หน้าแรก คอลัมนิสต์ สมัชชาสันติภา...

สมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานีครั้งที่ 4

6.03.23 | 15:10 น.

สมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานีครั้งที่ 4

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันครบรอบปีที่ 10 ของการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ ระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลและคณะผู้แทนขบวนการที่ต่อสู้ด้วยอาวุธในชายแดนใต้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ จึงร่วมกันจัดสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานีครั้งที่ 4 ขึ้น ที่คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ภาคประชาสังคมร่วมกันแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะให้ชายแดนใต้มีความสงบสุข และได้มีข้อเสนอแนะต่อกระบวนการพูดคุยฯ ซึ่งต้องเปิดกว้างและให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นของสมัชชาฯคือการมาร่วมและกล่าวคำปราศรัยของ พล.อ. ศ. ตัน ศรี ฮัจญี ซุลกิฟลี ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียเพิ่งแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยฯคนใหม่ จะขอยกคำปราศรัยบางตอนมานำเสนอในที่นี้ ผู้อำนวยความสะดวกประเมินว่า “การมีส่วนร่วมของฝ่ายที่สาม คือ องค์กรนอกภาครัฐ/องค์กรภาคประชาสังคม (NGO/CSO) ตามความเหมาะสม จะได้รับการขับเคลื่อนเพื่อให้มีความคืบหน้าเชิงบวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างมีนัยสำคัญ” เขายังกล่าวต่อไปว่า “การเจรจาเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความจริงใจของทั้งสองฝ่ายที่กำลังเจรจากัน เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งอันรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย” เขากล่าวลงท้ายว่า “กระผม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขอชวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมแลกเปลี่ยนกันบนโต๊ะเจรจา เพื่อยุติการปะทะกัน แสวงหาจุดร่วม สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เข้าถึงระดับรากหญ้า และสุดท้ายก็จะนำไปสู่การสิ้นสุดของความขัดแย้ง”

หลังจากการปราศรัยของ พล.อ. ฮัจญี ซุลกิฟลี แล้ว เป็นการกล่าวปาฐกถาของ ดร. พลเทพ ธนโกเศศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต. ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมาแทน พล.อ. วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ตามด้วยการปาฐกถาของ อุสตาซอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยฯฝ่าย บีอาร์เอ็น ทั้งสองแสดงความหวังว่าการพูดคุยฯจะมีความคืบหน้าตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแบบองค์รวม (JCPP) และยินดีรับฟังข้อเสนอจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสารัตถะ 3 ข้อของการพูดคุยฯ

ในภาคเช้าของการประชุม องค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมได้นำเสนอผลงานด้านสันติภาพ พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะต่อกระบวนการสันติภาพ พอสรุปได้ดังนี้

Advertisement

1. สภาประชาสังคมชายแดนใต้

สภาประชาสังคมชายแดนใต้เป็นกลไกหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ ในการเป็นพื้นที่กลางให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้แสดงเจตจำนงที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ดังนั้น สภาประชาสังคมชายแดนใต้ขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับฟังเสียงที่เป็นข้อเสนอจากประชาชน และได้โปรดนำข้อเสนอนั้นไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้สารัตถะ 3 ข้อ ของการพูดคุยฯ ด้วยความจริงใจระหว่างกันเพื่อนำพาสันติภาพกลับคืนสู่ชายแดนใต้ปาตานี

2. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมชายแดนใต้

ความพยายามในการแสวงหาทางออกทางการเมืองของปัญหาความขัดแย้งนั้นย่อมดีกว่าเสมอ เราอาจแบ่งสันติภาพได้ 2 ลักษณะ มีทั้งสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวก ล้วนย่อมมีความสำคัญทั้งสิ้นในการแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืน จะอย่างไรก็ตาม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมขอยืนยันในหลักการที่ว่า “สันติภาพต้องสร้างด้วยการให้ความเป็นธรรมกับสังคม”

3. เครือข่ายการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (PEACE SURVEY)

