สะพานแห่งกาลเวลา : ภัยใกล้ตัวจากสาร ‘บีพีเอส’
เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานผลการสำรวจวิจัยชิ้นหนึ่งของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ในประเทศแคนาดา ที่แสดงให้เห็นถึงภัยใกล้ตัวเราว่ามีมากมายชนิดคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science & Technology ที่ระบุว่า มีการตรวจสอบพบว่า ในอาหารสดหลากหลายชนิดที่จำหน่ายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตในแคนาดา มีสาร Bisphenol-S (BPS) ปนเปื้อนอยู่ในอัตราสูง จนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
“บีพีเอส” คือสารเคมีชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกและอื่นๆ อีกหลายชนิด เพื่อแทนที่การใช้ “บีพีเอ” (Bisphenol A-BPA) ซึ่งใช้กันอยู่แต่เดิมแล้วมีการห้ามใช้กันในหลายประเทศ
เหตุที่บีพีเอถูกห้ามนำมาใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติก โดยเฉพาะขวดนมและขวดน้ำ เนื่องจากบีพีเอซึ่งช่วยให้พลาสติกมีความแข็งแรง ใส ดูสวยงามสะอาดตาแต่เป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง เมื่อหลุดรอดออกมาจากการอุ่นขวดนม หรือโดนความร้อน เช่น ถูกแดดเผา เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์พบว่า บีพีเอ ซึ่งสามารถหลุดรอดออกมาจากพลาสติกก่อให้เกิดอันตรายต่อคนเราได้ เพราะมันเข้าไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ และเป็นสารเคมีที่เชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากกับมะเร็งทรวงอก ทั้งยังก่อให้เกิดเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์ และเข้าไปขัดขวางพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้อีกด้วย
ปัญหาก็คือ ยิ่งนับวันยิ่งมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่าบีพีเอสที่ถูกนำมาใช้แทนที่บีพีเอก็อันตรายไม่แพ้กัน
สเตฟาน บาเยน รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเคมีเกษตร ของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยชิ้นใหม่นี้ระบุว่า บีพีเอสสามารถก่อให้เกิดอันตราย “คล้ายคลึงกัน” กับที่บีพีเอก่อให้เกิดกับคนเรา
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ เมื่อปี 2018 ชี้ว่า บีพีเอ กับ บีพีเอส สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองอีกด้วย เนื่องจากทำให้ความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาก็คือ แล้วสารบีพีเอสเข้าไปอยู่ในอาหารสด จำพวกเนื้อสัตว์, ชีส, ผลไม้และผัก ได้อย่างไร?
รองศาสตราจารย์บาเยนอธิบายว่า งานวิจัยของทีมถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สารบีพีเอสสามารถเล็ดลอดจากป้ายบอกราคา บอกเครื่องหมายการค้า แล้วแทรกซึมผ่านแรปพลาสติกที่ใช้หุ้มห่ออาหารลงไปสู่ตัวอาหารภายในได้
เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทีมวิจัยได้นำเอาอาหารสดและอื่นๆ ทั้งที่ขายในแคนาดาและในสหรัฐอเมริกา อาทิ เนื้อสด, ชีส, ผัก และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ แยกออกเป็นที่หุ้มห่อด้วยพลาสติกแรป แต่ไม่มีป้ายราคาติด กับที่มีป้ายราคาติด มาตรวจสอบหาปริมาณสารบีพีเอสภายในกัน
ผลจากการทดสอบพบว่ามีปริมาณสารบีพีเอสอยู่สูงมากที่ป้ายบอกราคาและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นฟิล์มพลาสติกที่พิมพ์ข้อความหรือสัญลักษณ์ด้วยความร้อน แต่พบบีพีเอสในปริมาณน้อย หรือไม่มีเลย ในจานหรือถาดพลาสติก หรือในฟิล์มแรป
ข้อสรุปก็คือ บีพีเอสหลุดรอดออกมาจากป้ายราคาและบาร์โค้ดเมื่อมีการพิมพ์ข้อความและบาร์โค้ดด้วยความร้อน จากนั้นก็เล็ดลอดลงสู่ตัวอาหารนั่นเอง
แม้ในรายงานข่าวเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องนี้ไม่ได้ระบุปริมาณที่แน่ชัดออกมาว่าพบสารบีพีเอสอยู่เข้มข้นมากน้อยเพียงใด แต่ยังระบุเอาไว้ว่า ทีมวิจัยกังวลต่อเรื่องนี้มาก เนื่องจากปริมาณของสารบีพีเอสในตัวอาหารที่จะถูกคนเราบริโภคสู่ร่างกายนั้น มี “สูงกว่าขีดจำกัด” ที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดให้มีได้
แคนาดาก็เหมือนกับไทยเรา ที่ยังไม่มีข้อกำหนดเป็นขีดจำกัดให้มีสารเคมีจำพวกบีพีเอสในตัวอาหารสดไว้แต่อย่างใด แต่ในอียูมีข้อกำหนดนี้ครับ เพื่อป้องกันไม่ให้บีพีเอสจากบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อนลงสู่ตัวอาหารในปริมาณสูงได้
ยิ่งเราซื้ออาหารที่ห่อด้วยฟิล์มแรป แล้วติดป้ายราคาและบาร์โค้ดมาบริโภคมากเท่าใด ปริมาณของสารบีพีเอส หรือสารเคมีอันตรายอื่นๆ ที่เราบริโภคเข้าไปต่อวันก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น
ในเมืองไทยพบเห็นอาหารสดที่ติดป้ายราคาและบาร์โค้ดทำนองเดียวกันนี้ได้ในทุกๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ตามที
ถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่เราคิดไปไม่ถึงจริงๆ

