หน้าแรก คอลัมนิสต์ นโยบายของพรรค...

นโยบายของพรรคการเมืองนั้นสำคัญมาก

19.03.23 | 14:00 น.

นโยบายของพรรคการเมืองนั้นสำคัญมาก

เวลาจะด้อยค่านักการเมือง ก็มีคำถากถางต่าง ๆ นานา กระนั้น ลองนึกถึงเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา แล้วเอาแต่ด่าแต่ว่า โตขึ้นเขาอาจจะร้ายกาจหรือไม่เอาไหนอย่างที่ถูกกรอกหูมาแต่เด็ก ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่ มีวิสัยทัศน์ มีความรับผิดชอบ ก็ให้โอกาสเขา ให้กำลังใจเขา ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าอยากให้ “คนดี มีความสามารถ” มาเป็นนักการเมือง เป็นผู้บริหารประเทศ ประชาชนกับนักการเมืองก็ควรเดินไปด้วยกัน ต่อว่ากันอย่างสร้างสรรค์บ้างเป็นธรรมดา แต่อย่าลดทอนคุณค่ากันร่ำไป เว้นแต่ว่าจะอยู่ฝ่ายอำนาจนิยม ที่หวังส้มหล่นเมื่อเขาทำรัฐประหารกันบ่อย ๆ อย่าลืมว่าที่เขาเป็นนักการเมืองได้เพราะเราเลือกเขาเข้ามา คุณภาพของนักการเมืองก็พอ ๆ กับคุณภาพของผู้เลือกนั่นแหละ การด้อยค่านักการเมืองคือการด้อยค่าตัวเรา ทางที่ดีกว่าคือการติดตาม ตรวจสอบ ร้องเรียน ฯลฯ โดยมีเป้าหมายให้นักการเมืองสร้างเกียรติศักดิ์แก่การเป็นนักการเมืองให้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และเชื่อว่าการบริหารราชการโดยนักการเมืองก็จะดีขึ้นเช่นกัน

การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปใกล้เข้ามา เป็นเวลาที่พรรคการเมืองจะต้องคิดนโยบายที่ดีมาเสนอต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะไม่นิ่งดูดาย หากควรตรวจสอบว่า ตลาดนโยบายตอนนี้มีสินค้าดี ๆ อะไรบ้าง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 หนังสือพิมพ์มติชนเชิญตัวแทนพรรคการเมือง 8 พรรค มาประชันสินค้านโยบายกันอย่างเต็มที่ โดยแบ่งการนำเสนอเป็น 3 รอบ รอบแรกเป็นการจับสลากคำถามมาถามกันสด ๆ เมื่อตัวแทนของพรรคหนึ่งมาตอบคำถามแล้ว เขาก็จะเลือกพรรคการเมืองอื่นอีกหนึ่งพรรคมาตอบคำถามเดียวกัน เพื่อคนฟังจะได้เปรียบเทียบ จากนั้นก็เวียนไปจนครบทั้ง 8 พรรค รอบที่สอง จะมีการจับคู่โดยการจับสลาก ให้ตัวแทนพรรคการเมือง 2 พรรค มาตอบคำถามและชี้แจงวิธีการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจคำถามเดียวดัน รอบที่สาม ให้แต่ละพรรคส่งตัวแทนมาฉายเดี่ยว พูดถึงนโยบายของพรรคโดยไม่จำกัดหัวข้อ

คำถามที่ 1 คือ พรรคมีจุดยืนอย่างไรเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 แล้วการจับสลากเลือกพรรคที่จะมาตอบคำถามก็ได้พรรคที่เหมาะเสียด้วย ตัวแทนพรรคก้าวไกลตอบคำถามว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายคุ้มครององค์พระประมุขจากการถูกหมิ่นประมาท และมีไว้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ แต่มีปัญหาว่าบทลงโทษหนักเกินไป ควรลดโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี และควรมีการกลั่นกรองผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ มิใช่ว่าใครก็กล่าวโทษได้ และทำให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ

ส่วนมาตรา 116 นั้น ถูกใช้พร่ำเพรื่อ จนเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพการแสดงออก อันที่จริงมาตรานี้บัญญัติว่า ผู้ใดแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงควรทบทวนโดยจำกัดนิยามให้แคบลง เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมือง

