หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมที่คนธรรมดาจะไม่กลายเป็น ปีศาจหรืออสูร

15.03.23 | 12:05 น.

 ภาพที่ทันจิโร่ ตัวเอกในการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer) กำลังฟันเข้าไปที่คอของอสูรกิวทาโร่ในช่วงหนึ่งของภาคย่านเริงรมย์ (The Entertainment district) ก็ชวนให้ระลึกถึงบทสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับมิตรสหายเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนที่แล้ว 

ข่าวสะเทือนขวัญเรื่องของพ่อแม่วัยรุ่นที่ในตอนแรกมีข่าวว่าลูกวัยเด็กเล็กหายไป กลายเป็นมหกรรมข่าวทำเอาวุ่นวายกันเป็นร่วมครึ่งเดือน จนในที่สุดผู้เป็นแม่ที่เป็นเด็กสาววัยเพียง 17 ปี ก็ทนต่อแรงกดดันและการสอบสวนไม่ไหวจึงยอมรับว่าพลั้งทำลูกตนเองตายและนำศพไปทิ้งน้ำอำพรางคดี

ในตอนแรกนั้นกระแสของสังคมน่าจะเป็นไปเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีข่าวแม่ฆ่าลูกหรือแม่ทำให้ลูกตาย จนกระทั่งมีโพสต์หนึ่งจากมูลนิธิกระจกเงาซึ่งชวนให้มองในอีกมุมหนึ่งซึ่งบอกเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาของแม่ผู้ทำลูกตายที่กำลังขึ้นแท่นเป็นจำเลยสังคม 

เรื่องที่ถูกนำมาเปิดเผยคือเด็กสาวผู้ก่อเหตุนั้นเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ฐานะยากจน ไม่เคยมีเพื่อนสนิท ถูกเพื่อนที่โรงเรียนบูลลี่ทั้งคำพูดและการกระทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนจนไม่อยากไปโรงเรียนทั้งๆ ที่ผลการเรียนก็ไม่ได้แย่ ไม่เคยได้รับความรักจากที่บ้าน ไม่สนิทกับแม่ แม้เธอจะรักและสนิทกับพ่อ แต่เธอก็ไม่ชอบที่พ่อกินเหล้าเมาแล้วโวยวายทะเลาะกับแม่จนเธอรู้สึกว่าบ้านไม่มีความสุข ดังนั้นความสุขอย่างเดียวเมื่อเธอเริ่มเติบโตเป็นสาวมีความรัก คือคนรักของเธอ (ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้หาประโยชน์ทางเพศจากร่างกายเธอตามข่าวเรื่องนี้ไม่อยู่ในโพสต์ของทางมูลนิธิ) และในที่สุดเธอก็ตั้งครรภ์เป็นเด็กชายผู้เสียชีวิต ซึ่งเธอก็ตัดสินใจเก็บเด็กไว้ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรพร้อมเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่มีแม้แต่เงินเก็บสำหรับคลอดลูก มีแต่ของที่คนอื่นเจือจานให้มา

ทีมงานของมูลนิธิกระจกเงาได้ตัดสินใจลงบทสัมภาษณ์ของแม่วัยรุ่นที่กำลังจะเป็นจำเลยทั้งต่อศาลและสังคมนี้เพื่ออยากให้สังคมได้มองเห็นว่าเส้นทางการมีชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งก่อนที่จะมาสู่ผู้กระทำความผิดในวันนี้มีรากฐานและเติบโตขึ้นมาจากสิ่งใด และโพสต์นี้ได้รับการแชร์โดย คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งนั่นทำให้กระแสเปลี่ยนและกระแสกลับไปได้ในทันที ส่วนหนึ่งก็ด้วยบารมีของคุณสรยุทธด้วย