ได้มีการสำรวจความคิดเห็นฯ มาแล้วรวม 6 ครั้ง ในครั้งที่ 6 นั้น ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,391 ตัวอย่างในระหว่างวันที่ 16 เมษายน-30 กรกฎาคม 2564 ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนมากยังมองว่าสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความหวังต่อการเกิดสันติภาพในพื้นที่นั้น ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งคือ ร้อยละ 49.8 มีความหวังและมีความหวังมากว่าภายใน 5 ปีจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่คือร้อยละ 63.2 สนับสนุนให้ใช้กระบวนการพูดคุยฯเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งร้อยละ 38.9 มีความเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ากระบวนการพูดคุยจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้

กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ยังได้เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วนในพื้นที่คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน การไม่ก่อเหตุรุนแรงแก่ผู้บริสุทธิ์หรือเป้าหมายอ่อน การป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และการยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่

4.คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้

คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เนื่องจากเป็นแนวทางการเมืองและสันติวิธี และมีความหวังว่ากระบวนการพูดคุยฯจะนำไปสู่การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันได้ อย่างไรก็ตามคู่พูดคุยต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ (Political Will) ที่ชัดเจนกว่านี้ นอกจากนี้ ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงและครอบคลุมผู้คนทุกกลุ่ม (inclusive) ให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย คำนึงถึงเพศสภาวะ (gender-responsive) และสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อและเป็นเอกภาพแก่กระบวนการพูดคุยฯ

คณะทำงานฯ ขอเรียกร้องเรื่อง “พื้นที่สาธารณะปลอดภัย” ต่อคณะพูดคุยสันติภาพ โดยได้รณรงค์ในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ปี 2558

5.เครือข่ายชาวพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้

เครือข่ายชาวพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อเสนอต่อกระบวนการพูดคุยฯ ดังนี้

1) ขอให้ยุติการก่อเหตุรุนแรงและปฏิบัติการทางทหารของทุกฝ่ายในพื้นที่ตลอดเวลา 3 เดือนในห้วงเข้าพรรษาถึงประเพณีชักพระของชาวพุทธ เพื่อให้เกิด “วาระเข้าพรรษาสันติ –ปลอดภัยสำหรับทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้”

2) ขอให้คู่พูดคุยฯเปิดพื้นที่การปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข

3) ขอให้ตัวแทนกลุ่มชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธในพื้นที่ จชต. มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาล และขบวนการบีอาร์เอ็น

6. เครือข่ายการศึกษาและอิลามศึกษาจังหวัดชายแดนใต้

มีข้อเสนอให้ใช้การศึกษาเพื่อ

1) ส่งเสริมขันติ ความอดทน ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และช่วยลดอคติและการเหมารวมซึ่งมักเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

2) ช่วยให้บุคคลมีทักษะที่จำเป็นในการจัดการกับความขัดแย้งอย่างสันติ โดยการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา

3) ส่งเสริมความสามัคคีทางสังคม โดยการนำผู้คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกันมารวมกันในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเคารพ และความเห็นอกเห็นใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

4) ส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย เช่น สิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก และความยุติธรรมทางสังคม และ

5) เตรียมบุคคลให้มีทักษะที่จำเป็นในการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจฐานรากและมหาชน และมีความรู้ที่จำเป็นในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับตนเองและชุมชน

7.เครือข่ายปกป้องเด็กจังหวัดชายแดนใต้

เครือข่ายฯมีข้อเสนอดังนี้

1) หยุดการใช้ความรุนแรง ไม่อยากให้เด็กหรือผู้บริสุทธิ์ต้องโดนลูกหลงในเหตุการณ์ความรุนแรง ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงภายในบริเวณโรงเรียนและสถานที่สาธารณะ

2) ปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจเรื่องสันติวิธีเพื่อนำสู่สันติภาพ

3) เนื่องจากเด็กไม่มีความรู้เรื่องสิทธิของตนเอง และผู้ใหญ่ยังขาดองค์ความรู้เรื่องสิทธิเด็ก ทำให้ยังมีการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ครู ผู้ปกครอง และอื่น ๆ เครือข่ายฯจึงขอร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทหารในเรื่องของการปกป้องสิทธิเด็ก และขอให้ทหารเลิกเก็บ DNA เด็กที่อยู่ในพื้นที่

