ผมสอบเข้าเรียนปริญญาโทคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (สาขาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาทรัพยากรศาสตร์) ปี พ.ศ.2540 จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นเรื่องจริงและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งสิ้น และได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสตอนหนึ่งมาเขียนวิทยานิพนธ์ เรื่องการยอมรับการอยู่ร่วมกันระหว่างเกษตรกรกับช้างป่า กรณีศึกษาที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาให้ช้างป่าที่ดำรงชีวิตร่วมกับเกษตรกรแบบยั่งยืน
นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ส่วนราชการและกรุงเทพมหานครแก้ปัญหาน้ำเสียบึงมักกะสัน เพราะประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นมีความเดือดร้อนมาก จึงได้น้อมนำพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงเคยตรัสไว้ส่วนหนึ่งมาเขียนดุษฎีนิพนธ์ เรื่องการจัดการน้ำเสียของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน จนทำให้เรียนจบปริญญาเอก
โดยขอน้อมนำพระราชดำริบางตอน ที่พระองค์ท่านทรงพระดำริไว้ว่า
การจัดการทรัพยากรน้ำ น้ำคือชีวิต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า..เรื่องน้ำก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้นเอง แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งพืชก็ต้องมีน้ำ ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต..ที่กล่าวถึงข้อนี้จะได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือนำโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อม ทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะไปได้
พระราชดำริให้สร้างฝายอนุรักษ์ต้นน้ำ
เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคเหนือ สิ่งก่อสร้างใดที่ขวางหรือกีดกันทางเดินของลำน้ำ ที่กระจายอยู่บริเวณต้นลำธารที่ถูกป่าทำลาย เช่น ลำธารขนาดเล็ก ลำห้วย หรือพื้นที่ลาดสูง เพื่อเก็บกักน้ำ ชะลอการไหลของน้ำจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่ต่ำ ให้ไหลช้าลงในช่วงที่มีน้ำไหลแรง เช่น ฝนตกหนัก น้ำชะลอและเก็บกักไว้ในฝาย จะช่วยเพิ่มและยืดเวลาความชุ่มชื้นในดิน และชั้นบรรยากาศในบริเวณโดยรอบให้ยืนยาวนาน เป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ทำให้ป่ามีสภาพดีเป็นลำดับ
ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า…การปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝก สองอย่างนี้ต้องทำเข้าคู่กัน ได้ทำตัวอย่างให้ดูที่จังหวัดนครนายก เป็นพื้นที่เล็กๆ ได้ทำเป็นเขื่อนกั้นน้ำสำหรับชะลอน้ำ ไม่ใช่เขื่อนกั้นน้ำใหญ่ๆ หรือเขื่อนเล็กๆ แต่ความเป็นฝายเล็กๆ ในบริเวณนั้นมีฝายชะลอน้ำ 35 ตัว แต่ค่าใช้จ่าย 35 ตัว ไม่ใช่ 35 ล้านบาท ใช้แค่ 200,000 บาท ทำได้ 35 ตัว ยังไม่ได้เห็น แต่กล้ายืนยันว่าได้ผล…ไปดูว่าป่าจะดีขึ้นอย่างไร เพิ่งเสร็จมาไม่กี่เดือน จะเห็นว่าป่านั้นเจริญ ไม่ต้องปลูกสักต้นเดียวมันขึ้นเอง
และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 เวลา 17.40 น. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องนึกถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ให้มาก และพยายามใช้สติปัญญา ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเที่ยงตรง ด้วยความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ และด้วยความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า แต่ละคนเป็นผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นผู้แทน ดังนั้นการอภิปรายปัญหาใดที่จะมีขึ้น จึงควรเป็นไปอย่างมีเหตุผลและด้วยความร่วมมือปรองดองกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด”
ผมเชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนที่เฝ้ารับเสด็จในวันนั้น หรือบุคคลที่ได้อ่านพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน แล้วนำมาปฏิบัติทำอย่างจริงจัง ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองก็จะไม่เกิดขึ้น และประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ประเทศชาติก็จะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 เวลา 17.00 น. ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า…ข้าพเจ้านายบุญลือ ประเสริฐโสภา จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ..
และระหว่างที่ได้ทำงานในขณะนั้น สถานการณ์ความวุ่นวายและความไม่สงบสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและลอบยิงหลายพื้นที่ ทำให้ครูและนักเรียนถูกยิงเสียชีวิต บาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก คราวนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่จังหวัดนราธิวาส ในวันนั้นได้เฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่าน ถึงแม้ในช่วงนั้นสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ก็มีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนจำนวนมากมารอรับเสด็จด้วยความปลื้มปีติยินดี ชื่นชมในพระบารมีของพระองค์ท่าน และท่านทรงตรัสด้วยความห่วงใยประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบเป็นกันเอง พร้อมกับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์กับพวงมาลาหน้าศพ ตลอดจนรับผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
ด้วยพระราชกรณียกิจนับร้อย นับพันโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงน่าสนใจเป็นอย่างมากว่าพระองค์ท่านทรงใช้กุญแจความสำเร็จอะไรมาแก้ไขปัญหาของประเทศ ดังที่เราจะเห็นในภาพมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม จนเป็นที่ยอมรับขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” และแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
“ดังนั้น เราควรเปลี่ยนพลังความโศกเศร้า พลังความเสียใจ มาเป็นพลังการขับเคลื่อนประเทศไทย จะเป็นการส่งดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”
ดร.บุญลือ ประเสริฐโสภา
นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หมายเหตุ ดร.บุญลือ ประเสริฐโสภา นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้นำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