Advertisement

ความเห็นต่างของมิตรสหายท่านนั้นที่ทำให้มองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งคือว่า ถ้าสามารถพูดได้ว่าเรื่องนี้รวมถึงเรื่องเลวร้ายต่างๆ นานา ที่ผู้คนก่อขึ้นทั้งหลายนั้นมีรากฐานมาจากปัญหาทางสังคมซึ่งก็เป็นนัยว่ามันคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราในฐานะสมาชิกในสังคมอาจจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน จนอาจจะไปกล่าวโทษเด็กสาววัยรุ่นหรือใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นผู้กระทำความผิดที่ปลายทางได้ไม่เต็มปากทีเดียวนักแล้วละก็ วิธีคิดเช่นนี้มันจะผิดอะไรกับวิธีคิดที่คนอีกกลุ่มหนึ่งมีไว้อธิบายกับทุกกรณีที่เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็มักจะโทษกรรมเก่าบ้าง โทษพรหมลิขิตบ้าง

ในขณะที่คนผู้มีความคิดสมัยใหม่ไม่ยอมรับคำอธิบายเชยๆ แบบนั้น มองว่าเป็นความงมงายอันด้อยค่าความเป็นมนุษย์ แต่เช่นนี้มันจะแตกต่างกันอย่างไรกับการมองว่ามนุษย์เป็นเพียงผลผลิตของสังคมหรือปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายก็ล้วนแต่เป็นการดูถูกเจตจำนง การตัดสินใจ และการเลือกที่จะเป็นหรือเลือกที่จะทำของมนุษย์ในฐานะของปัจเจก ราวกับมนุษย์ไม่จำต้องรับผิดชอบการกระทำใดๆ ของตนเลย (เพราะถ้าไม่ใช่เพราะกรรมเก่าก็เป็นเพราะโครงสร้างทางสังคม) กระนั้นหรือ

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือการตัดสินใจที่เป็นผลมาจากการกระทำของเขาโดยแท้จริง หรือเป็นผลพวงมาจากการบีบคั้นต้อนให้จนตรอกจากสังคมไม่เป็นธรรมหรือความเหลื่อมล้ำจากการเอารัดเอาเปรียบที่ทำให้เขากลายเป็นอสูรหรือปีศาจไปโดยไม่รู้ตัว สำหรับมิตรสหายท่านนั้น เขาตอบว่ามันคือความสำนึกผิดและความรู้สึกนึกคิดที่จะแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรื่องนั้นมันคือการทำลายชีวิตของมนุษย์อีกคนหนึ่งไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์คนนั้นเป็นเด็กที่ไม่มีทางสู้ และเป็นลูกของตัวเองด้วย

ความเห็นกระตุกเตือนของมิตรสหายท่านนั้น พาให้คิดถึงข้อสังเกตของมิตรสหายอีกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเพียรพยายาม กับความสำเร็จ ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ก็อยู่บนหลักการเดียวกัน คือปัญหาว่าความได้เปรียบจากสถานะทางสังคมหรือฐานะทางเศรษฐกิจที่ได้มาจากครอบครัวและชาติกำเนิดกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรของมนุษย์ในฐานะปัจเจกนั้นอะไรมีน้ำหนักมากกว่ากันต่อการประสบความสำเร็จของมนุษย์คนหนึ่ง

มิตรสหายท่านนั้นสรุปว่าฝ่ายขวา หรือพวกอนุรักษนิยมนั้นก็ให้คุณค่ากับความเพียรพยายามของปัจเจกชนจนเกินไปจนละเลยปัจจัยแวดล้อมอื่นไปเสียหมด ในขณะที่ฝ่ายซ้ายนั่นก็ไม่ยอมให้ราคากับความเพียรพยายามหรือการลงมือทำของปัจเจกชนเอาเสียเลย มองแต่ว่าความสำเร็จทั้งหลายล้วนมาจากความได้เปรียบอันเหลื่อมล้ำ ซึ่งทั้งสองทางมันก็สุดโต่งและไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดด้วยกันทั้งคู่

