โครงการสร้างทางรถไฟสายมูเซ-จ๊อกผิ่วกลับมาแล้ว
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าแผนการสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Road Economic Belt) เป็นแผนการยิ่งใหญ่ที่จะเข้าไปเปลี่ยนการค้าระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ใกล้เคียงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ อีกทั้งยังจะสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงทางทรัพยากรให้จีนต่อไปอีกนาน ที่ผ่านมา จีนเข้าไปลงทุนสร้างทางรถไฟให้หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลาว ที่เปิดทางรถไฟสายแรกระหว่างเวียงจันทน์กับหลวงพระบางไปตั้งแต่ปลายปี 2021 หรือเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า
นอกจากทางรถไฟในลาวและไทยที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ จีนยังมีโครงการก่อสร้างทางรถไฟที่พม่าด้วย ก่อนรัฐประหาร ท่าทีของรัฐบาลพม่าหลายชุด ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่มีต่อจีนเป็นแบบระแวดระวัง และไม่ต้องการให้จีนเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของพม่ามากจนเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าสุญญากาศทางอำนาจและสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2021 ทำให้จีนต้องรุกและเข้าหาพม่ามากขึ้น และเร่งดำเนินการสร้างทางรถไฟที่จะเชื่อมเมืองมูเซ (Muse) เมืองชายแดนจีน-พม่า กับเมืองจ๊อกผิ่ว (Kyaukpyu) ในรัฐยะไข่ ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรประเภทก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดียที่สำคัญมาแต่อดีต
หากทางรถไฟมูเซ-จ๊อกผิ่วสำเร็จ จีนจะสามารถเชื่อมการค้าจากคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ซึ่งไม่มีทางออกทะเล เข้ากับมหาสมุทรอินเดียได้ โดยผ่านมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่า และยังมีเป้าหมายระยะยาวคือการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดด้วยเครือข่ายรถไฟ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การจัดสรรทรัพยากรด้วยต้นทุนที่ถูกลง และการพัฒนาเมืองตามเส้นทางรถไฟ ทางรถไฟสายนี้ยังมีประโยชน์คู่กับท่อส่งก๊าซจากจ๊อกผิ่วไปเมืองวันดิ่ง (Wanding) ในมณฑลยูนนาน ซึ่งเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2017
การรถไฟพม่ากับบริษัทร่วมทุนจีนลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมไปแล้วตั้งแต่ปี 2011 แต่ตอนนั้นยังเป็นยุคของรัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนค่อนข้างรัดกุม และในที่สุดรัฐบาลเต็ง เส่ง ก็สั่งให้แขวนโครงการสร้างทางรถไฟนี้จนข้อตกลงร่วมสิ้นสุดลงในปี 2014
ต่อมาในยุครัฐบาลพลเรือน ภายใต้พรรค NLD รัฐบาลจีนพยายามผลักดันให้พม่าลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับตนอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ต้องบอกว่าจีนไม่ได้มาเล่นๆ อีกต่อไป และพยายามผลักดันทุกวิถีทางให้รัฐบาลพม่ายอมให้จีนเริ่มสร้างทางรถไฟ ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องเดินทางไปเนปยีดอและกล่าวถึงบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้ในปี 2020 ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นคือต้องใช้เงินลงทุนสร้างทางรถไฟจากมูเซไปจ๊อกผิ่วราว 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออาจมากกว่านั้น
รัฐบาล NLD เองแม้จะมีวาระเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ไว้ใจจีน (และจะไม่มีรัฐบาลพม่าใดที่ไว้ใจจีน ไม่ว่าข้อเสนอจากจีนจะน่าสนใจแค่ไหนก็ตาม) เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลของด่อ ออง ซาน ซูจี จึงไปจ้างบริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์มาเพื่อจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้อีกบริษัทหนึ่ง แต่ไม่มีการรายงานผลการศึกษาให้สาธารณชนรับรู้แต่อย่างใด เหตุผลของรัฐบาล NLD กับรัฐบาลเต็ง เส่ง แทบจะไม่ต่างกัน เพราะต่างมองว่าค่าก่อสร้างทางรถไฟที่จีนศึกษามามีราคาแพงกว่าปกติ และผลประโยชน์ที่พม่าจะได้รับจากทางรถไฟสายนี้มีน้อยกว่าผลประโยชน์ที่จีนจะได้รับอย่างมีนัยสำคัญ
หลังรัฐประหาร จีนพยายามผลักดันให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างทางรถไฟยาว 650 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมมณฑลยูนนานกับมหาสมุทรอินเดียดังที่กล่าวอีกครั้ง และยังย้ำจุดยืนที่จีนต้องการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (China-Myanmar Economic Corridor) นี้อย่างจริงจัง
ผลอีกอย่างหนึ่งที่จะตามมาเมื่อทางรถไฟสายนี้สำเร็จคือจะมีพ่อค้านักธุรกิจจากจีนตอนใต้หลั่งไหลเข้าไปในพม่า มัณฑะเลย์ที่คนพม่าเรียกกันเล่นๆ ว่า “เมืองคนจีน” หรือ “ตะโย่กเมี้ยว” (Tayoke Myo) ก็จะมีประชากรแฝงคนจีนเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ เมืองท่าจ๊อกผิ่วอีกทั้งเมืองตามทางรถไฟ ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ก็อาจกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยทุนจีน ดังที่เคยเกิดขึ้นกับสีหนุวิลล์ เมืองตากอากาศชื่อดังในกัมพูชา
หลังการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จสิ้นในปี 2021 ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมา จนเมื่อไม่นานมานี้ บริษัท China Eryuan Engineering Group บริษัทลูกของ China Railway Engineering Group บริษัทร่วมทุนจากจีนและรัฐบาลคณะรัฐประหารก็กลับมาเจรจากันเงียบๆ อีกครั้งหนึ่ง และมีมติให้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสร้างทางรถไฟมูเซ-จ๊อกผิ่ว
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญที่สุดในพม่าขณะนี้คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาวะสู้รบอย่างดุเดือด เส้นทางการก่อสร้างทางรถไฟเองก็อยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังในรัฐฉานและรัฐยะไข่ควบคุมอยู่ และเกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังเหล่านี้กับกองทัพพม่าอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ในพื้นที่โดยรอบมัณฑะเลย์ก็เป็นฐานที่มั่นของกองกำลัง PDF หรือกองกำลังฝั่งต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งประกาศไว้แล้วว่าจะทำทุกทางเพื่อไม่ให้กองทัพและคณะรัฐประหารเข้าไปก่อสร้างทางรถไฟในพื้นที่ของตนเองได้
ด้วยปัญหานี้ การก่อสร้างทางรถไฟอาจไม่สามารถเริ่มได้ในเร็ววันนี้ และแม้คณะรัฐประหารจะส่งไฟเขียวให้บริษัทจากจีนเดินหน้าการก่อสร้างได้ แต่โครงการทั้งหมดอาจจะล้มพับไม่เป็นท่าก็ได้หากการเมืองพม่ายังคงไร้เสถียรภาพและยังมีการสู้รบอย่างในปัจจุบัน

