หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : ร...

ไทยพบพม่า : รัฐบาลทหารกับกฎอัยการศึก

17.03.23 | 12:23 น.

ไทยพบพม่า : รัฐบาลทหารกับกฎอัยการศึก

กฎอัยการศึก (martial law) หรือบางครั้งก็เรียกว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ทรราชหรือเผด็จการมักนำมาใช้เพื่อกดขี่ประชาชนไม่ให้ต่อต้าน หรือพูดง่ายๆ คือเป็นใบอนุญาตให้เผด็จการใช้อำนาจปราบปรามผู้คิดต่างได้โดยไม่ต้องไต่สวนก่อน  

ในประวัติศาสตร์โลก ผู้นำเผด็จการคนสำคัญๆ ล้วนงัดกฎอัยการศึกมาใช้แทบทั้งนั้น เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ผู้นำเผด็จการในฟิลิปปินส์ประกาศใช้กฎอัยการศึกยาวนานถึง 9 ปี (1972-1981) หรือออกุสโต ปิโนเชต์ แห่งชิลี ก็เคยพยายามนำกฎอัยการศึกมาใช้ แต่ผู้นำอาวุโสในกองทัพคนอื่นๆ ไม่เล่นด้วย จึงต้องหันไปใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อปราบปรามฝ่ายต่อต้าน

พม่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ผู้นำเผด็จการนิยมประกาศกฎอัยการศึก เหมือนกับว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดรัฐประหารหรือการยึดอำนาจ ก็จะมีกฎอัยการศึกตามมาจนเป็นเหมือนสูตรสำเร็จ อี.เอช.คาร์ (E.H. Carr) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยกล่าวเอาไว้ในหนังสือ What is History? ว่า “ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต ปรากฏการณ์แบบที่เกิดขึ้นในพม่านี่กระมัง ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์พอจะคาดเดาได้ว่าเมื่อเกิดรัฐประหารในพม่าอีกครั้ง ไม่ว่าจะยังไงคณะรัฐประหารก็ต้องชิงประกาศกฎอัยการศึกแน่นอน  

กฎอัยการศึกมีความน่าสนใจตรงที่มีกำหนดช่วงเวลาชัดเจน เราสามารถประเมินว่ารัฐบาลเผด็จการจะอยู่ยาวหรือไม่ก็จากการขยายกฎอัยการศึก หรือการใช้/ยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ในกรณีของพม่า มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้อย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันคณะรัฐประหารก็เพิ่งประกาศกฎอัยการศึกใน 40 เมืองทั่วประเทศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  

Advertisement

คำถามที่เกิดขึ้นคือพม่ามีเมือง (township) อยู่ 330 เมือง เหตุใดคณะรัฐประหารจึงตัดสินใจใช้กฎอัยการศึกเฉพาะใน 40 เมืองนี้ ก่อนอื่นต้องทำใจก่อนว่าการทำความเข้าใจผู้นำกองทัพพม่าแบบถ่องแท้นั้นเป็นไปไม่ได้ หลายครั้งไสยศาสตร์อยู่เหนือเหตุผล และหลายครั้งที่อารมณ์อยู่เหนือการเมือง จึงไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมคณะรัฐประหารจึงประกาศกฎอัยการศึกเพิ่มเติมเฉพาะใน 40 เมือง  

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะรัฐประหารประกาศขยายเวลากฎอัยการศึกไปอีก 6 เดือน ต่อมาอีก 1 วัน คณะรัฐประหารประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 37 เมืองเป็นการพิเศษ และต่อมาจึงเพิ่มอีก 3 เมืองในมณฑลสะกายเข้าไป ประกอบด้วยเมืองฉ่วยโบ (Shwebo พระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์อลองพญาก็มาจากเมืองนี้) เวทเลท (Wetlet) และอยาด่อ (Ayadaw) ทำให้ตอนนี้มีเมืองที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกแล้ว 52 เมือง  

เมื่อปีก่อน กฎอัยการศึกมีใช้ในเมืองสำคัญๆ เพียง 12 เมืองเท่านั้น คือเมืองเล็กเมืองน้อยในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ อีกเมืองมินดัท (Mindat) ในรัฐฉิ่น ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากเพราะทั้งย่างกุ้งและ
มัณฑะเลย์ต่างมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ อีกทั้งมินดัทยังเป็นพื้นที่การสู้รบสำคัญแห่งหนึ่ง  

เป้าหมายสำคัญของกฎอัยการศึกในพม่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรา 419 ในรัฐธรรมนูญปี 2008 (ที่กองทัพร่วมร่างขึ้นมาเองกับมือ) คือการเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบระหว่างระหว่างการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล อำนาจของรัฐบาลถูกถ่ายโอนไปให้ผู้บัญชาการกองทัพภาค แต่ในความเป็นจริงอำนาจทั้งหมดอยู่ภายใต้กองทัพในส่วนกลาง อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกฎอัยการศึกมอบอำนาจให้กองทัพสามารถจัดการการตัดสินคดีได้ด้วยตัวเองในศาลทหาร โดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมและผู้พิพากษา  

