลือกอย่างไรก็ได้ถ้าทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่อ
ขณะที่อีกเซียนหนึ่ง เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกันแต่ตรงกันข้าม เลือกอย่างไรก็ได้ ขอให้ส่งประยุทธ์กลับบ้าน ปิดฉาก 3 ป.เสียที 8 ปีนานเกินไปแล้ว
เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ทำเอาเลือกตั้งเชิงอุดมการณ์ ประชาธิปไตย-เผด็จการ กับเลือกตั้งเชิงนโยบาย ชิดซ้าย กลายเป็นแค่วาทกรรม เพราะเป็นจริงได้ยาก ไม่ว่านโยบายการเมือง เศรษฐกิจและอื่นๆ ก็ตาม
เหตุเพราะการเลือกตั้งยังคงเป็นไปภายใต้โครงสร้างทางการเมืองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 อำนาจพิเศษของ ส.ว.
เมื่อการเมืองแบบเอารัดเอาเปรียบยังดำรงอยู่ก็อย่าหวังเลยว่าการเลือกตั้งที่เน้นการแข่งขันทางนโยบายเป็นหลักในการตัดสินจะเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่าง นโยบายการเมือง ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปิดสวิตช์ ส.ว. เป็นต้น ใครจะกล้าเสนอเปลืองตัวเปล่าๆ
ถ้าถามพรรคการเมืองทั้งหมดว่าเห็นด้วยไหมคำตอบจะออกมาว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยเป็นพรรคส่วนน้อย
แต่พอถามต่อไปว่าเห็นด้วยแล้วจะเสนอเป็นนโยบายหรือไม่ กลายเป็นว่าพรรคส่วนใหญ่ไม่เสนอ ฝ่ายเสนอกลับเป็นพรรคส่วนน้อย
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะกติกาที่เอื้อให้เกิดการเมืองเอาเปรียบ ให้อำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกตัวนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภานั่นเอง ผ่านมาแปดปีแล้วยังดำรงอิทธิฤทธิ์ต่อไป
ถ้าเป็นไปตามกติกาประชาธิปไตยปกติสากล ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คนเขตเลือกตั้ง 400 คน บัญชีรายชื่อ 100 คน พรรคที่ได้คะแนนนำสูงสุดอันดับหนึ่งรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง คือ 251 เสียง ควรได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน
ต่อเมื่อไม่สำเร็จถึงเปิดโอกาสให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับสองรวบรวมเสียงต่อไปจนเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าทำได้ก็เป็นรัฐบาล ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป
แต่เมื่อกติกาไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น การเลือกตัวนายกรัฐมนตรีต้องใช้เสียงทั้ง ส.ส.และ ส.ว.เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ 375 เสียง จาก 750 เสียง
พรรคการเมืองที่หวังได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงต้องพึ่งพาอาศัยเสียงของ ส.ว.ทั้งหมดมาสนับสนุน
ด้วยเหตุนี้จะมีพรรคไหนกล้าเสนอนโยบายทำลายโอกาสของตัวเอง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปิดสวิตช์ ส.ว.นอกจากพรรคที่ไม่หวังพึ่ง ส.ว.
การเรียกร้องอ้อนวอนให้ ส.ว.เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจึงเป็นเพียงความฝัน ไม่มีทางเป็นจริงไปได้เลย
บทสรุปจากการลงมติญัตติเสนอให้รัฐบาลทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่เสียงส่วนน้อยในวุฒิสภาพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า เป็นสิ่งยืนยันชัดเจน
พล.อ.ประยุทธ์เองที่บอกว่าตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการทำงานต่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อคนส่วนใหญ่ แม้เวลาเหลืออีกแค่เพียง 2 ปีก็ตาม
คนไม่ได้กินแกลบก็อ่านออกว่า เพราะย่อมรู้อยู่แก่ใจว่ากติกายังเอื้อให้ได้เปรียบคนอื่น มีช่องทางและโอกาสที่จะได้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง
พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาสนับสนุน ส.ส.พรรคต่างๆ ที่พากันย้ายเข้าไปร่วมก็เพราะมองเห็นโอกาสและช่องทางสู่อำนาจเดียวกันนี้
นี่แหละหรือ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในคราบนักประชาธิปไตยภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ขอให้ได้เป็นรัฐบาลก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง
เมื่อก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยการเอารัดเอาเปรียบขณะที่ ส.ว.ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเอาเปรียบยังคงภูมิอกภูมิใจต่อไปอีกได้อย่างไร
ฉากการเมืองหลังการเลือกตั้งที่น่าติดตามว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็คือ จะมี ส.ว.คนไหนกล้ายกมือเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่น นอกจากรวมไทยสร้างชาติกับพลังประชารัฐ
การเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิมนี่เอง ถึงแม้พรรคการเมืองทั้งหลายจะได้ที่นั่ง ส.ส.มากเท่าไหร่ก็ตาม บทบาท อำนาจต่อรอง ชี้ขาด ยังมากล้นอยู่ที่พรรค ส.ว.เช่นเดิม