Advertisement

ตัวแทนพรรคก้าวไกลเลือกพรรคเพื่อไทยให้ส่งตัวแทนมาตอบคำถามเดียวกัน ซึ่งได้ตอบโดยสาระว่า เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะการมีคณะกรรมการเพื่อกลั่นกรองการใช้กฎหมายมาตรา 112 พร้อมทั้งเสนอว่า ถ้ามีความเห็นที่แตกต่าง ต้องแก้ไขโดยการนำปัญหาเข้าสู่กระบวนการของสภา

ในการตอบคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐแถลงว่าสามารถแก้ไขได้ หากเป็นเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเหมือนเมื่อ 16-17 ปีที่ผ่านมา พรรคพร้อมที่จะรวมพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญก็แก้ไขได้โดยพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา

ในหัวข้อการปฏิรูปกองทัพ ตัวแทนพรรคชาติพัฒนากล้าตอบว่า ถ้ามีข้อบกพร่องก็ต้องปฏิรูปให้ดีขึ้น เช่นเรื่องการเกณฑ์ทหาร ถ้าการเป็นทหารมีรายได้ที่ดี และมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งไปสู่จุดสูงสุดได้ ผู้ประสงค์จะเป็นทหารโดยสมัครใจอาจมากพอจนไม่ต้องพูดเรื่องการเกณฑ์ทหาร คำถามเดียวกันถูกโยนไปให้พรรคก้าวไกลตอบ ซึ่งเสนอเป้าหมายของการปฏิรูปดังนี้ 1) การทำให้กองทัพไม่แทรกแซงการเมือง ให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน และมีข้อบัญญัติปิดช่องการรัฐประหาร 2) กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ มีผู้ตรวจการกองทัพที่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณของกองทัพ 3) การลดขนาดของกองทัพพร้อมกับการพัฒนาให้เท่าทันโลก 4) การไม่ให้ทหารถืออภิสิทธิ์เหนือพลเรือน 5) การทำให้ทหารทุกระดับชั้นมีอนาคตที่ก้าวหน้า มีสวัสดิการที่เพียงพอ

ในหัวข้อการนิรโทษกรรม ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยตอบว่า พรรคเห็นด้วยมาตลอดที่จะให้มีการนิรโทษกรรมผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมผู้ที่ทุจริตต่อบ้านเมือง จึงต้องดูเป็นกรณีไป

คำถามถัดไปเป็นเรื่องของกัญชา ตัวแทนพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ ส่วนเรื่องสุราเสรีก็เห็นด้วย และควรแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ เช่น เป็นสุราพื้นบ้าน เป็นสุราที่กลั่นโดยมีส่วนผสมของสมุนไพรที่เรามี แต่ในเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านั้น ต้องควบคุมอย่างดี เพราะมีพิษมากกว่าบุหรี่ธรรมดา ในหัวข้อเดียวกันที่โยนให้พรรคภูมิใจไทยตอบ แน่นอนว่าพรรคแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ โดยขอใช้คำว่ากัญชาเสรีทางการแพทย์ ไม่ใช่กัญชาเสรีแบบสูบที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดการมึนเมา

พรรคประชาธิปัตย์จับสลากได้คำถามเรื่องคอร์รัปชัน ตัวแทนพรรคชี้แจงว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และแสดงความเห็นว่า การคอร์รัปชันมีที่มาจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การประมูลตัว ส.ส. เข้าพรรค คิดว่าไม่มีใครที่ลงทุนขนาดนั้นจะไม่ถอนทุนคืน ลำดับต่อไปคือกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องจัดการอย่างเข้มงวดตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับบน และที่มาขององค์กรอิสระต้องโปร่งใส ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนารับลูกมาตอบคำถามเดียวกันนี้ โดยชี้ว่า บทลงโทษยังไม่รุนแรง การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มข้น การคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระยังไม่โปร่งใส การพิจารณาคดีล่าช้า บางคดีหลายปีกว่าจะตัดสิน ถ้าทั้งกระบวนการมีความเด็ดขาด ฉับไว การคอร์รัปชันจะลดลง

