นัยยะชัดจับขั้วการเมือง ผ่าน‘3มิตร-บิ๊กป้อม-ภท.’ชี้วัดผ่านผลการเลือกตั้ง

19.03.23 | 12:00 น.

นัยยะชัดจับขั้วการเมือง ผ่าน‘3มิตร-บิ๊กป้อม-ภท.’ชี้วัดผ่านผลการเลือกตั้ง

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยิ่งเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนผ่านไทม์ไลน์การยุบสภาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยทั้งเงื่อนเวลาและปัจจัยทางการเมือง เปรียบเหมือนเป็นไฟต์บังคับ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ต้องตัดสินใจยุบสภา ก่อนวันที่ 23 มีนาคม อันเป็นวันที่รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ครบวาระ 4 ปี

หากเป็นตามกระแสข่าวการยุบสภาจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม เงื่อนไขการยุบสภาก่อนรัฐบาลครบวาระเพื่อเปิดช่องให้บรรดา “บิ๊กเนม” ทางการเมือง ทั้งระดับรัฐมนตรี ส.ส. และอดีต ส.ส. ได้ย้ายพรรค หาต้นสังกัดใหม่ได้ทันเวลาตามกรอบ 30 วัน ในการมีคุณสมบัติครบ สามารถลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้โดยไม่แพ้ฟาวล์ตั้งแต่เริ่มต้น หากไร้ซึ่งปัจจัยแทรกซ้อนทั้งเรื่องกติกา อย่างรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตผ่านฉลุย การเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

เวลานี้ทุกพรรคในสารบบการเมืองจึงต้องเดินหน้าจัดเตรียมให้พร้อมทุกด้าน ทั้งขุนพลและเสบียงกรังเพื่อช่วงชิงฐานเสียงคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด ที่เห็นเป็นความเคลื่อนไหวชัดเจนล่าสุด อย่าง “กลุ่มสามมิตร” ที่มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีตรัฐมนตรีว่ากากระทรวงยุติธรรม และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นแกนนำหลัก พยากรณ์ ดิน ฟ้า อากาศในทางการเมืองออกมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าได้ตัดสินใจเลือกที่จะไปต่อในทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ตามที่ “สมศักดิ์” ให้เหตุผลไว้ว่า ด้วยปัจจัยในกติกาการเลือกตั้งที่เปลี่ยนมาใช้บัตร 2 ใบ บัตรหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือกพรรค ซึ่งจะมีนัยยะถึงการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคด้วย โดยเฉพาะสัญญาณการตัดสินใจของ “สมศักดิ์” ในทางการเมืองถือเป็นปัจจัยที่ทุกขั้วการเมืองจะมองข้ามไม่ได้ เพราะตลอดเวลาในการเดินหน้าการเมือง “สมศักดิ์” มักตัดสินใจเลือกถูกข้างเสมอ คือ เลือกข้างและขั้วการเมืองที่ได้เป็นฝ่ายบริหาร คือ การเป็นรัฐบาลอยู่เสมอ การันตีได้จากตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ในเกือบทุกรัฐบาล

ขณะที่ขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค เป็นแกนนำหลัก ได้ส่งสัญญาณถึงการจับมือกันหลวมๆ ไว้ล่วงหน้ากับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผ่านภาพรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรค พร้อมนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค อินไซด์ในวงรับประทานข้าว แกนนำทั้งสองพรรคได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง อาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องขั้วใหม่ทางการเมือง รวมถึงนายกฯคนต่อไปจะเป็นใคร โดยจะประเมินหลังเลือกตั้งอีกครั้ง แม้ขุนพลข้างกายของ “พล.อ.ประวิตร” จะลดน้อยถอยลงไปบ้าง ตามเหตุผลที่แต่ละกลุ่มแยกย้ายออกจากพรรค พปชร.ไปสังกัดพรรคอื่นสู้ศึกเลือกตั้ง

Advertisement

แต่บทบาทของความเป็นผู้จัดการรัฐบาล “พล.อ. ประวิตร” ยังมีจุดแข็งและเครดิตในเรื่องนี้ ทั้งด้วยบารมี คอนเน็กชั่น ตลอดจนความยืดหยุ่นทางการเมืองที่ชูจุดขาย “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” จึงเป็นจุดที่ทุกขั้ว ทุกฝ่าย พร้อมที่จะเจรจาและเปิดดีลกับพี่ใหญ่ของ “กลุ่ม 3 ป.” ในการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งได้ง่ายกว่าการพูดคุยกับ 2 ป.ที่เหลือ ภาพของการรับประทานอาหารร่วมกันของ “พล.อ.ประวิตร” กับแกนนำ
พรรค ภท. จึงเปรียบเสมือนการให้คำมั่นต่อกันไว้ล่วงหน้าว่าจะเดินหน้าจับมือกันทำงานทางการเมืองร่วมกันต่อไป

ส่วนขั้วหลักของพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรค พท. ที่ได้ขุนพลระดับบิ๊กเนมทั้งจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจเข้ามาเสริมทัพ ช่วยสร้างความฮึกเหิมและความมั่นใจให้กับพลพรรค พท. ผ่านการปรับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ จากเดิมไม่ต่ำกว่า 250 เสียง เป็นต้องชนะเลือกตั้งให้ได้ 310 เสียง เพื่อชิงความชอบธรรมในฐานะ “เป็นผู้เลือก” ว่าจะให้พรรคใดมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งเป็นการปิดเงื่อนไขไม่ให้ขั้วพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯอีกสมัย ใช้กลยุทธ์ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาแข่ง เพราะยิ่งพรรค พท.ชนะเลือกตั้งได้เสียง ส.ส.มากเท่าใด จะยิ่งสกัดเงื่อนไขที่ 250 ส.ว. จะโหวตสนับสนุนนายกฯจากขั้วของกลุ่มอนุรักษนิยมมาสวนทางกับพรรคที่ได้เสียง ส.ส.ข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

ยุทธศาสตร์ของพรรค พท.ในการเลือกตั้งล่าสุดจึงสะท้อนผ่านคำยืนยันของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค พท. ที่ระบุว่า เป้าหมายคือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ การจะจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องใช้เสียง 376 เสียง และการที่จะไปพึ่ง ส.ว.ให้โหวตช่วย โอกาสเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่มีจิตสำนึกว่าได้เสียงข้างมากมา สิ่งที่เป็นไปได้ที่สุดคือจะทำอย่างไรเมื่อได้ 310 เสียงแล้ว จะหาแนวร่วมจากเฉพาะ ส.ส.มาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องไปอาศัยเสียงของ ส.ว. ฉะนั้น การที่พรรค พท.จะจับมือกับพรรคแนวร่วมเดียวกันจึงเป็นไปได้สูงแนวทางที่เป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลอุดมการณ์น่าจะไปด้วยกันได้ดีกว่า หากได้ 310 เสียง จะเชิญพรรคที่อยู่ฝ่ายเดียวกันมาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีซึ่งจะต้องนำเงื่อนไขต่างๆ มาพูดคุยกัน

ทั้งหมด คือ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าแต่ละพรรควางยุทธศาสตร์ในการเดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งกันอย่างไร แต่คำตอบที่ชัดเจนที่สุด คือ ต้องดูผลลัพธ์กันที่หน้างานอีกครั้ง ผ่านผลการเลือกตั้งที่ออกมาของแต่ละพรรค จะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะเป็น “รัฐบาล” หรือ “ฝ่ายค้าน”