หงส์ เสียบปีก รำพึง ‘ฉินเซี่ยวกง’ ถึง ‘ปราชญ์’
ในระหว่างที่จิ่งเจี้ยนเข้าเฝ้าฉินเซี่ยวกงนั้นพระองค์กำลังสำราญอยู่กับการเสพสุรา ทันใดนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นหงส์บินผ่านไปบนท้องฟ้าหลายตัว
ทรงวางถ้วยสุราลงพร้อมกับทอดถอนพระทัย
จิ่งเจี้ยนจึงทูลถาม “เหตุใดพระองค์จึงทอดพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นหงส์บินผ่าน”
ฉินเซี่ยวกงจึงทรงเล่า
“เมื่อก่อนฉีเหินกงเคยรับสั่ง ‘ถ้าฉันได้กวั่นจ้งก็ประหนึ่งหงส์ติดปีก’ ส่วนข้าสรรหาปราชญ์มาหลายเดือนแล้ว ตราบจนวันนี้ยังไม่พานพบปราชญ์สักคน อุปมาดั่งหงส์แม้จะมีความทะเยอทะยานสูงเทียมฟ้า แต่ไร้ปีกที่จะโผบิน ข้าจึงได้แต่ทอดถอนใจ”
นี่ย่อมเป็นสภาพการณ์อัน ว.วัฒนา แปลและเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ชุมนุมเรื่องปราชญ์ ผู้สามารถสร้างชาติให้เกรียงไกร”
อันสำนักพิมพ์ “สุขภาพใจ” ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อปี 2549
ทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับนามของคนสำคัญ 1ฉีหวนกง 1 ฉินเซี่ยวกง และ 1 จิ่งเจี้ยน
เป็นเรื่องอัน ทวีป วรดิลก สรุปว่า อยู่ในยุค “สงครามระหว่างรัฐ”
เป็นกาลอวสานของยุคชุนชิว บรรดานครรัฐทั้งหลายเป็นสังคมของเจ้าขุนมูลนายผู้มีอำนาจและอิทธิพลในสังคม
นักรบมักอยู่ในตระกูลเจ้าขุนมูลนายโดยเกี่ยวดองกัน
ครั้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าความมั่งคั่งก็มีเพิ่มขึ้น จำนวนพลเมืองก็มีมากขึ้น หน่วยการเมืองก็ขยายตัว
อำนาจ “ใหม่” จึงเติบใหญ่และขยายตัว
ในระหว่างรัฐมีรัฐใหญ่ที่เข้มแข็ง 7 รัฐด้วยกัน ได้แก่รัฐเดิม 4 รัฐ คือ 1 รัฐฉิน 1 รัฐฉู่ 1 รัฐฉีและ 1 รัฐเอี้ยน
กับรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ 1 รัฐหาน 1 รัฐจ้าว และ 1 รัฐเว่ย
บรรดารัฐทั้ง 7 รัฐฉินมีความเข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจ และทางการทหาร แล้วยังได้เปรียบรัฐอื่นๆ ทางด้านภูมิประเทศอีกด้วย
โดยทางภูมิศาสตร์
รัฐฉู่อยู่ทางใต้ รัฐจ้าวอยู่ทางเหนือ รัฐเอี้ยนอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐฉินอยู่ทางตะวันตก รัฐฉีอยู่ทางตะวันออก รัฐหานกับรัฐเว่ยอยู่ตอนกลาง
ในตอนนี้ไม่มีรัฐใดชูธงแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐโจวอีกต่อไปแล้ว
ไม่ว่ามองในทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่ามองในทางเศรษฐกิจ ไม่ว่ามองในทางการทหาร ถือได้ว่ารัฐฉินครองความได้เปรียบ
เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงจะได้ “มือบริหาร” มาจัดการ
ตรงนี้เองที่ทำให้ฉินเซี่ยวกงเมื่อทอดพระเนครเห็นหงส์บินผ่านจึงทอดถอนพระทัยแล้วตรัสออกมาว่า
“ถ้าฉันได้กวั่นจ้ง ก็ประหนึ่งหงส์ติดปีก”
เนื่องจากสิ่งที่ฉินเซี่ยวกงครุ่นคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ จะสร้างอาณาจักรเฉกเช่น “หวาง” ที่ยอดเยี่ยมในอดีตได้อย่างไร
จึงรับสั่งให้จิ่งเจี้ยนรีบนำซางหยางเข้าวังอีกครั้ง
ฉินเซี่ยวกงถามว่า “ทราบว่าท่านมีความรู้ยุคปัจจุบัน เหตุไฉนจึงไม่สาธยายให้เราฟังตั้งแต่แรก”
“ใช่ว่ากระหม่อมไม่อยากทูลถวาย” ซางหยางตอบ
“หากเนื่องจากความรู้ยุคกษัตริย์ปัจจุบันต่างกับความรู้ยุคก่อนๆ ซึ่งมักจะสวนทางกับความคิดของราษฎร”
ฉินเซี่ยวกงรับฟังแล้วพระพักตร์ก็เปลี่ยนสี
