หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘สี จิ้นผิง’ป...

‘สี จิ้นผิง’ประธานาธิบดีสมัยที่3 ‘หนึ่งเดียว’หลังการสถาปนาประเทศจีน รังสรรค์‘ประวัติศาสตร์หน้าใหม่’

16.03.23 | 12:47 น.
‘สี จิ้นผิง’ประธานาธิบดีสมัยที่3 ‘หนึ่งเดียว’หลังการสถาปนาประเทศจีน

และแล้วก็ไม่เกินความคาดหมาย การเลือกผู้นำสูงสุดของสภาประชาชนจีน สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 โดยมีมติเป็นเอกฉันท์
พร้อมทั้งเป็นประธานกรรมาธิการทหารด้วย
หลี่ เฉียง กรรมาธิการถาวรพรรคได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วน หาน เจิ้ง และ จ้าว เล่อจี้ ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี และประธานสภาประชาชนจีนตามลำดับ ล้วนเป็นไปตามความคาดหมาย
การเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ของ “สี จิ้นผิง” เป็นการรังสรรค์ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจีน


ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย “ยกเลิกวาระ” การดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีนั้น
กรณีเป็นการเปิดทางให้ “สี จิ้นผิง” อยู่ต่อในเชิงสัญลักษณ์ เจือสมกับผลการประชุมพรรคครั้งที่ 20 เมื่อปีที่แล้ว ยิ่งเป็นการยืนยันและตอกย้ำถึงการอยู่ยาวของ “สี จิ้นผิง” โดยปริยาย

ผลการประชุมพรรคครั้งที่ 20 พอสรุปเป็นสังเขปได้ว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ที่ล่อแหลม การแก่งแย่งชิงดีระหว่างประเทศ ‘เบอร์ใหญ่’ เข้มข้นและรุนแรง วอชิงตันใช้อุบายทำการสกัดความเจริญเติบโตของจีน การมากด้วยประสบการณ์ของคณะผู้บริหารชุดใหม่ย่อมมีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการตอบรับความท้าทาย อีกทั้งเป็นคุณในการสืบสานนโยบายอย่างต่อเนื่อง”

เข้าทำนอง “การเมืองคือศิลปะที่เป็นไปได้”

Advertisement

การประชุมสภาประชาชนจีนครั้งนี้ วาระที่สำคัญที่สุดคือ เลือกผู้บริหารชุดใหม่ เมื่อดูรายชื่อ บุคคลที่ได้รับเลือกล้วนอยู่ในความคาดหมาย ไม่มี “ม้ามืด” ไม่มี “พลิกล็อก”
หากย้อนมองการประชุมพรรคครั้งที่ 20 ก็จะประจักษ์ถึงการยืนยันในเชิงสัญลักษณ์ “สองประการ”
1.กำหนดสถานะของ “สี จิ้นผิง” คือ แกนกลางของพรรค
2.เชิดชูแนวคิดของ “สี จิ้นผิง” คือ เข็มทิศนำทางแห่งระบอบสังคมนิยมสมัยใหม่

ทั้งสองประเด็นให้จารึกในธรรมนูญของพรรค
ไม่ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “หลี่ เฉียง”ไม่ว่าตำแหน่งรองประธานาธิบดีของ “หาน เจิ้ง” ไม่ว่าตำแหน่งประธานสภาประชาชนของ “จ้าว เล่อจี้” หรือตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของ “หวาง ฝูหนิง” เป็นต้น ล้วนเป็นไปตามความคาดหมายทุกประการ

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1949 ยังไม่มีผู้ใดอยู่เกิน 2 สมัย “สี จิ้นผิง” คือ “หนึ่งเดียว” เท่านั้น

ปี2018 ครั้นเมื่อผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาเพื่อ “ยกเลิกวาระ” การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นั้นชัดเจนยิ่งว่าเป็นการปูทางให้ “สี จิ้นผิง” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 3
กรณีเป็นการทำลายประวัติศาสตร์
จึงไม่แปลกที่สื่อตะวันตกวิพากษ์ในมุมลบ เป็นต้นว่า เผด็จการทางรัฐสภา หรือลุแก่อำนาจ

หากพิเคราะห์อย่างถ่องแท้ ประเทศที่ปกครองโดยระบบรัฐสภา ตำแหน่งประมุขของประเทศ ก็มิได้มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงตรรกะ ไม่คำนึงวาระ แต่ก็มิได้หมายความว่า “ตลอดชีพ”
ส่วนตำแหน่งประธานาธิบดีของ “สี จิ้นผิง” จะกลายเป็นตลอดชีพหรือไม่นั้น ปัจจุบันคงเหลือไว้ซึ่งคำว่า “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” แต่ในที่สุดประวัติศาสตร์ย่อมต้องมีคำตอบ

