หน้าแรก คอลัมนิสต์ หงส์ เสียบปีก...

หงส์ เสียบปีก รำพึง ‘ฉินเซี่ยวกง’ ถึง ‘ปราชญ์’

9.03.23 | 12:10 น.

หงส์ เสียบปีก รำพึง ‘ฉินเซี่ยวกง’ ถึง ‘ปราชญ์’

ในระหว่างที่จิ่งเจี้ยนเข้าเฝ้าฉินเซี่ยวกงนั้นพระองค์กำลังสำราญอยู่กับการเสพสุรา ทันใดนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นหงส์บินผ่านไปบนท้องฟ้าหลายตัว

ทรงวางถ้วยสุราลงพร้อมกับทอดถอนพระทัย

จิ่งเจี้ยนจึงทูลถาม “เหตุใดพระองค์จึงทอดพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นหงส์บินผ่าน”

ฉินเซี่ยวกงจึงทรงเล่า

Advertisement

“เมื่อก่อนฉีเหินกงเคยรับสั่ง ‘ถ้าฉันได้กวั่นจ้งก็ประหนึ่งหงส์ติดปีก’ ส่วนข้าสรรหาปราชญ์มาหลายเดือนแล้ว ตราบจนวันนี้ยังไม่พานพบปราชญ์สักคน อุปมาดั่งหงส์แม้จะมีความทะเยอทะยานสูงเทียมฟ้า แต่ไร้ปีกที่จะโผบิน ข้าจึงได้แต่ทอดถอนใจ”

นี่ย่อมเป็นสภาพการณ์อัน ว.วัฒนา แปลและเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ชุมนุมเรื่องปราชญ์ ผู้สามารถสร้างชาติให้เกรียงไกร”

อันสำนักพิมพ์ “สุขภาพใจ” ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อปี 2549

ทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับนามของคนสำคัญ 1ฉีหวนกง 1 ฉินเซี่ยวกง และ 1 จิ่งเจี้ยน

เป็นเรื่องอัน ทวีป วรดิลก สรุปว่า อยู่ในยุค “สงครามระหว่างรัฐ”

เป็นกาลอวสานของยุคชุนชิว บรรดานครรัฐทั้งหลายเป็นสังคมของเจ้าขุนมูลนายผู้มีอำนาจและอิทธิพลในสังคม

นักรบมักอยู่ในตระกูลเจ้าขุนมูลนายโดยเกี่ยวดองกัน

ครั้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าความมั่งคั่งก็มีเพิ่มขึ้น จำนวนพลเมืองก็มีมากขึ้น หน่วยการเมืองก็ขยายตัว

อำนาจ “ใหม่” จึงเติบใหญ่และขยายตัว

ในระหว่างรัฐมีรัฐใหญ่ที่เข้มแข็ง 7 รัฐด้วยกัน ได้แก่รัฐเดิม 4 รัฐ คือ 1 รัฐฉิน 1 รัฐฉู่ 1 รัฐฉีและ 1 รัฐเอี้ยน

กับรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ 1 รัฐหาน 1 รัฐจ้าว และ 1 รัฐเว่ย

บรรดารัฐทั้ง 7 รัฐฉินมีความเข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจ และทางการทหาร แล้วยังได้เปรียบรัฐอื่นๆ ทางด้านภูมิประเทศอีกด้วย

โดยทางภูมิศาสตร์

รัฐฉู่อยู่ทางใต้ รัฐจ้าวอยู่ทางเหนือ รัฐเอี้ยนอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐฉินอยู่ทางตะวันตก รัฐฉีอยู่ทางตะวันออก รัฐหานกับรัฐเว่ยอยู่ตอนกลาง

ในตอนนี้ไม่มีรัฐใดชูธงแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐโจวอีกต่อไปแล้ว

ไม่ว่ามองในทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่ามองในทางเศรษฐกิจ ไม่ว่ามองในทางการทหาร ถือได้ว่ารัฐฉินครองความได้เปรียบ

เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงจะได้ “มือบริหาร” มาจัดการ

ตรงนี้เองที่ทำให้ฉินเซี่ยวกงเมื่อทอดพระเนครเห็นหงส์บินผ่านจึงทอดถอนพระทัยแล้วตรัสออกมาว่า

“ถ้าฉันได้กวั่นจ้ง ก็ประหนึ่งหงส์ติดปีก”

เนื่องจากสิ่งที่ฉินเซี่ยวกงครุ่นคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ จะสร้างอาณาจักรเฉกเช่น “หวาง” ที่ยอดเยี่ยมในอดีตได้อย่างไร

จึงรับสั่งให้จิ่งเจี้ยนรีบนำซางหยางเข้าวังอีกครั้ง

ฉินเซี่ยวกงถามว่า “ทราบว่าท่านมีความรู้ยุคปัจจุบัน เหตุไฉนจึงไม่สาธยายให้เราฟังตั้งแต่แรก”

“ใช่ว่ากระหม่อมไม่อยากทูลถวาย” ซางหยางตอบ

“หากเนื่องจากความรู้ยุคกษัตริย์ปัจจุบันต่างกับความรู้ยุคก่อนๆ ซึ่งมักจะสวนทางกับความคิดของราษฎร”

