หน้าแรก คอลัมนิสต์ กรณี เกาหลี พ...

กรณี เกาหลี พ่อค้า การเมือง และการปราบทุจริต

8.12.16 | 11:39 น.

น่าสนใจ-น่าสนใจ

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

อะไรที่ไม่คิดว่าจะพบก็ได้พบ อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

ดังกรณีที่เกาหลีใต้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ว่า

Advertisement

คณะกรรมาธิการรัฐสภาเกาหลีใต้เปิดการไต่สวนอย่างดุเดือดต่อบรรดาผู้บริหารบริษัทธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่สืบทอดทางตระกูล หรือแชโบล

ไม่ว่าจะเป็นซัมซุง, ฮุนได, ล็อตเต้, แอลจี, จีเอส กรุ๊ป และเอสเค กรุ๊ป

กรณีพัวพันคดีที่นางชเว ซูนซิล เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ก กึนเฮ

เรียกรับเงินบริจาคและแทรกแซงกิจการของรัฐ

ก่อนกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีปาร์กที่มีกำหนดลงมติในวันที่ 9 ธ.ค.

การไต่สวนครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ

และเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผู้ประกอบการชั้นแนวหน้าของประเทศที่มีอิทธิพลสูง และยากแตะต้องในสังคมเกาหลีใต้

ถูกจับมานั่งรวมกัน เพื่อตอบคำถามรัฐสภาอย่างเคร่งเครียด

ว่ามีเจตนาบริจาคเงินเพื่อแลกกับผลประโยชน์จากรัฐบาลหรือไม่

ขณะที่ด้านนอกอาคารมีชาวเกาหลีใต้มาชุมนุมหลายร้อยคน และมีบางส่วนตะโกนว่า

“ขังคุกมัน ขังมันให้หมด”

ผู้บริหารกิจการขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ทั้งหมดให้การว่า

สาเหตุที่ต้องบริจาคเงินนั้นเนื่องจากไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากรัฐบาลได้

นายอี แจยอง รองประธานคณะผู้บริหารซัมซุง

ที่ได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า “เจ้าชายซัมซุง” ให้การว่า

ไม่เคยบริจาคเงินเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล

แม้จะเคยได้รับการร้องขอจากบุคคลใกล้ชิดรัฐบาลหลายครั้ง

ทั้งยังระบุว่า ประธานาธิบดีปาร์กเคยพยายามกดดันให้ซัมซุงต้องบริจาคเงินด้วยเมื่อเดือน ก.ค.

และถึงจะไม่ได้รู้จักกับนางชเวเป็นการส่วนตัว

แต่ยอมรับว่าการบริจาคเงินเพื่อใช้เป็นทุนเรียนขี่ม้าให้บุตรสาวของนางชเวจริง

เมื่อคณะกรรมาธิการตั้งคำถามว่าเห็นด้วยกับความรับรู้ของคนทั่วไปหรือไม่ว่า

บรรดาบริษัทแชโบลทั้งหลายรู้เห็นและสมยอมไปกับนางชเว

นายอีกล่าวเลี่ยงว่า

“ผมเองก็มีจุดบกพร่องมากมาย และซัมซุงก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง”

เมื่อคณะกรรมการถามย้ำคำถามเดิม ผู้บริหารหนุ่มซัมซุงตอบเลี่ยงอีกว่า

“วิกฤตครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน

“ผมจะย้ำกับผู้ช่วยว่าเรื่องทำนองนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

ส่วนนายฮู จางซู ประธานคณะผู้บริหารจีเอส กรุ๊ป ระบุว่า

เป็นเรื่องยากมากที่บรรดาเอกชนจะปฏิเสธคำขอของทำเนียบประธานาธิบดี

นายคู บองมู ประธานคณะผู้บริหารแอลจี กล่าวว่า

เอกชนนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพานโยบายของรัฐบาล

สำหรับผู้รังเกียจการทุจริตเป็นชีวิตจิตใจ

นี่ย่อมเป็นข่าวน่าชื่นชมยิ่ง

เป็นการถลกหนังให้เห็นเนื้อใน

เปลื้องเปลือยความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับพ่อค้าอย่างหมดเปลือก

ตีแผ่ให้เห็นอำนาจครอบงำที่การเมืองมีต่อภาคธุรกิจ

ทั้งหมดเป็นความจริงอันปรากฏ

แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงอีกบางประการว่า

การตรวจสอบไต่สวนอย่างดุเดือดต่อผู้นำและนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศเหล่านี้

เกิดขึ้นในกระบวนการและบรรยากาศของระบอบประชาธิปไตย

ที่ยึดถือหลักการแบ่งอำนาจ และการตรวจสอบซึ่งกันและกัน

มิได้มอบหมาย “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้ “คนดี” คนใดหรือกลุ่มไหน

มีอำนาจในการไต่สวนตรวจสอบผู้อื่น

โดยที่ตนเองลอยตัวอยู่เหนือการตรวจสอบ

ประการต่อมา ที่เรียกว่า “นักการเมือง” นั้น

ในด้านหลัก อาจจะหมายถึง “นักเลือกตั้ง” ผู้เสนอตนเองผ่านมติประชาชนเข้ามา

แต่โดยรวมแล้ว ย่อมหมายถึง “ผู้มีอำนาจด้านบริหาร” ในทุกรูปแบบ

ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร

จะเลือกตั้ง แต่งตั้ง ลากตั้ง

ก็จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบแบบเดียวกัน

ไม่เช่นนั้นกระบวนการจัดการกับ “การทุจริต” ย่อมล้มเหลว

ล้มเหลวเพราะคนหนึ่งฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ผิด อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด

ล้มเหลวเพราะ “สองมาตรฐาน”