คำถามที่พรรคชาติไทยพัฒนาจับสลากได้ให้ตอบคือคุณภาพอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 และได้คำตอบว่า PM 2.5 มีแหล่งที่มาหลายแหล่ง เช่น มาจากท้องถนน ซึ่งกระทรวงคมนาคมและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต้องช่วยดูแล มาจากป่าอนุรักษ์และพื้นที่อุทยาน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดูแล มาจากป่าสงวน ซึ่งภารกิจดับไฟป่าถูกโอนไปให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล และที่สำคัญยังมีฝุ่นที่มาจากพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งในประเทศเองและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งโดยหลักอยู่ในการดูแลของกระทรวงเกษตร ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือสภาพดินฟ้าอากาศ โดยสรุปแล้ว พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน โดยสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ในหัวข้อการกระจายอำนาจ ผู้ตอบคำถามได้แก่ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่าพรรคเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจเพราะจะทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงขึ้น และต้องลดบทบาทการรวมศูนย์ลง เห็นด้วยว่าควรกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ส่วนเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นว่าควรทำในจังหวัดที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความพร้อม

ต่อมาเป็นรอบที่สองที่มีการจับสลากคู่ถกแถลงในเรื่องเศรษฐกิจ คู่แรกคือตัวแทนพรรคก้าวไกลและพรรคชาติไทยพัฒนา และหัวข้อคือค่าแรงขั้นต่ำ พรรคก้าวไกลเสนอให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน และต้องปรับขึ้นทุกปีโดยพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้องสนับสนุนให้แรงงานเรียนรู้ หรือปรับเปลี่ยนอาชีพได้ วิธีเรียนรู้วิธีหนึ่งคือการเข้าฝึกอบรมทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ส่วนตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนาเสนอว่า กลไกการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นกลไก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐ จึงอยากเสนอแนวคิดเรื่องค่าแรงเป้าหมาย (มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ) ซึ่งหมายถึงค่าแรงที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ โดยที่ลูกจ้างให้ผลผลิตต่อนายจ้างได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ค่าแรงเป้าหมายนั้นย่อมสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และบรรลุได้โดยอาศัยการเพิ่มทักษะและการยกระดับการศึกษาเป็นสำคัญ

ประเด็นทางเศรษฐกิจประเด็นถัดไปคือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย คู่สนทนาคือตัวแทนพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยเริ่มก่อนโดยอ้างผลการศึกษาว่า ถ้าเศรษฐกิจของชนชั้นบนเพิ่มขึ้น 1 % ภาพรวมของจีดีพีจะลดลง 0.8 % แต่ถ้าเศรษฐกิจของชนชั้นล่างเพิ่มขึ้น 1 % ภาพรวมของจีดีพีจะเพิ่มขึ้น 0.48 % หมายความว่าถ้าแก้เศรษฐกิจของคนที่มีรายได้น้อย จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ นโยบายของพรรคนั้นเน้นการทำให้การท่องเที่ยวกลับเข้ามา การเพิ่มรายได้เกษตรกร เป็น 3 เท่าใน 4 ปี การดูแลเรื่องการตลาดและการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอี ในด้านการศึกษา จะเน้นการศึกษาเพื่อรายได้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อการจัดการ ส่วนตัวแทนพรรคภูมิใจไทยเสนอว่าจะต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้มีบริการที่ดียิ่งขึ้น ในด้านการศึกษา จะมีโครงการให้นักเรียนยืมเงินเพื่อการศึกษาโดยไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน

ในประเด็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์เพาเวอร์ เป็นการสนทนาระหว่างตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์คือการดึงดูดชาวต่างประเทศให้มาท่องเที่ยว ขณะเดียวกันจะเสนอให้มีการตั้งธนาคารหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ชุมชนต่าง ๆ สร้างซอฟต์เพาเวอร์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังจะเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและวิถีไทย เช่น มวยไทย อาหารไทย โดยใช้เงินของเราที่มีอยู่โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดิน ไม่ก่อหนี้ใหม่ ส่วนนโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะเน้นทุนทางวัฒนธรรม 5 ด้านคือ อาหาร เฟสติวัล แฟชั่น ภาพยนตร์/โฆษณา และมวยไทย

รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนไม่กล่าวถึงการจับคู่คุยระหว่างพรรคไทยสร้างไทยกับพรรคชาติพัฒนากล้า ในที่นี้จะชดเชยโดยสรุปนโยบายในรอบที่ 3 ของทั้งสองพรรคนี้ (ที่เหลืออีก 6 พรรคโปรดหาอ่านเอาเอง)

