หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขายนโยบาย-ขาย...

ขายนโยบาย-ขายคน

9.03.23 | 12:00 น.

ขายนโยบาย-ขายคน

ความสนใจของผู้คนต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรแล้ว

พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละช่วงวัย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา

จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52.3 ล้านคน เป็นผู้มีสิทธิครั้งแรก ปี 2566 อายุระหว่าง 18-22 ปี ถึง 4 ล้านคนเศษ ซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัย 18-25 ปี มีทั้งสิ้น 6.6 ล้านคน วัย 26-41 ปี มี 15.1 ล้านคน รวมคนสองวัย 21.7 ล้านคน

คนกลุ่มนี้เป็นวัยที่กำลังกระตือรือร้น ส่วนความตื่นตัวทางการเมืองจริงๆ จะเป็นอย่างไรต้องรอผลการเลือกตั้งที่จะปรากฏต่อไป

Advertisement

คำถามคือ เสียงของคนรุ่นใหม่เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเลือกไปในทิศทางใด เน้นคน เน้นพรรค เน้นอุดมการณ์ เน้นนโยบาย และคะแนนเสียงของพวกเขาจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นหรือไม่

แนวคิดจะยึดอะไรเป็นหลักการในการตัดสินใจ ระหว่าง ประชาธิปไตยกับเผด็จการ เสรีนิยมกับอำนาจนิยม ขั้วรัฐบาลเดิมกับขั้วฝ่ายค้าน เอาประยุทธ์กับ
ไม่เอาประยุทธ์

หรือตัดสินใจจากแนวนโยบายของพรรคที่ชอบและเชื่อว่าทำได้ ไม่ใช่โม้ไปวันๆ ขอให้ได้เป็นรัฐบาลก่อนแค่นั้น หรือเลือกตัวบุคคล คนที่รักเป็นหลัก
เลือกพรรคไว้ทีหลัง

ถ้ามองลงไปในรายละเอียด ฝ่ายรัฐบาลพรรคแกนนำเดิมแตกเป็นสองพรรค คือ พลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งได้ ส.ส.ไปจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่ฝ่ายค้านหลักคงเป็นพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกล มี ส.ส.ส่วนหนึ่งแตกออกไปเข้าพรรคภูมิใจไทยฝ่ายรัฐบาลเดิม จนคาดกันว่าจะได้ ส.ส.เพิ่มมากเป็นกอบเป็นกำ และมีโอกาสต่อรองเป็นแกนนำรัฐบาลได้

ติดตามความเคลื่อนไหว การถ่ายเท ส.ส.ทั้งสองฝ่ายแล้ว มองแนวโน้มพรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำรัฐบาล ได้แก่ พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และเพื่อไทย

ขณะที่พรรคระดับรองที่น่าจับตาผลการเลือกตั้งที่จะออกมาก็คือ ก้าวไกล หรืออนาคตใหม่เดิม คะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธิกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังจะเทให้เหมือนเมื่อครั้งพรรคอนาคตใหม่ คราวเลือกตั้งปี 2562 หรือไม่

จากนโยบายที่ประกาศออกมา ไม่ว่าเลิกเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปกองทัพ ลดการซื้ออาวุธ เลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 แก้รัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เลิกราชการส่วนภูมิภาค เลือกตั้งผู้ว่าฯทั่วประเทศ กับบทบาทในสภาและนอกสภาที่ผ่านมา
น่าจะเป็นเครื่องตัดสิน

เทียบเคียงกับพรรครวมไทยสร้างชาติที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นจุดขาย ส่วนแนวนโยบายยังอยู่ระหว่างรอปล่อยของภายใต้วลี ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ

ขายตัวบุคคลเป็นหลักไปก่อน ว่างั้นเถอะ เพราะเชื่อว่าชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยังขายได้

นอกจากเป็นตัวชูโรงแล้ว ส.ส.ที่แยกตัวออกมาจากพรรคต่างๆ ต่างมั่นใจว่าตัวเองมีความโดดเด่น มีฐานเสียงพอที่จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นกอบเป็นกำ จึงเป็นเงื่อนไขของชัยชนะข้อแรก

ข้อต่อมาก็คือ ความคาดหวังจากเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว. 250 คน มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯนั่นเอง ทำให้ตัดสินใจโดดออกจากเรือลำเดิมพากันมาลงเรือลำใหม่

แต่ถ้าเปรียบเทียบความชัดเจน โดดเด่น แหลมคม ทางนโยบาย สำหรับรวมไทยสร้างชาติยังนับว่าเป็นรอง

การพาคณะออกเดินสายตรวจเยี่ยมราชการ ล่าสุด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เปิดสัมมนา บทบาทท้องถิ่นไทยกับการกระจายอำนาจเพื่อการไปต่ออย่างยั่งยืน ไม่ปรากฏแนวนโยบายใหม่ๆ จนถูกวิจารณ์ว่าหาเสียง หากินกับของเก่า

เลยต้องออกตัวว่า “นี่ไม่ใช่การมาหาเสียง เป็นการมาทำงานตามปกติ แต่ผมจำเป็นจะต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จให้เร็วๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันข้างหน้าอาจจะมีการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปให้ดียิ่งกว่าเดิมก็ได้ ซึ่งเริ่มไปแล้ว และทำไปแล้ว วันหน้าก็ทำต่อๆ ไป ไม่ใช่จะเสนอแต่จะให้ยุบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มันไม่ได้ พูดมากไปเดี๋ยวมีเรื่องอีก”

นอกจากเพิ่มเงินตอบแทนให้ผู้บริหารท้องถิ่น นายก รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประธานสภา รองประธานสภา อบต.แล้ว จะยกฐานะ อบต. 5,300 แห่งเป็นเทศบาลทั่วประเทศ

สองรายการมัดใจผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นจะเป็นความตั้งใจ หรือบังเอิญที่เรื่องมาจบเอาช่วงเทศกาลเลือกตั้งพอดีก็ตาม โดยเนื้อหาแล้วแค่ตอบโจทย์สิ่งที่ทำแล้ว ทำอยู่ เท่านั้น เพิ่มประโยชน์ตอบแทนให้กับคนเป็นหลัก

นโยบายใหม่ที่เข้าข่ายทำต่อคืออะไร ยังไม่ชัด

ขณะที่ข้อเรียกร้องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในเชิงระบบที่เกิดขึ้นมาตลอด ไม่ว่าเพิ่มประเภทภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้ อบต. เทศบาล และ อบจ. ควบรวม อบต.ก่อนยกฐานะเป็นเทศบาล จนถึงเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่พร้อมไปตามลำดับ

ถึงวันนี้ยังไม่มีคำประกาศจากประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ

เพราะมั่นใจว่า ถึงอย่างไรโอกาสเป็นรัฐบาลยังสูงอยู่วันยังค่ำ ใช่หรือไม่