ฉินเซี่ยวกงรับฟังแล้วพระพักตร์ก็เปลี่ยนสี

ข้อมูลจาก ว.วัฒนา สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเมื่อพระพักตร์เปลี่ยนสีความหมายก็คือทรงโกรธ

จึงตรัสแย้งด้วยความพิโรธ

“ความรู้ของเจ้าครองแคว้นจะไปสวนทางกับความคิดของราษฎรได้อย่างไร”

ซางหยางกราบทูลอย่างมิสู้จะกระตือรือร้น “เสียงขิมและพิณมิสู้กลมกลืนก็พึงปรับสายให้เข้ากัน นโยบายและคำสั่งใดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ปรับย่อมมิสามารถบริหารประเทศชาติให้จริญรุ่งเรืองได้

แต่ว่าราษฎรมักจะชินกับสภาวะที่ดำรงอยู่โดยมิคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาว

เฉกเช่นกวั่นจ้งผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีในเวลานั้นได้ปฏิรูปการปกครอง ปรับปรุงกองทัพ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 25 หมู่บ้าน ให้ราษฎรประกอบอาชีพต่างๆ

ทั่วประเทศยึดมั่นในอาชีพของตน ได้เปลี่ยนนโยบายกฎหมายและระบบปกครองของแคว้นฉีหมด

แล้วราษฎรจะยอมเชื่อฟังสิ่งเหล่านี้หรือ

ต่อมาภายหลัง เมื่อการเมืองภายในประเทศได้รับการจรรโลง ศัตรูภายนอกก็พากันสยบ ชื่อเสียงเจ้าครองแคว้นลือกระฉ่อนไปทั่วหล้า ราษฎรได้รับประโยชน์กันมาก

ผู้คนจึงได้ตระหนักว่ากวั่นจ้งเป็นยอดอัจฉริยะที่ปกครองประเทศให้ร่มเย็นเป็นสุขจริง”

ถึงตอนนี้ฉินเซี่ยวกงก็อยากรู้แนวทางของซางหยาง

คำตอบจากซางหยางจำเป็นต้องอ่าน

ประเทศมิร่ำรวยจะจัดทัพออกศึกมิได้ ทหารมิแข็งแกร่งจะตีข้าศึกให้พ่ายแพ้ไปมิได้ คิดจะให้ประเทศมั่งคั่ง

จะต้องส่งเสริมเกษตรกรรม พัฒนาการผลิต

คิดจะให้ทหารแข็งแกร่งได้ก็ต้องอบรมราษฎรให้รู้จักทำศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ การปูนรางวัลให้อย่างงามย่อมจะทำให้ราษฎรรู้ว่าอะไรควรจะทำ การลงโทษอย่างหนักย่อมจะทำให้ราษฎรรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ

ถ้าหากการปูนรางวัลกับการลงโทษศักดิ์สิทธิ์ ประเทศย่อมจะเข้มแข็งเกรียงไกร

มาตรการที่จะสร้างประเทศให้เข้มแข็งเกรียงไกรเหล่านี้ หากปราศจากผู้ปราดเปรื่องย่อมไม่ได้

มีผู้ปราดเปรื่องแล้วไม่ใช้หน้าที่สำคัญย่อมไม่ได้

ใช้ผู้ปราดเปรื่องในหน้าที่สำคัญแล้วแต่ไปเชื่อคำกล่าวร้ายของผู้อื่น ใช้แล้วหากไม่เชื่อถือ ย่อมไม่ได้

ขณะที่บรรยากาศการตั้งคำถาม การให้คำตอบระหว่างฉินเซี่ยวกงกับซางหยางดำเนินไปด้วยดี

ฉินเซี่ยวกงผงกพระเศียรอยู่มิขาด “ถูก ถูกต้องทีเดียว”

จู่ๆ ซางหยางก็ถวายบังคมลา ฉินเซี่ยวกงทรงรู้สึกงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงตรัสว่า “ฉันกำลังตั้งอกตั้งใจฟังท่านสาธยายวิธีการปกครอง ไฉนท่านมาลากลับอย่างกะทันหันเช่นนี้”

ซางหยางตอบว่า “กระหม่อมใคร่จะให้พระองค์มีเวลาใคร่ครวญไตร่ตรองสัก 3 วัน เมื่อตกลงพระทัยแน่แล้วกระหม่อมจึงจะทูลถวายสิ่งที่กระหม่อมต้องการจะทูลเสนอให้จบสิ้น”

ท่าทีของซางหยางนั้นเองคือ กลยุทธ์

คำว่า “หงส์เสียบปีก” อาจเป็นของฉินเซี่ยวกง อาจเป็นสำนวนแปลในกระบวนท่าของ ว.วัฒนา

แต่สำนวนเดียวกันนี้เมื่อตกถึงมือ “บู๊เฮียบ”

ไม่ว่าจะเป็นของท่านกิมย้ง ไม่ว่าจะเป็นของท่านโกวเล้ง ไม่ว่าจะเป็นของท่านอุนเลี้ยงเง็ก

เมื่อตกถึงมือ ว. ณ เมืองลุง น.นพรัตน์

ก็กลายเป็น “พยัคฆ์เสียบปีก” ฟังดูสอดรับกับสภาพการสัประยุทธ์อย่างดุดันมากกว่าความอ่อนช้อยของหงส์เป็นอย่างยิ่ง

นี่ย่อมเป็นอีก “กลยุทธ์”