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยสรุปนโยบายของพรรคเป็น 4 ด้านหลักคือ 1) ชัยชนะของฝ่ายประชาชน สังเกตได้ว่าในช่วงเวลา 17 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประชาชนกับฝ่ายรัฐประหาร การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญมาก แต่ไม่อยากคิดว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตมากกว่า 2) อยากคิดอยากทำเพื่อคนตัวเล็ก ตั้งแต่เอสเอ็มอีไปถึงเกษตรกร จะต้องเสริมและปลดปล่อยพลังให้หายจนให้จนได้ 3) โครงการแรกที่จะทำคือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการขนส่งของภูมิภาคและของโลก 4) จะปราบโกงและทำสงครามกับการคอร์รัปชัน

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้ากล่าวสรุปนโยบายของพรรคว่า จะเน้นจุดแข็ง (สินค้าเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว) และลบจุดอ่อน (ความขัดแย้งในสังคมและการขาดเสถียรภาพทางการเมือง) โดยมีนโยบายรูปธรรมดังนี้ 1) จะสร้างงาน สร้างเงินไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท 2) จะกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอาชีพ ให้การท่องเที่ยวเพิ่ม 2 เท่าใน 4 ปี 3) จะพัฒนาภาคอีสานให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ 4) จะสร้างมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศให้ทุกคนได้ใช้

ถ้าผู้อ่านค้นหาใน กูเกิล ตามหัวข้อ “นโยบายพรรคการเมือง 2566” จะพบเว็บไซต์ที่จัดทำโดยสื่อมวลชนหลายเว็บไซต์ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคต่าง ๆ มากพอสมควร พอให้อ่านได้ในหลากหลายประเด็น เพียงแต่ในที่นี้ขอแนะนำองค์กรพัฒนาเอกชนองค์กรหนึ่งที่ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า WeVis ย่อมาจาก We Visualize Data for Democracy องค์กรนี้มีโครงการชื่อ Promise Tracker ที่ทำการสำรวจคำสัญญาของพรรคการเมือง : ที่ผ่านมารักษาคำสัญญาได้แค่ไหน? นอกจากนี้ยังได้ติดตามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯที่ผ่านมาด้วย และในการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปครั้งนี้ WeVis กำลังรวบรวมนโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองอยู่ โดยจะใช้เป็นฐานใน “การสำรวจคำสัญญา” ต่อไป

ผมเริ่มต้นบทความด้วยการให้กำลังใจแก่นักการเมืองที่หาเสียงตัวเป็นเกลียวอยู่ในขณะนี้ โดยพรรคการเมืองได้คิดค้นและนำเสนอนโยบายดี ๆ มากมายหลายประการ กระนั้น เราไม่ควรนิ่งนอนใจ ไม่ควรให้นโยบายเหล่านี้มาแล้วก็ผ่านไป ก็ยังดีที่มีองค์กรเช่น WeVis ที่จะช่วยติดตามสำรวจว่านโยบายที่สัญญาไว้ เอาไปใช้จริงมากน้อยเพียงใด

นอกจากในเรื่องนโยบายที่ต้องรับทราบและติดตามแล้ว เราอาจมีบทบาทเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมได้ โดยสมัครเป็นอาสาสมัคร กกต. (ติดต่อสำนักงาน กกต. จังหวัด) หรือเป็นอาสาสมัครของเครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งโดยโหลดแอพลิเกชัน Vote62.com (แม้ตัวเลขในชื่อคือ 62 แต่ใช้ได้กับการเลือกตั้งปี 2566 ด้วย) เราอาจใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปเหตุการณ์ที่ดูผิดปกติ (แต่อย่าถ่ายรูปแถวคูหาเลือกตั้ง เพราะอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับ) แล้วส่งมาที่แอพลิเกชันดังกล่าว หรืออาจถ่ายรูปรายงานการนับคะแนนที่จะปิดประกาศไว้ที่หน่วยเลือกตั้งหลังจากนับคะแนนเสร็จ เพื่อส่งมายังแอพลิเกชันดังกล่าว ซึ่งอาจใช้ประโยชน์ในการประมวลผลและการตรวจสอบได้ในภายหลัง

การเลือกตั้งมีเป้าหมายเป็นการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติตามเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของสังคม โดยเลือกคนที่มีคุณภาพและความสามารถมาออกกฎหมายและบริหารประเทศ เราต้องช่วยกันปกปักรักษาเป้าหมายนี้ไว้ให้เป็นจริง

โคทม อารียา