จักรวรรดิออตโตมัน เป็นรัฐที่ควบคุมยุโรปตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียตะวันตก และแอฟริกาเหนือตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 จักรวรรดินี้ก่อตั้งขึ้นบนคาบสมุทรอนาโตเลียในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 เมื่อพวกออตโตมันได้ข้ามไปยังฝั่งยุโรปและพิชิตคาบสมุทรบอลข่าน จึงเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิข้ามทวีป พวกออตโตมันที่นำโดย สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกใน พ.ศ.1996 เป็นการทำลายจักรวรรดิไบแซนไทน์ (จักรวรรดิโรมันตะวันออก) ลงอย่างสิ้นเชิง (ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา)

จักรวรรดิออตโตมันได้มาถึงจุดสูงสุดภายใต้การนำโดยสุลต่านสุไลมานผู้สง่างามในศตวรรษที่ 16 เมื่อได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียในทางตะวันออกไปจนถึงแอลจีเรียในทางตะวันตกและจากเยเมนในทางใต้ไปยังฮังการีและบางส่วนของยูเครนในทางตอนเหนือ
จากนั้นจักรวรรดิออตโตมันเริ่มเสื่อมอย่างช้าๆ เพราะปรับตัวทางการทหารและเทคโนโลยีไม่ทันชาวยุโรป (ทั้งๆ ที่จักรวรรดิออตโตมันเคยเป็นผู้นำในการนำปืนใหญ่และดินปืนมาใช้ในการรบอย่างมโหฬารก่อนใครจนกระทั่งได้รับฉายาว่า “จักรวรรดิดินปืน”) จนต้องล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพราะเป็นฝ่ายแพ้สงครามกลายมาเป็นสาธารณรัฐทูร์เคีย (ตุรกี) ในปัจจุบัน
ความเกรียงไกรของแสนยานุภาพของจักรวรรดิออตโตมันที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมจักรวรรดิออตโตมันคือ กองทหารจานิสซารี ที่เป็นกองกำลังทหารราบชั้นยอดที่ผ่านการคัดเลือกเด็กชายคริสเตียนอายุระหว่าง 6-14 ปี ซึ่งเป็นเด็กชาวแอลเบเนีย, อาร์มีเนีย, บอสเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, กรีก และเซอร์เบีย ไปเข้ารีตให้นับถือศาสนาอิสลามและเอาเข้าระบบโรงเรียนทหารฝึกทหารด้วยระเบียบวินัยที่เข้มงวดและอบรมให้จงรักภักดีต่อสุลต่านโดยตรงและทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์ด้วย พวกเขาได้รับเงินเดือนและมีบำนาญเมื่อปลดประจำการแล้วซึ่งต่างจากทาสและเสรีชนทั่วไป บรรดาทหารจานิสซารีทั้งหมดถูกห้ามแต่งงานก่อนอายุ 40 ปีและห้ามมีส่วนร่วมในการค้าขายอย่างเด็ดขาด ดังนั้นกองทหารจานิสซารีจึงเป็นชนชั้นพิเศษชนชั้นหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมันเพราะมีระเบียบวินัยสูงที่สุดและยังจงรักภักดีต่อสุลต่านอย่างเหนือหัวเหนือเกล้าเลยทีเดียว
กองทหารจานิสซารีถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.1923 (สมัยพระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา) ในสมัย สุลต่านออร์ฮานที่ 1 ผู้เป็นสุลต่านคนที่ 2 แห่งจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งกองทหารจานิสซารีได้ชื่อว่าเป็นทหารอาชีพประจำการกองแรกของทวีปยุโรปเลยทีเดียวได้สร้างชื่อเสียงในการรบที่เก่งฉกาจ กล้าหาญและมีระเบียบวินัยเป็นอย่างสูงในทุกสงครามที่ขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันจนจักรวรรดิออตโตมันก้าวขึ้นสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองสูงสุด
เนื่องจากการขยายตัวอย่างมากของกองทัพประจำการออตโตมัน ทำให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเกณฑ์ของกองทัพในขั้นต้นที่เข้มงวด พลเมืองเข้าร่วมในนี้เพื่อได้รับผลประโยชน์จากสถานะทางเศรษฐกิจสังคม ทำให้ในภายหลังกองทัพนี้ค่อยๆ สูญเสียความเป็นทหารที่มีระเบียบวินัยสูงเริ่มมีครอบครัวก่อนอายุ 40 ปีและทำธุรกิจซึ่งเป็นข้อห้ามสำคัญที่สุดของกองทหารจานิสซารีเลยทีเดียว ส่งผลทำให้การคัดเลือกของทหารจานิสซารีได้เปลี่ยนไปโดยเน้นเอาลูกชายของทหารจานิสซารีเองเข้าเป็นทหารทั้งหมดและการฝึกทหารอย่างเข้มงวดหนักหนาก็เริ่มอ่อนแอลง และเนื่องจากบรรดาทหารจานิสซารีเองเป็นทหารรักษาพระองค์ของสุลต่านจึงสามารถที่จะยึดอำนาจ บางครั้งถึงกับฆ่าสุลต่านเสียด้วย เลยไปจนถึงสามารถตั้งสุลต่านได้ใหม่ตามอำเภอใจ อีกทั้งจำนวนทหารจานิสซารีก็เพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารแต่ไม่มีความสามารถจะต่อสู้กับทหารของบรรดาชาวยุโรปที่พัฒนาทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีที่ทันสมัยได้อีกต่อไป บรรดาทหารจานิสซารีจึงเปรียบเสมือนปรสิตเป็นโทษต่อจักรวรรดิออตโตมันแต่เพียงถ่ายเดียว
ในที่สุดเมื่อ พ.ศ.2369 (ตรงกับสมัย ร.3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สุลต่านมาห์มุดที่ 2 จึงตัดสินใจสั่งกองทัพออตโตมันเข้าโจมตีที่ตั้งกองกำลังของกองทหารรักษาพระองค์จานิสซารีเพื่อฆ่ากวาดล้างให้สิ้นซากแบบถอนรากถอนโคนทำให้กองทหารจานิสซารีที่มีอายุยาวนานถึง 446 ปีต้องสูญสลายไปจนหมดสิ้น
หลังจากนั้นกองทัพของจักรวรรดิออตโตมันก็เดินหน้าปฏิรูปกองทัพของจักรวรรดิให้เป็นไปตามแนวทางกองทหารของยุโรปซึ่งก็เป็นระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับที่พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เริ่มจ้างทหารชาวอังกฤษมาฝึกทหารไทยตามแบบอย่างการฝึกทหารแบบยุโรปที่เรียกว่าทหารซีป่าย (ซีปอย) จนกระทั่งไทยเราสามารถใช้ทหารฝึกอย่างยุโรปไปปราบกบฏฮ่อในสมัย ร.5 ได้สำเร็จ
ส่วนการปฏิรูปกองทัพของจักรวรรดิออตโตมันตามแบบกองทหารยุโรปถึงแม้ว่าจะสายเกินไปที่กองทัพของจักรวรรดิออตโตมันจะก้าวหน้าทันบรรดากองทัพของยุโรปแต่ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นสามารถปราบปรามกบฏภายในและศัตรูจากภายนอกได้ดีพอสมควรร่วม 100 ปีก่อนที่จักรวรรดิออตโตมันจะล่มสลายไปใน พ.ศ.2466 (สมัย ร.6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

