ความจริงวันมาฆบูชาที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมนี้เอง ชาวพุทธถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม 2 ประการ คือ
1) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ ที่เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน เนื่อง จากเป็นโอกาสที่เหมาะสมคือเป็นคืนวันเพ็ญเดือน 3 ที่สว่างตาและเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศเย็นสบาย และมีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ซึ่งพระภิกษุแต่ละรูปล้วนแต่เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นสาวกรุ่นแรก ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมอบอำนาจการบวชพระภิกษุให้แก่ที่ประชุมพระภิกษุสงฆ์ในเวลาต่อมา
นอกจากนี้พระภิกษุทั้ง 1,250 รูปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ผู้ห่างไกลจากกิเลสคือ โลภ โกรธ หลง แต่ยังคงเดินทางเที่ยวไปเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งมีมากมายหลายหลวง จึงเป็นโอกาสดีที่พระพุทธเจ้าจะได้สรุปหัวใจของพระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นโอวาทปาติโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา 3 ประการ เพื่อสะดวกแก่ พระภิกษุเหล่านี้จะได้นำไปเผยแผ่ศาสนาพุทธต่อไปได้แก่
1.ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่ว ด้วยกาย วาจา ใจ
2.ทำความดีให้ถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ
3.ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส
2) เป็นวันที่คล้ายวันปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า เนื่องจากหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา 45 ปี พระองค์ทรงปลงอายุสังขาร คือ ตั้งใจว่า
“ต่อแต่นี้ไปอีก 3 เดือน เราจักดับขันธปรินิพพาน”
การปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธเจ้ามีอายุได้ 80 ปี
ครับ! นี่คือความสำคัญแก่นแท้ในการเฉลิมฉลองวันมาฆบูชาของทุกปี ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่เหมาะสมที่นักการเมืองไทยเป็นจำนวนมากควรจะตระหนักถึงความสำคัญในการปลงอายุสังขารกันบ้างก็จะดีไม่น้อย เพราะเห็นว่ามีนักการเมืองชราเป็นจำนวนมากคงยังมัวลืมไปว่าสังขารไม่เที่ยง อายุตั้ง 70 กว่า 80 ปีกันหลายคนแล้วก็ยังลืมสังขารตัวเอง คิดว่าจะอยู่ค้ำฟ้ากันหรืออย่างไร?
ที่สำคัญผู้เขียนอยากจะขอให้เลิกพูดถึงวันมาฆบูชาแบบที่พูดกันซ้ำๆ กันทำให้ไขว้เขวกันอย่างที่สอนเด็กสอนนักเรียน รวมทั้งประชาชนทั้งหลายให้งมงายกับความอัศจรรย์ของวันมาฆบูชา อย่างที่สอนกันมาอย่างนี้ว่าวันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3 ถือเป็น “วันจาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4 ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ
1.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ ได้เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
2.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
3.พระสงฆ์จำนวน 1,250รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
4.วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน 3) เป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง
ความจริงดูยังไงก็ไม่เห็นจะอัศจรรย์ตรงไหนเลยโดยเฉพาะข้อที่ 4 ก็วันเพ็ญดวงจันทร์เต็มดวงก็เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นทุกเดือน ไม่เห็นจะอัศจรรย์ตรงไหนเลย
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

