หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ฝุ่นพิษจะเป็นนิวนอร์มอลหลังโควิด-19?

17.03.23 | 12:30 น.

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ฝุ่นพิษจะเป็นนิวนอร์มอลหลังโควิด-19?

ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่าตอนช่วงที่โควิด-19 ยังระบาดหนักนั้น บ้านเมืองของเราเงียบเหงาเพียงใด คนในเมืองส่วนใหญ่ทำงานอยู่ที่บ้าน แต่ข้อดีก็คือในช่วงนั้นในฤดูที่ควรจะมีฝุ่นพิษโดยเฉพาะในเมืองก็ไม่มีฝุ่นพิษ เพราะว่ารถราไม่ได้ออกมาวิ่งในเมือง ในชนบทฝุ่นพิษมีอยู่แต่ก็รุนแรงน้อยกว่าเพราะแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจลดลง ในช่วงนั้นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงามกลับมา แต่พอโควิด-19 จากไปแทนที่เราจะเกิด new normal คือมีบ้านเมืองที่ปราศจากฝุ่นควัน แต่เรากลับต้องผจญกับ worse old normal คือทนอยู่กับมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา นั่นคือเราไม่ได้แปรวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยไม่พยายามที่จะปรับเปลี่ยนปัญหาโครงสร้างอะไรเลย

ในขณะนี้ คนจำนวนมากในประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นพิษที่ทำลายสุขภาพคนไทยไปกว่า 1.5 ล้านคนแล้วตั้งแต่แสบตา แสบจมูก และเกิดปัญหาทางเดินหายใจ ปัญหาฝุ่นพิษนี้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และกระทบต่อคนทุกช่วงวัย เริ่มตั้งแต่ฝุ่นพิษทำให้อัตราการตายของทารกในครรภ์มารดาเพิ่มขึ้น ส่วนเด็กแรกเกิดก็มีน้ำหนักน้อย ฝุ่นพิษจึงนับเป็นปัจจัยที่ทำลายอนาคตของชาติด้วย ธนาคารโลกได้คำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากฝุ่นพิษถึงกว่า 8 แสนล้านบาทในปี 2556 ก็ยังเป็นที่น่าแปลกใจว่ายังไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนจากรัฐบาลทั้งๆ ที่มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดได้อยู่แล้ว ที่น่าตกใจก็คือว่านายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า ไม่อยากใช้กฎหมายทั้งๆ ที่ผลกระทบจากฝุ่นพิษชัดเจนมากว่า 8 ปีที่แล้ว แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างทางการเมืองรัฐบาลก็ใช้กฎหมายมาควบคุมจากเบาไปถึงหนักได้อย่างรวดเร็ว

คู่ขนานไปกับฝุ่นพิษก็คือการวิ่งจนฝุ่นตลบของนักการเมือง ในช่วงที่คาดว่าจะเกิดการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ เป็นที่น่าสนใจว่าแต่ละพรรคการเมืองก็ควักมาตรการต่างๆ มาอวดอ้างต่อประชาชน ที่โดดเด่นมากก็คือสัญญาว่าจะลด แลก แจก แถม ตั้งแต่เพิ่มค่าตอบแทน เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำไปจนถึงกระทั่งระดับสวัสดิการที่น่าจะเกินกำลังการคลังของประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นการสัญญาอย่างกล้าหาญโดยใช้เงินจากภาษีอากรจากประชาชาติในอนาคตทั้งสิ้น จะหานโยบายของพรรคที่จะมาแก้ปัญหาฝุ่นพิษอย่างแท้จริงก็เห็นได้น้อยมาก

การแจกเงินเป็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนบางกลุ่มได้ก็จริง แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ ต้องแก้ที่โครงสร้างการผลิต ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนให้ผู้ผลิตมีผลิตภาพมากขึ้น ให้แรงงานมีทักษะมากขึ้น มีช่องทางตลาดมากขึ้น ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนมีมาตรการที่ชัดเจน นอกจากจะประกาศในเชิงเป้าหมายว่าเราต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างตลาด ในปัจจุบันภาครัฐเก็บรายได้ไม่พอรายจ่าย แต่พรรคการเมืองยังใช้นโยบายประชานิยมโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทั้งที่จริงควรเน้นนโยบายที่เน้นประชาชน (People oriented policy) หรือเอาประชาชนเป็นที่ตั้งไม่ใช่แค่เอาเงินใส่มือประชาชน