ข้อมูลจาก ว.วัฒนา สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเมื่อพระพักตร์เปลี่ยนสีความหมายก็คือทรงโกรธ
จึงตรัสแย้งด้วยความพิโรธ
“ความรู้ของเจ้าครองแคว้นจะไปสวนทางกับความคิดของราษฎรได้อย่างไร”
ซางหยางกราบทูลอย่างมิสู้จะกระตือรือร้น “เสียงขิมและพิณมิสู้กลมกลืนก็พึงปรับสายให้เข้ากัน นโยบายและคำสั่งใดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ปรับย่อมมิสามารถบริหารประเทศชาติให้จริญรุ่งเรืองได้
แต่ว่าราษฎรมักจะชินกับสภาวะที่ดำรงอยู่โดยมิคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาว
เฉกเช่นกวั่นจ้งผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีในเวลานั้นได้ปฏิรูปการปกครอง ปรับปรุงกองทัพ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 25 หมู่บ้าน ให้ราษฎรประกอบอาชีพต่างๆ
ทั่วประเทศยึดมั่นในอาชีพของตน ได้เปลี่ยนนโยบายกฎหมายและระบบปกครองของแคว้นฉีหมด
แล้วราษฎรจะยอมเชื่อฟังสิ่งเหล่านี้หรือ
ต่อมาภายหลัง เมื่อการเมืองภายในประเทศได้รับการจรรโลง ศัตรูภายนอกก็พากันสยบ ชื่อเสียงเจ้าครองแคว้นลือกระฉ่อนไปทั่วหล้า ราษฎรได้รับประโยชน์กันมาก
ผู้คนจึงได้ตระหนักว่ากวั่นจ้งเป็นยอดอัจฉริยะที่ปกครองประเทศให้ร่มเย็นเป็นสุขจริง”
ถึงตอนนี้ฉินเซี่ยวกงก็อยากรู้แนวทางของซางหยาง
คำตอบจากซางหยางจำเป็นต้องอ่าน
ประเทศมิร่ำรวยจะจัดทัพออกศึกมิได้ ทหารมิแข็งแกร่งจะตีข้าศึกให้พ่ายแพ้ไปมิได้ คิดจะให้ประเทศมั่งคั่ง
จะต้องส่งเสริมเกษตรกรรม พัฒนาการผลิต
คิดจะให้ทหารแข็งแกร่งได้ก็ต้องอบรมราษฎรให้รู้จักทำศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ การปูนรางวัลให้อย่างงามย่อมจะทำให้ราษฎรรู้ว่าอะไรควรจะทำ การลงโทษอย่างหนักย่อมจะทำให้ราษฎรรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ
ถ้าหากการปูนรางวัลกับการลงโทษศักดิ์สิทธิ์ ประเทศย่อมจะเข้มแข็งเกรียงไกร
มาตรการที่จะสร้างประเทศให้เข้มแข็งเกรียงไกรเหล่านี้ หากปราศจากผู้ปราดเปรื่องย่อมไม่ได้
มีผู้ปราดเปรื่องแล้วไม่ใช้หน้าที่สำคัญย่อมไม่ได้
ใช้ผู้ปราดเปรื่องในหน้าที่สำคัญแล้วแต่ไปเชื่อคำกล่าวร้ายของผู้อื่น ใช้แล้วหากไม่เชื่อถือ ย่อมไม่ได้
ขณะที่บรรยากาศการตั้งคำถาม การให้คำตอบระหว่างฉินเซี่ยวกงกับซางหยางดำเนินไปด้วยดี
ฉินเซี่ยวกงผงกพระเศียรอยู่มิขาด “ถูก ถูกต้องทีเดียว”
จู่ๆ ซางหยางก็ถวายบังคมลา ฉินเซี่ยวกงทรงรู้สึกงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงตรัสว่า “ฉันกำลังตั้งอกตั้งใจฟังท่านสาธยายวิธีการปกครอง ไฉนท่านมาลากลับอย่างกะทันหันเช่นนี้”
ซางหยางตอบว่า “กระหม่อมใคร่จะให้พระองค์มีเวลาใคร่ครวญไตร่ตรองสัก 3 วัน เมื่อตกลงพระทัยแน่แล้วกระหม่อมจึงจะทูลถวายสิ่งที่กระหม่อมต้องการจะทูลเสนอให้จบสิ้น”
ท่าทีของซางหยางนั้นเองคือ กลยุทธ์
คำว่า “หงส์เสียบปีก” อาจเป็นของฉินเซี่ยวกง อาจเป็นสำนวนแปลในกระบวนท่าของ ว.วัฒนา
แต่สำนวนเดียวกันนี้เมื่อตกถึงมือ “บู๊เฮียบ”
ไม่ว่าจะเป็นของท่านกิมย้ง ไม่ว่าจะเป็นของท่านโกวเล้ง ไม่ว่าจะเป็นของท่านอุนเลี้ยงเง็ก
เมื่อตกถึงมือ ว. ณ เมืองลุง น.นพรัตน์
ก็กลายเป็น “พยัคฆ์เสียบปีก” ฟังดูสอดรับกับสภาพการสัประยุทธ์อย่างดุดันมากกว่าความอ่อนช้อยของหงส์เป็นอย่างยิ่ง
นี่ย่อมเป็นอีก “กลยุทธ์”