ในที่สุดแล้วเรื่องทำไมคนถึงตัดสินใจทำเรื่องเลวรายนี้ก็อาจจะคล้ายๆ กันกับเรื่องความเพียรพยายามก็ได้ คือในตอนนี้คนที่เป็นฝ่ายก้าวหน้า หรือผู้ที่มองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ให้น้ำหนักไปกับปัญหาสังคมในเชิงโครงสร้างมากเกินไปเสียจนละเลยการกระทำอันเกิดจากทางเลือกอันเป็นเจตจำนงเสรีของปัจเจกชนแต่ละคน คือทางเลือกว่าจะเก็บเรื่องเลวร้ายในอดีตนั้นไว้เป็นบาดแผลแห่งอดีต แล้วพยายามใช้ชีวิตในปัจจุบันให้เป็นปกติแล้ว หรือแม้แต่หยุดวงจรอันชั่วร้ายนี้ไว้แค่เฉพาะตัวเองแล้วช่วยเหลือคนอื่นให้ไม่ต้องรับชะตากรรมเช่นนี้ กับทางเลือกทางที่จะไปละเมิดหรือทำร้ายต่อผู้อื่น เพื่อเอาเปรียบแบบทีใครทีมัน หรือแก้แค้นใครหรืออะไรก็ไม่รู้

ฉากในแอนิเมชั่นดาบพิฆาตอสูร ที่ทำให้บทสนทนาระหว่างมิตรสหายผุดพรายขึ้นมาให้ทบทวน คือตอนที่ขณะที่ทันจิโรกำลังจะบั่นคออสูรกิวทาโร่ได้สำเร็จ เขาก็ชะงักไปด้วยระลึกวาบขึ้นมาว่า ชะตากรรมของเขาและน้องสาวเนสึโกะนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากอสูรสองพี่น้องที่เขากำลังห้ำหั่นอยู่นี้สักเท่าใดนัก เส้นทางของพวกเขาพี่น้องกับอสูรทั้งสองในตอนนี้อาจจะเหมือนเดินสวนทางกัน แต่แท้จริงแล้วก็เป็นการเดินสวนอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน และถ้าเลือกทางผิดแม้แต่นิดเดียวมันก็อาจจะกลายเป็นจุดหมายเดียวกันไปก็ได้

เพราะแท้จริงแล้วอสูรในเรื่องนี้หลายตนก็เคยเป็นมนุษย์ผู้มีชะตากรรมที่น่าสงสาร เช่น พี่น้องอสูรกิวทาโร่พี่ชายผู้อัปลักษณ์กับดาคิน้องสาวแสนสวย หรือชื่อเดิมคืออุเมะนั้น ก็เกิดมาเป็นเด็กกำพร้าในย่านโคมแดงโยชิวาระของเอโดะ เติบโตมาด้วยการถูกรังคัดรังแคและเอารัดเอาเปรียบจากบรรดานางโลมชั้นสูงและพวกซามูไร จนในที่สุดก็ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมและทิ้งไว้โดยไม่สนว่าจะตายหรือไม่ จนกระทั่งกิวทาโร่ยอมเลือกเส้นทางรับเป็นอสูรที่จะมีชีวิตอมตะเพื่อช่วยชีวิตน้องสาว 

แต่สิ่งที่อสูรสองพี่น้องได้กระทำหลังจากที่ได้เป็นอสูรแล้วก็ไปเข่นฆ่าผู้คนโดยนอกจากเพื่อกินเป็นอาหารแล้ว ก็ยังเป็นไปเพื่อความสนุกสนานและเพื่อหยามเหยียดเดียดฉันท์ เพราะเห็นว่ามนุษย์นั้นต่ำต้อย อ่อนแออัปลักษณ์นั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองถูกปฏิบัติมาก่อนเป็นอสูรไม่ได้ผิดกันเลย