จะเห็นได้ว่าอำนาจของกฎอัยการศึกตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอาจดูไม่สำคัญนัก เพราะกองทัพพม่ารวบอำนาจได้ทุกส่วนอยู่แล้ว และที่ผ่านมาศาลทหารก็เป็นกลไกหลักที่ใช้ลงโทษฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นผู้นำพรรค NLD หรือขบวนการต่อต้านคณะรัฐประหาร และแม้คดีความทางการเมืองหลายครั้งจะไม่ได้ผ่านศาลทหาร ผ่านเพียงศาลพลเรือน แต่ผลที่ผ่านมาก็ประจักษ์ชัดแล้วว่าผู้พิพากษาทั้งหมดเป็นคนของคณะรัฐประหาร และตัดสินคดีความไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด  

กฎอัยการศึกแตกต่างออกไปอีกประการตรงที่ให้สิทธิคณะรัฐประหารมอบโทษที่หนักขึ้นกับผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดได้ ดังที่เราเห็นก่อนหน้านี้ว่ามีนักโทษการเมืองที่ต้องโทษประหารชีวิตไปแล้วหลายคน รวมทั้งอดีต ส.ส.จากพรรค NLD และอดีตแร็พเปอร์ชื่อดัง เพียว เซยา ตอ ด้วย จากรายงานของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association of Political Prisoners) นักโทษประหาร 50 จาก 71 คน ล้วนมาจากเมืองทั้ง 6 เมืองในเขตย่างกุ้งทั้งสิ้น  

กฎอัยการศึกยังมาพร้อมการยกเลิกมาตรา 144 ในประมวลกฎหมายอาญา ทำให้คณะรัฐประหารสามารถใช้เคอร์ฟิวและห้ามไม่ให้ประชาชนรวมตัวกันได้ เมื่อคณะรัฐประหารประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นกรณีพิเศษในหลายเมืองในเดือนกุมภาพันธ์ เมืองเหล่านั้นคือฐานที่มั่นของกองกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความรุนแรงและปฏิบัติการถล่มกองกำลังต่อต้านคณะรัฐประหารต้องตามมาอย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมาแม้จะมีปฏิบัติการทางการทหาร แต่ก็ไม่ได้ถี่หรือเข้มข้นเหมือนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ผู้เขียนมองว่ากองทัพพม่าเองก็มีทรัพยากรจำกัด และจำเป็นต้องมีปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีความสำคัญจริงๆ มิใช่มุ่งปราบปรามกองกำลังทุกกลุ่มที่ต่อต้านตนซึ่งมีนับร้อยกลุ่มทั่วประเทศ  

ในเขตสะกาย ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ สถานการณ์แย่ลงตามลำดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คณะรัฐประหารยังไม่ได้ประกาศกฎอัยการศึกหรือออกเคอร์ฟิว ในขณะที่พื้นที่ที่กฎอัยการศึกบังคับใช้ค่อนข้างสงบและมีการสู้รบกันค่อนข้างน้อย เป้าหมายของยุทธการดาวกระจายประกาศกฎอัยการศึกในหลายเมืองในครั้งนี้เพื่อควบคุมประชาชนทั่วไป ที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนกองกำลังที่ต่อต้านรัฐประหาร กองทัพยังเข้าใจดีว่ากองกำลังเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาเสบียงจากประชาชนในพื้นที่  

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าการประกาศกฎอัยการศึกครั้งใหม่ไม่มีระบบแบบแผนใดเป็นพิเศษ แม้ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่นมี 2 เมืองในรัฐกะเหรี่ยงที่กฎอัยการศึกยังบังคับใช้ รวมทั้งเมืองส่วนใหญ่ในรัฐกะยาห์และรัฐฉิ่น ในขณะที่เมืองสำคัญๆ ในรัฐกะฉิ่น ที่มีการสู้รบเข้มข้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา กลับไม่อยู่ในรายชื่อเมืองที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก  

ในรัฐกะเหรี่ยง พื้นที่การสู้รบหลักอยู่ในเมืองจายเซกจี (Kyainseikgyi) และกอกาเรก (Kawkareik) กฎอัยการศึกเหมือนจะทำให้เมืองทั้งสองเงียบลงทันที แต่ขณะเดียวกันคนของกองทัพก็เริ่มปฏิบัติการจับกุมฝ่ายต่อต้าน คล้ายกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว ที่กองทัพจับกุมประชาชนจำนวนมากที่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับกองทัพอาระกัน  

ในอนาคตเราคงจะได้เห็นกฎอัยการศึกขยายไปในอีกหลายพื้นที่ และคงได้เห็นวิธีการเดิมๆ คือการหว่านแหจับกุมประชาชนจำนวนมาก เพื่อตัดกำลังฝ่ายต่อต้าน