อย่างไรก็ตาม แม้การดำรงตำแหน่งของ “สี จิ้นผิง” สมัยที่ 3 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็ขัดต่อ “ประเพณี” เพราะตั้งแต่สถาปนาประเทศถึงปัจจุบันเป็นเวลา 74 ปีไม่เคยมีมาก่อน

“สี จิ้นผิง” คือ “คนแรก” และ “คนเดียว”

ขอตัดกลับมาที่ 5 ปีสมัยที่ 3 ของ “สี จิ้นผิง” ล้วนเป็นงานหนักและท้าทายยิ่ง กล่าวคือ
พรรคจีนได้กำหนดไว้ “ร้อยปีสองเป้าหมาย”
เป้าหมายแรก สร้างสังคมอยู่อุ่นกินอิ่มอย่างครอบคลุม บัดนี้ได้บรรลุความสำเร็จแล้ว
เป้าหมายที่สอง กลางศตวรรษต้องบรรลุการเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่และแข็งแกร่ง บัดนี้ เริ่มขึ้นแล้ว และย่อมต้องถือว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนักสำหรับผู้บริหารชุดใหม่

ทั้งนี้ ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อสร้างประเทศจีนให้เป็นสังคมนิยมสมัยใหม่ และต้องบรรลุในปี 2035 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เส้นทางไม่ราบรื่นตามควร ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีนจะให้กลายเป็นประเทศเจริญรุ่งเรืองในเวลาอันจำกัดนั้น ไม่น่าอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้

อีกประการหนึ่ง 10 ปีที่ผันผ่าน ประเทศจีนได้มุ่งเน้นการรวมพลังทางการเมือง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปเชิงลึก เพราะการปฏิรูปจำเป็นต้องมีอำนาจ จึงจะขจัดปัญหาได้ ความขัดแย้งจึงเกิด
คณะผู้บริหารชุดใหม่ นอกจากต้องรีบแก้ปัญหาดังกล่าว ในระยะสั้นต้องทำการฟื้นฟูประเทศหลังเชื้อโควิด-19 ระบาด และในระยะยาวต้องทำการยกระดับเทคโนโลยี ตลอดจนปัญหาการเงินการคลัง ภายนอกจะต้องต่อต้านการสกัดและปิดล้อมจากสหรัฐอเมริกา

อนึ่ง ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ย่อมต้องมองสองด้าน มีข้อดีก็มีข้อเสีย สังคมโลกมองว่า ผู้บริหารชุดใหม่ เป็นพวกเดียวกัน มุ้งเดียวกัน กระดูกเบอร์เดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน อาจกลายเป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุด แม้สามารถผลักดันนโยบายให้บรรลุตามเป้าหมาย แต่อาจใช้อำนาจเกินขอบเขต จึงเป็นความกังวลในดวงหทัย

นอกจากนี้ คณะบริหารของ “สี จิ้นผิง” สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มคือ 1.เพื่อนร่วมงานที่มองหน้ารู้ใจ 2.ศิษย์เอกเด็กในคาถา 3.นักการเมืองลิ้นทองมีวาทศิลป์
ฉะนั้น จึงน่าเชื่อว่าสามารถร้องเพลง “เมโลดี” เดียวกันได้
ตรงจุดนี้จึงน่าเป็นห่วง ห่วงที่เหตุการณ์ “ลุแก่อำนาจ”

ไม่ว่าระบบการเมือง ไม่ว่าการจัดการปกครอง ประเทศจีนกับตะวันตกมีความแตกต่างกัน แบ่งเป็นสองรูปแบบ สองแนวคิด กล่าวคือ ตะวันตกเน้นเรื่องความสมดุลแห่งอำนาจ โดยเบื้องต้นจะมีการกำหนดกรอบของกฎหมายและต่อมาบัญญัติรายละเอียด แล้วจึงประกาศเป็นนโยบายในปริโยสาน
ส่วนจีนเริ่มด้วยสนับสนุนการปฏิรูปในรูปแบบทดลองใช้ หรือแบบ “โยนหินถามทาง” โดยผ่านความเห็นชอบของพรรคและทำการศึกษาความรู้สึกของประชาชน หากเกิดปัญญาหรือผิดพลาด จึงทำการแก้ไขและกำหนดกฎเกณฑ์ต่อไปตามควรแก่เหตุ

อย่างไรก็ตาม การสร้างประเทศจีนให้เป็นสังคมนิยมสมัยใหม่นั้น ถือเป็นภาระอันหนักหน่วงในเวลา 5 ปีข้างหน้า หนักเพราะคณะผู้บริหารชุดใหม่ของ “สี จิ้นผิง”
ด้านหนึ่งจะต้องขับเคี่ยวกับสหรัฐ
อีกด้านหนึ่งจะต้องผลักดันการพัฒนาประเทศให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น

จึงเป็น “การบ้าน” ชุดใหญ่