น่าสนใจ-น่าสนใจ
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
อะไรที่ไม่คิดว่าจะพบก็ได้พบ อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น
ดังกรณีที่เกาหลีใต้
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ว่า
คณะกรรมาธิการรัฐสภาเกาหลีใต้เปิดการไต่สวนอย่างดุเดือดต่อบรรดาผู้บริหารบริษัทธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่สืบทอดทางตระกูล หรือแชโบล
ไม่ว่าจะเป็นซัมซุง, ฮุนได, ล็อตเต้, แอลจี, จีเอส กรุ๊ป และเอสเค กรุ๊ป
กรณีพัวพันคดีที่นางชเว ซูนซิล เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ก กึนเฮ
เรียกรับเงินบริจาคและแทรกแซงกิจการของรัฐ
ก่อนกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีปาร์กที่มีกำหนดลงมติในวันที่ 9 ธ.ค.
การไต่สวนครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ
และเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผู้ประกอบการชั้นแนวหน้าของประเทศที่มีอิทธิพลสูง และยากแตะต้องในสังคมเกาหลีใต้
ถูกจับมานั่งรวมกัน เพื่อตอบคำถามรัฐสภาอย่างเคร่งเครียด
ว่ามีเจตนาบริจาคเงินเพื่อแลกกับผลประโยชน์จากรัฐบาลหรือไม่
ขณะที่ด้านนอกอาคารมีชาวเกาหลีใต้มาชุมนุมหลายร้อยคน และมีบางส่วนตะโกนว่า
“ขังคุกมัน ขังมันให้หมด”
ผู้บริหารกิจการขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ทั้งหมดให้การว่า
สาเหตุที่ต้องบริจาคเงินนั้นเนื่องจากไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากรัฐบาลได้
นายอี แจยอง รองประธานคณะผู้บริหารซัมซุง
ที่ได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า “เจ้าชายซัมซุง” ให้การว่า
ไม่เคยบริจาคเงินเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล
แม้จะเคยได้รับการร้องขอจากบุคคลใกล้ชิดรัฐบาลหลายครั้ง
ทั้งยังระบุว่า ประธานาธิบดีปาร์กเคยพยายามกดดันให้ซัมซุงต้องบริจาคเงินด้วยเมื่อเดือน ก.ค.
และถึงจะไม่ได้รู้จักกับนางชเวเป็นการส่วนตัว
แต่ยอมรับว่าการบริจาคเงินเพื่อใช้เป็นทุนเรียนขี่ม้าให้บุตรสาวของนางชเวจริง
เมื่อคณะกรรมาธิการตั้งคำถามว่าเห็นด้วยกับความรับรู้ของคนทั่วไปหรือไม่ว่า
บรรดาบริษัทแชโบลทั้งหลายรู้เห็นและสมยอมไปกับนางชเว
นายอีกล่าวเลี่ยงว่า
“ผมเองก็มีจุดบกพร่องมากมาย และซัมซุงก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง”
เมื่อคณะกรรมการถามย้ำคำถามเดิม ผู้บริหารหนุ่มซัมซุงตอบเลี่ยงอีกว่า
“วิกฤตครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน
“ผมจะย้ำกับผู้ช่วยว่าเรื่องทำนองนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก”
ส่วนนายฮู จางซู ประธานคณะผู้บริหารจีเอส กรุ๊ป ระบุว่า
เป็นเรื่องยากมากที่บรรดาเอกชนจะปฏิเสธคำขอของทำเนียบประธานาธิบดี
นายคู บองมู ประธานคณะผู้บริหารแอลจี กล่าวว่า
เอกชนนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพานโยบายของรัฐบาล
สำหรับผู้รังเกียจการทุจริตเป็นชีวิตจิตใจ
นี่ย่อมเป็นข่าวน่าชื่นชมยิ่ง
เป็นการถลกหนังให้เห็นเนื้อใน
เปลื้องเปลือยความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับพ่อค้าอย่างหมดเปลือก
ตีแผ่ให้เห็นอำนาจครอบงำที่การเมืองมีต่อภาคธุรกิจ
ทั้งหมดเป็นความจริงอันปรากฏ
แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงอีกบางประการว่า
การตรวจสอบไต่สวนอย่างดุเดือดต่อผู้นำและนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศเหล่านี้
เกิดขึ้นในกระบวนการและบรรยากาศของระบอบประชาธิปไตย
ที่ยึดถือหลักการแบ่งอำนาจ และการตรวจสอบซึ่งกันและกัน
มิได้มอบหมาย “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้ “คนดี” คนใดหรือกลุ่มไหน
มีอำนาจในการไต่สวนตรวจสอบผู้อื่น
โดยที่ตนเองลอยตัวอยู่เหนือการตรวจสอบ
ประการต่อมา ที่เรียกว่า “นักการเมือง” นั้น
ในด้านหลัก อาจจะหมายถึง “นักเลือกตั้ง” ผู้เสนอตนเองผ่านมติประชาชนเข้ามา
แต่โดยรวมแล้ว ย่อมหมายถึง “ผู้มีอำนาจด้านบริหาร” ในทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร
จะเลือกตั้ง แต่งตั้ง ลากตั้ง
ก็จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบแบบเดียวกัน
ไม่เช่นนั้นกระบวนการจัดการกับ “การทุจริต” ย่อมล้มเหลว
ล้มเหลวเพราะคนหนึ่งฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ผิด อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด
ล้มเหลวเพราะ “สองมาตรฐาน”