Advertisement

กลับมาที่ควันพิษ การเผาในที่โล่งมีกฎหมายกำหนดโทษปรับอยู่แล้วถึง 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเผาในเขตอนุรักษ์ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่หน่วยงานของรัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้ปัญหาฝุ่นควันยังรุนแรงอยู่มาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า เนื่องจากขณะนี้ใกล้ที่จะเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลจึงไม่กล้าที่จะใช้กฎหมายเกรงว่าจะกระทบกับฐานเสียง ถ้ารัฐบาลมีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่ไม่รักษากฎหมายแล้วเราจะมีรัฐบาลไปให้เสียค่าใช้จ่ายไปอีกทำไม ควันพิษไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดปีนี้ แต่เกิดซ้ำซากมากว่า 10 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นจะอ้างว่ายังหาวิธีการแก้ไขปัญหาอยู่ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เช่น ปัญหาฝุ่นพิษก่อนจะแก้ในระดับโครงสร้างซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และต้องมีความสามารถในการบูรณาการหลายหน่วยงานให้ทำงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ลักษณะของการเมืองไทยเป็นรัฐบาลผสมพรรคเล็กพรรคน้อย มีการแบ่งอาณาเขตทำงาน แบ่งกระทรวงกันชัดเจน ทำให้การบูรณาการกันเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยาก อีกทั้งรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมไม่ค่อยมีเสถียรภาพมัวหมกมุ่นกับการแบ่งเค้กแบ่งอาณาเขตได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลาจึงมักใช้วิธีอะไรก็ได้ให้ดูเหมือนปัญหาได้รับการแก้ไข เช่น กรณีฝุ่นควันก็ใช้วิธีพ่นน้ำซึ่งไม่ได้ผลอะไรเลยซ้ำยังสิ้นเปลืองงบประมาณ เสียดายน้ำ และยังเหมือนดูถูกประชาชนอีกด้วย

ที่จริงแล้วต้นตอของปัญหาฝุ่นพิษเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ไขจึงไม่ได้แก้ไขแค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ต้องแก้ไขที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย เริ่มต้นก็คือต้องยกเลิกการประกันราคาสำหรับพืชที่เผาไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดหรือน้ำตาล ยิ่งไปกว่านั้นต้องทำให้ราคาของพืชผลที่ได้มาจากการเผานั้นต่ำกว่าราคาของพืชผลที่ไม่เผา ซึ่งเวลานี้ก็มีตัวอย่างที่ดีสำหรับอ้อยเผาจะได้ราคาต่ำกว่าอ้อยไม่เผา และจะต้องทำอย่างเดียวกันกับข้าวโพดหรือให้นำเข้าข้าวโพดไม่เผาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีการเผา มิฉะนั้นแล้วอาจจะได้ข้าวโพดจากการเผาที่ส่งมาจากประเทศลาว กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งตอนนี้ก็เผาอย่างเมามันเพื่อผลิตข้าวโพดให้กับประเทศไทย

มาตรการทางราคานี้ต้องตามด้วยมาตรการสนับสนุนในระดับพื้นที่ ซึ่งต้องกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีเครื่องจักรกลที่สนับสนุนการไถพรวนโดยไม่ต้องเผา ส่วนในที่สูงก็ต้องใช้วนเกษตร เช่น การปลูกกาแฟหรือชาใต้ร่มไม้ใหญ่แล้วให้ชาวบ้านเป็นคนช่วยดูไฟแทนที่จะเป็นคนก่อไฟ

สำหรับคนที่เผาเพื่อหาอาหารป่าก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หาเฉพาะพอกินไม่ใช่หาของป่าในเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะเห็ดถอบ ต้องประกาศให้การขายของป่าในตลาดเป็นเรื่องผิดกฎหมายและซื้อหาไม่ได้

ส่วนในเมืองนั้นก็ต้องกวดขันกับรถควันดำ สนับสนุนรถไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะมีประโยชน์สองต่อคือ ทำให้รถจักรยานยนต์วิ่งช้าลง ชีวิตทั้งของคนใช้รถและใช้ถนนจะปลอดภัยมากขึ้น อุตสาหกรรมต่างๆ ก็ต้องหามาตรการมาอุดหนุนเพื่อย้ายโรงงานออกไปจากเขตประชาชน หนาแน่น ท้ายที่สุดก็คือปรับเปลี่ยนท่าเรือคลองเตยให้เป็นท่าเรือท่องเที่ยวเท่านั้น และรถรับส่งนักท่องเที่ยวที่เข้าท่าเรือได้ก็ต้องเป็นรถมาตรฐานยูโร 5 ที่ปลอดควันพิษ

อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวว่า คนไทยอยู่ในยุคคนเดือด (The age of anger) ผู้เขียนแปลความหมายว่า เป็นยุคที่คนสะสมและถูกกดดันด้วยความไม่พอใจต่างๆ นานา เหมือนฟางที่รอสะเก็ดไฟเพียงเล็กน้อยก็จะปะทุขึ้นมาได้

เวลานี้คนไทยภายใต้ฝุ่นพิษที่เป็นฟางรอไฟ คงต้องมองหาพรรคที่มีวิสัยทัศน์ไกลมาแก้ปัญหาฝุ่นควัน มิฉะนั้นฝุ่นพิษจะเป็นนิวนอร์มอลไปอีกนาน