หน้าแรก คอลัมนิสต์ คำขาด เส้นตาย...

คำขาด เส้นตาย เคลื่อนจาก ‘มิถุนายน’ พฤศจิกา ธันวา

6.12.16 | 13:45 น.

เหมือนกับ “ความหวัง” ของดีเอสไอที่จะได้เห็นการเจรจาอีกรอบกับวัดพระธรรมกาย เป็นความหวังอันสะท้อนถึงความพยายาม

พยายามที่จะหา “ทางออก”

แต่ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ การเจรจาหากจะมีในรอบต่อไปก็ต้องถือว่าเป็นการเจรจารอบที่ 3

หากถือว่าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นรอบที่ 1

และหากถือว่าการเจรจาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ณ วัดพระธรรมกาย เป็นการเจรจารอบที่ 2 ซึ่งส่อเค้าว่าจะล้มเหลว

Advertisement

“ความหวัง” 1 ของดีเอสไอ คือ ความหวังที่จะได้เห็น พระราชภาวนาจารย์ อยู่ในวงเจรจา

ทั้งๆ ที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.ปทส.เพิ่งเดินทางไปแจ้งความกล่าวโทษพระราชภาวนาจารย์ ณ สภ.คลองหลวง

1 ความผิดตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

1 ความผิดเพราะให้ความช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย โดยมิได้นำพระเทพญาณมหามุนี มามอบให้พนักงานสอบสวน

คิดบ้างไหมว่า พระราชภาวนาจารย์ จะรู้สึกอย่างไร

 

การเจรจาอาจเป็นกระบวนการ 1 ในกระบวนการทางการทูต กระบวนการทางการเมือง เป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหา และหนทางออกที่นุ่มนวล

แต่หาก “ศึกษา” รายละเอียดของ “การเจรจา” ก็น่าคิด

น่าคิดว่า ทำไมเมื่อมีการเจรจา ณ สภ.คลองหลวง ในวันที่ 25 พฤศจิกายน แล้วจึงไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด

ทั้งๆ ที่กำหนด “เส้นตาย” การมอบตัวในวันที่ 30 พฤศจิกายน

น่าคิดว่า ทำไมเมื่อมีการเจรจา ณ วัดพระธรรมกาย ในวันที่ 2 ธันวาคม แล้วทางดีเอสไอจึงตั้งความหวังว่าน่าจะมีการเจรจาในลักษณาการเดียวกันนี้อีก

โดยเชื่อว่า พระราชภาวนาจารย์ ควรจะอยู่ในโต๊ะเจรจาด้วย

แต่ความเป็นจริงที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเองก็ยอมรับ อัยการพิเศษการสอบสวน 3 ซึ่งเป็น 1 ในคณะพนักงานสอบสวนเองก็ยอมรับ

ยอมรับว่าดีเอสไอไม่สามารถตอบได้ว่าจะให้ “ประกัน” ได้หรือไม่

เหตุผลเพราะ 1 คดีว่าด้วยการรับของโจรและการฟอกเงินไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอแล้ว หากแต่เหตุผลเพราะ 1 คดีอยู่ในความรับผิดชอบของอัยการ

ดีเอสไอมีหน้าที่เพียงนำตัว “ผู้ต้องหา” ส่งมอบให้ “อัยการ” เท่านั้น

 

ไม่ว่าบทบาทของ 1 ดีเอสไอ ไม่ว่าบทบาทของ 1 ตำรวจ และไม่ว่าบทบาทของ 1 อัยการดำเนินไปโดยขาดการประสานและร่วมมือกัน

แม้ในความเป็นจริงได้รับมอบหมายให้ต้องร่วมมือและประสาน

การเจรจาระหว่าง “วัดพระธรรมกาย” กับ “ดีเอสไอ” จึงหมดความจำเป็น เพราะว่าการประกันได้เลยขั้นตอนของ “ดีเอสไอ” ไปแล้ว

การเจรจาระหว่าง “วัดพระธรรมกาย” กับ “ดีเอสไอ” จึงดำเนินไปอย่างขวยเขิน

เพราะในระหว่างที่ “ดีเอสไอ” ตั้งโต๊ะเจรจา ทางด้าน “ตำรวจ” ก็ส่งคนของตนไปเล่นงานรักษาการเจ้าอาวาส “วัดพระธรรมกาย” ในข้อหาอันร้ายแรง

เด่นชัดว่า พระราชภาวนาจารย์ ก็จะไปยืนอยู่แนวเดียวกับ พระเทพญาณมหามุนี

เด่นชัดว่า พระราชภาวนาจารย์ ก็จะต้องกลายเป็นพระ “ล่องหน” ในวิถีเดียวกันกับ พระเทพญาณมหามุนี

ความชอบธรรมในทางกฎหมายที่จะบุกเข้าวัดพระธรรมกายก็จะแน่นหนายิ่งขึ้น

แต่คำถามก็คือจะสามารถแปร “ความชอบธรรม” ทางกฎหมายนี้ให้ปรากฏเป็นจริงในทางการปฏิบัติอย่างไร

 

เด่นชัดยิ่งขึ้นว่า ไม่ว่า “คำขาด” ไม่ว่า “เส้นตาย” อันมาจากดีเอสไอและตำรวจดำเนินไปอย่างไหลลื่น

ไหลลื่นจากเมื่อเดือนมิถุนายน ไหลลื่นจากเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ไหลลื่นจากเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และไหลลื่นไปอยู่ ณ วันที่ 10 ธันวาคม

โดยไม่มีใครตอบได้ว่าจะ “เป็นจริง” มากน้อยเพียงใด