‘โดน’แล้วยังไงต่อ
ปรากฏการณ์ “เตะตัดขา” ที่เกิดขึ้นกับพรรคภูมิใจไทยขณะนี้
จับท่าทีแกนนำของพรรคภูมิใจไทยว่าสงสัยเป็นฝีมือใครมากกว่ากัน
ระหว่าง ฝ่ายค้าน
กับ ฝ่ายรัฐบาลที่ร่วมกันทำงานมา
ว่าตามเนื้อผ้า พรรคภูมิใจไทย น่าจะให้น้ำหนักไปที่ฝ่ายค้านมากกว่า
เพราะฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชาติ ก็กัดไม่ปล่อยเรื่องที่ดินเขากระโดง เรื่องกัญชา ที่พรรคประชาชาติเป็นตัวสะท้อนความไม่พอใจของคนมุสลิมต่อเรื่องยาเสพติด
ส่วนพรรคก้าวไกล ก็ตามติดเรื่องการซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาตั้งแต่การซักฟอกยันไปถึงการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ยิ่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีเป้าหมาย “แลนด์สไลด์” ก็ยิ่งต้องจัดให้พรรคภูมิใจไทยเป็นศัตรูทางการเมืองหมายเลข 1 เพราะเป็นพรรคที่มีโอกาสทำให้เป้าหมายแลนด์สไลด์ โดยเฉพาะในภาคอีสานสะดุดมากที่สุด
ดังนั้นมีอะไรเตะตัดขาได้ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ควรจะยั้ง
แม้จะมี “เหตุ” ให้ควรฟันธงว่า ฝ่ายค้านนี่แหละเป็นตัวการสำคัญในการเตะตัดขาดังกล่าวก็ตาม
แต่กระนั้น ดูท่าทีของแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วไม่ได้มุ่งชี้นิ้วไปยังฝ่ายค้านสักเท่าไหร่
น้ำเสียงแกนนำ “ก้อง” ไปยังฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเองมากกว่า
ยิ่งเมื่อ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเป็นผู้เปิดโปงแกนนำพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ยิ่งปักใจว่า “มีงาน”
งานที่อาจเชื่อมโยง ไปถึง พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ
งานที่อาจเชื่อมโยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่กระทำตนเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลทั้งกรณี กัญชา และกรณีรถไฟฟ้าสายสีส้ม
แกนนำพรรคภูมิใจไทยจึงตั้งข้อสงสัยว่าการ “รุมกินโต๊ะ” การรวมกัน ‘โดน’แล้วยังไงต่อ นี้ เป็นฝีมือฝั่งฟากรัฐบาลเดียวกันหรือไม่
ด้วยหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศว่าพร้อมจะชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หากได้เสียงใน สภาตามเป้าหมาย คือ 80-120 เสียง
พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ใช่พรรคกองหนุน เพื่อผลักดันให้ใครเป็นนายกฯเหมือนเดิมอีกแล้ว
นี่จึงอาจทำให้ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการไปต่อ ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
และความไม่ต้องการเช่นนั้น กำลังถูกส่งสัญญาณเตือน “แรงๆ” มายังพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน นายศักดิ์สยาม และนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่
แน่นอน คงไม่มีใครยืนยัน หรือมีหลักฐานมาแสดง ว่าเป็นจริง
มีแต่การสันนิษฐาน และใช้ทฤษฎี “สมคบคิด” มาอธิบาย
ซึ่งคนในพรรคภูมิใจไทยก็คงมีแนวโน้มที่จะมองหรือเชื่อเช่นนั้น
ว่ามีขบวนการทำลายพรรค
และการทำลายนั้น มิใช่ ฝั่งการเมือง อย่างเดียว
หากแต่เชื่อมโยงไปยัง “องค์กรอิสระ” ต่างๆ ที่มีบทบาทชี้เป็นชี้ตายพรรคหรือกลุ่มการเมืองด้วย
ซึ่งที่ผ่านมา คนในพรรคภูมิใจไทย ก็เคยเห็นหรือรู้ชะตากรรมของฝ่ายตรงข้าม ที่มีอันเป็นไป ถูกยุบ ถูกถอดถอน ถูกบอนไซ
ฐานที่ไปมีปัญหากับ กลุ่มอำนาจเดิมหรือที่ปัจจุบันกำลังถูกเรียกขานว่า “กลุ่มอนุรักษนิยม” ที่ยังไม่ต้องการผ่องถ่ายอำนาจไปให้ฝ่ายอื่น
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม พรรคภูมิใจไทยที่เคยโดดเด่น ในฐานะ พูดแล้วทำ
ถึงตกอยู่ในสภาพ “ทำแล้วโดน”
อันนำไปสู่ข้อสงสัยต่อไปว่าเมื่อโดนแล้ว จะทำอย่างไร
ยอมกลับเข้าไปอยู่ในแถวเป็นกองหนุนต่อไป
หรือ กล้าหาญชาญชัย “พูด-ทำ-และลุย” ต่อไป
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