บทสรุปจึงอาจจะเป็นเหมือนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ในเรื่องดาบพิฆาตอสูรนี้ มีกลุ่มคนที่ประสบชะตากรรมต้องสูญเสียครอบครัว สูญเสียสิ่งที่รักและทุกสิ่งทุกอย่างไปอย่างไม่เป็นธรรมโดยที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยร่วมกัน แต่เมื่อพบเจอชะตากรรมเช่นนั้น คนพวกหนึ่งจะเลือกที่จะไปเป็นอสูร เพื่อที่จะปล้นชิงเอาสิ่งที่รักจากคนอื่น ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพราะคิดว่าเมื่อกติกาของโลกนี้คนแข็งแรงกว่าสามารถเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอยังไงก็ได้ ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นอสูรที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ นี่เป็นทีของเขาแล้วที่จะทำเช่นนั้นได้ 

กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เมื่อพบชะตากรรมเลวร้ายไม่ต่างกันจากพวกอสูร พวกเขากลับคิดว่า เป็นเพราะเขายังแข็งแกร่งไม่เพียงพอในตอนนั้น เขาจึงไม่อาจปกป้องสิ่งที่เขารักไว้ได้ แต่มันก็ยังเหลือสิ่งที่เขาต้องปกป้องอยู่ อย่างน้อยก็เป็นคนอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงต้องฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นไปยิ่งกว่านี้เพื่อป้องกันมิให้ใครจะต้องได้รับชะตากรรมเช่นนี้อีก เพราะการที่โลกให้ใครสักคนเกิดมาเป็นคนแข็งแกร่งกว่าคนอื่นนั้น ก็เพื่อที่คนผู้นั้นจะได้มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า คนพวกหลังนี้จึงไปเป็นนักดาบพิฆาตอสูรเพื่อไล่ล่าคนพวกแรกที่ได้กลายเป็นอสูรไป

ดังนั้น ถ้าเราจะสร้างการเมืองใหม่ สร้างประเทศหรือแก้ไขสังคมที่ดีกว่านี้ เราก็น่าจะอยากเห็นสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมเอื้อให้คนทั่วไปได้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขตามปกติธรรมดาได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไป อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน มีกระบวนยุติธรรมที่คุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอที่จะไม่ให้คนที่มีมาตรฐานทางจิตใจในระดับกลางหรืออาจจะค่อนต่ำลงกว่ามาตรฐานบ้างจะต้องตกร่วงลงไปเป็นอสูรหรือปีศาจที่ชั่วร้ายได้ง่ายเกินไปนัก ถ้าจะมีก็ขอให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะไม่มีใครจำเป็นที่จะต้องทำเรื่องเลวร้ายกับคนอื่นเพียงแค่ให้ตัวเองได้มีชีวิตรอด หรือเพียงเพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเอง 

ในสังคมที่ยุติธรรมและไม่มีใครต้องตกเป็นอสูรหรือปีศาจ ถ้ามีอาชญากรที่ก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงขึ้น เราก็จะได้ประณามคนเหล่านั้นได้เต็มปาก หรือสามารถที่จะคาดหวังให้กฎหมายลงโทษพวกเขาได้สูงสุดตามกบิลเมืองโดยสนิทใจไม่มีอะไรติดค้าง นั่นก็เพราะว่ามันน่าจะชัดเจนว่าความชั่วร้ายที่เขากระทำนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความชั่วร้ายในเชิงปัจเจก เป็นทางเลือกของเขาเองเป็นการตัดสินใจของเขาเองที่จะเป็นและทำในสิ่งนั้นๆ

เช่นเดียวกันกับที่เราจะได้ชื่นชมความสำเร็จของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะด้านทรัพย์สินเงินทอง ธุรกิจ หรือความสำเร็จด้านอื่นได้อย่างเต็มปากเต็มหัวใจโดยไม่มีข้อกังขาว่านี่เป็นความโชคดี เพียงเพราะเกิดมาถูกครรภ์มารดาในตระกูลที่ดีหรือบังเอิญเพราะอยู่ถูกที่ ได้รับผลดีหนุนส่งจากสังคมที่ไม่เป็นธรรมกันแน่

กล้า สมุทวณิช