หลังจากที่องค์กรและเครือข่ายได้นำเสนอผลงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อที่ประชุมสมัชชาดังที่ได้สรุปไว้ข้างต้นแล้ว ได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 7 กลุ่ม เพื่อให้เป็นกลุ่มย่อยเป็นพื้นที่กลางที่ทุกคนสามารถรับฟังและแสดงความเห็นได้เต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมสมัชชาสามารถเลือกเข้ากลุ่มย่อยที่พูดคุยกันในประเด็นที่ตนสนใจ และเพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับหัวข้อที่เป็นสารัตถะของการพูดคุยสันติสุข/สันติภาพที่เป็นทางการ 3 หัวข้อ ซึ่งจะได้นำเสนอแก่คณะพูดคุยฯต่อไป ผลการระดมความคิดของกลุ่มย่อยทั้ง 7 กลุ่มสามารถประมวลโดยจำแนกตามหัวข้อที่เป็นสารัตถะได้ดังนี้

1. ข้อเสนอเพื่อลดเหตุความรุนแรง

• ขอให้ทหารดูแลความมั่นคง ไม่ต้องเกี่ยวข้องทุกเรื่อง

• ขอให้ถอนทหาร คืนอำนาจให้กลไกปกติ ให้ตำรวจดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย

• ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง

• นิยามเหตุรุนแรงให้ตรงกัน ให้ครอบคลุมและยอมรับได้

• นิรโทษกรรมคดีความมั่นคง

• บังคับใช้ พ.ร.บ. ซ้อมทรมานและอุ้มหาย อย่างจริงจัง

• ต้องเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความรุนแรงเพื่อไปสู่รัฐพหุวัฒนธรรม ที่ผู้คนไม่ต้องการความรุนแรงอีกต่อไป (ตัวอย่างประเทศที่มีหลายชาติพันธุ์และได้ก้าวข้ามความรุนแรง เช่น ไซปรัส แคนาดา เบลเยี่ยม)

• ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำตามข้อตกลงที่พูดคุยเจรจา

• ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยของคนในพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ ตลาด ชุมชน สถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ

• ให้มีการลดด่าน จุดตรวจต่างๆ ในพื้นที่ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

• ไม่อยากให้ทหาร ตำรวจ บุกรุกในยามวิกาล
• สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน เจ้าหน้าที่ไม่ควรพกอาวุธปืนในบริเวณโรงเรียน

• ต้องไม่มีการตรวจ DNA สำหรับเด็กและผู้หญิง

• ลดกำลังพลที่เกินความจำเป็นออกจากพื้นที่

• ไม่ตั้งด่านลอยตอนกลางคืน

• ห้ามย้ายเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติผิดมาในพื้นที่ จชต.

• ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมทั้งดูแลความปลอดภัยของชาวพุทธ

• ระมัดระวังในการตรวจค้นจับกุมเด็ก ผู้หญิง

• สร้างกลไกระดับชุมชนเพื่อลดความรุนแรง

• ลดเงื่อนไขที่จะสร้างความรุนแรงด้วยสติปัญญา

• ยุติความรุนแรง ไม่ปฏิบัติการทางหทารในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา เช่น รอมฎอน เข้าพรรษา

• ลดภาพลักษณ์ของการใช้มาตรการทางด้านการทหาร นำไปสู่การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสันติ

• ลดปัจจัยหรือเงื่อนไขในการใช้ความรุนแรง เช่น การเลือกปฏิบัติในการตรวจค้น การนำเจ้าหน้าที่มาจากนอกพื้นที่ เรื่องชู้สาว ฯลฯ

2. ข้อเสนอการปรึกษาหารืออย่างปลอดภัยกับประชาชนในพื้นที่

• จัดเวทีการเรียนรู้ระดับชุมชนอย่างทั่วถึง

• เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ที่อยู่ต่างถิ่นมีส่วนร่วมแสดงความเห็นได้ทางดิจิทัล

• ประกันเสรีภาพในการสื่อสารแก่ผู้เห็นต่าง ให้สื่อสารได้อย่างปลอดภัย

• ผู้เห็นต่างทุกฝ่ายควรเข้าร่วมกระบวนการปรึกษาหารือ

• จัดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้ปรึกษาหาแนวทางสร้างความปลอดภัยให้แก่ทุกฝ่าย

• อยากให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพูดคุย เจรจา

• อยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุนและรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนในพื้นที่

• อยากให้ภาครัฐลงไปศึกษาชุมชนโดยปราศจากอาวุธ และสร้างความไว้วางใจกับชุมชน

• ภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนอย่างถูกต้อง ไม่บิดเบือน

• ควรมีกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชน

• ควรให้ความรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ความรุนแรง

• รับรองความปลอดภัยเวลาเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นในพื้นที่

• ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้ชาวพุทธได้รวมตัวกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามวิถีของชาวพุทธ

• ควรส่งเสริมให้คนในชุมชนเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางวัฒนธรรม

• ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดงบประมาณ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

• การปรึกษาหารือสาธารณะระหว่าง Party B กับประชาชนต้องมีความเป็นธรรม

• ผู้แทนจากภาคการศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการปรึกษาหารือ

• ใช้สื่อสร้างสรรค์ในการสื่อสารและรณรงค์อย่างทั่วถึง

• ให้ความสำคัญแก่คนรุ่นใหม่ เด็กและเยาวชน

• ทำ Peace survey ความเห็นของชุมชนและผู้เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ โดยรวมความเห็นของผู้หญิงและภาคประชาสังคมด้วย และนำผลการสำรวจไปใช้ และมีการติดตามผล

3. ข้อเสนอการแสวงหาทางออกทางการเมือง

• ผลักดันให้กระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีกฎหมายรองรับ

• มีกฎหมายรองรับ ศอ.บต. โดยไม่อยู่ใต้ กอ.รมน.

• หน่วยงานภาครัฐที่เชื่อมโยงกับประชาชน มาจากหน่วยงานพลเรือน ไม่ต้องอยู่ภายใต้ กอ.รมน.

• ให้จังหวัดจัดการตนเอง

• คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกเชิงอัตลักษณ์

• ควรมีผู้นำที่มีแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาพื้นที่อย่างเหมาะสม

• ควรเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนร่วมกันออกแบบสังคม

• อยากให้มีการถ่ายทอดสดในเวทีพูดคุยเจรจา เพื่อให้พื้นที่ได้รับทราบ

• เปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยปราศจากการคุกคาม

• ให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่มีการแทรกแซง

• จัดอบรมพัฒนาผู้นำทางท้องถิ่นในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เช่น ทักษะการไกล่เกลี่ย ทักษะการสานเสวนา

• นักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกับภาคประชาชนอย่างจริงจัง รับฟังเสียงของประชาชนให้ทั่วถึง พร้อมนำไปสู่การปฏิบัติ

• สร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมการเข้าใจที่ดีแบบกัลยาณมิตร

• คนในพื้นที่สามารถจัดการและปกครองตนเอง

• ภาคการเมืองมีบทบาทในการหนุนเสริมนโยบายการศึกษาเพื่อสันติภาพ

• พรรคการเมืองทุกพรรคมีนโยบายร่วมด้านการศึกษาเพื่อสันติภาพ

• มีฝ่ายติดตามการปฏิบัติตามข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ ทั้งฝ่ายรัฐ และผู้เห็นต่าง

• ฝ่ายรัฐสานต่อการพูดคุยฯ แม้จะเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล

• ให้มีคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาชายแดนใต้ในสภา เพื่อติดตามกระบวนการพูดคุยฯ รับเรื่องร้องเรียน จัดข้อเสนอแก่รัฐเพื่อให้การพูดคุยฯคืบหน้า

• ในอนาคตรัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การจัดตั้งพรรคการเมือง

ข้อความข้างต้นเป็นการระดมความคิดในเวลาสั้น ๆ จากผู้เข้าร่วมประชุมสมัชชาฯ กว่า 600 คน ซึ่งสะท้อนความหลากหลาย โดยบางความคิดก็กลั่นมาจากใจของผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์รุนแรงมากว่า 19 ปี และยังฝากความหวังไว้แก่การพูดคุยสันติภาพที่ยาวนานมาจนครบ 10 ปีในวันประชุมสมัชชาฯครั้งที่ 4 นี้

มนุษย์ย่อมใฝ่หาสันติภาพและความยุติธรรม การหันหน้ามาคุยกันโดยลดละอคติเป็นหนทางแปลงเปลี่ยนความเป็นอริสู่ความเป็นมิตร ขอให้การพูดคุยสันติภาพจงประสบความสำเร็จดังที่หวังโดยเร็ว

หมายเหตุ : ขอขอบคุณสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้จัดสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานี ครั้งที่ 4 และเอื้อเฟื้อข้อมูลในการเขียนบทความนี้

โคทม อารียา